สารวัด ฉบับที่ 807 วันอาทิตย์ที่ 5 กรกฎาคม 2552 อาทิตย์ที่ 14 เทศกาลธรรมดา

บอกเล่าให้ฟัง

การอ่านเป็นกลไกอย่างหนึ่งที่ช่วยให้มนุษย์มีความรู้มีโลกทัศน์ที่กว้างไกลมากขึ้น “วาจาเป็นสิ่งที่โบยบิน สิ่งที่เขียนไว้ก็คงอยู่” พ่อมาถึงวัดพระชนนีของพระเป็นเจ้า สิ่งที่พ่อพยายามหาสิ่งแรกคือมีเอกสารบันทึกอะไรไว้บ้าง พยายามที่จะทำให้เอกสารเท่าที่มีอยู่เป็นระบบ หาง่ายเพื่อจะได้สามารถสืบค้นที่มาที่ไปของสรรพสิ่งที่เกิดขึ้นในวัดของเรา ความจริงแล้วทุกๆวัดจะต้องมีการบันทึกเหตุการณ์สำคัญๆ ที่เกิดขึ้นในวัดของตนและพ่อก็พยายามที่จะมอบหมายให้สภาอภิบาลสักคนหนึ่งเป็นผู้บันทึกเหตุการณ์ สิ่งที่สองที่พ่อหยิบขึ้นมาพิจารณาคือสารวัด เพราะสารวัดเป็นหนทางที่คุณพ่อเจ้าวัดจะสื่อสารกับสัตบุรุษ พ่อได้นำกลับไปอ่าน และก็คิดว่าพ่อจะต้องพยายามทำให้สารวัด เป็นเครื่องมือที่มีคุณภาพในการสื่อสารมากที่สุด เพื่อพี่น้องจะได้มีข้อคิดบทเทศน์ติดตัวกลับไปอ่านที่บ้าน และสามารถนำไปให้คนที่ไม่ได้มาวัดอ่านได้อีกด้วย ก็ไม่ทราบว่าความพยายามของพ่อจะสูญเปล่าหรือเปล่า

จุดอ่อนของเราคาทอลิกคือ เราไม่รักการอ่านเราไม่พยายามหาความรู้ เราชอบอะไรที่สำเร็จรูปและต้องมีคนมาป้อนให้ ซึ่งต่างจากคริสเตียนราวกับฟ้าดินพวกเขาอ่านพระคัมภีร์กันทุกวัน จนมีคำกล่าวว่า “พระคัมภีร์ของใครเก่าๆจะได้ไปสวรรค์ พระคัมภีร์ของใครใหม่ไม่เคยเปิดอ่านจะตกนรก” คาทอลิกนอกจากไม่ชอบอ่านแล้วยังชอบบ่น ทำไม่พระศาสนจักรไม่แปลเอกสารเป็นภาษาไทยเพื่อเราจะได้หาความรู้ได้ ทำไมพระศาสนจักรไม่เขียนข้อพึงปฏิบัติที่สำคัญๆเป็นลายลักษณ์อักษร อาทิ การอดเนื้อวันศุกร์ทำพลีกรรมอะไรแทนได้บ้าง การจำศีลอดอาหารทำอย่างไร มิสซาบูชาขอบพระคุณหมายถึงอะไร ฯลฯ การอดเนื้อ และการจำศีลอดอาหารมีพิมพ์ไว้ในปฏิทินคาทอลิกหน้าต่อจากสารบัญทุกปี เรื่องมิสซาบูชาขอบพระคุณมีอยู่ในห้องประชุมของวัดเราประมาณ 40 – 50 เล่มแสดงว่าต้องมีแหล่งข้อมูลอยู่แล้ว เมื่อพระสันตะปาปาประกาศปีแห่งพระสงฆ์ทันทีทันใดก็มีการแปลคำประกาศ และบทภาวนาออกมาทันทีเลย สมณกฤษฎีกา และเอกสารสำคัญอื่นๆของพระศาสนจักรก็เช่นเดียวกันมีการแปลอย่างรวดเร็วตลอดเวลา สำคัญอยู่ที่ว่าเราจะอ่านหรือเปล่าเท่านั้น

พ่อเชื่อว่าเด็กๆสมัยใหม่มีโอกาสได้เรียนรู้หลายๆภาษา การอ่านจึงเป็นประตูแห่งความรู้และโลกทัศน์ที่สำคัญ อ่านจากไหนจากอะไรก็ได้ไม่สำคัญ แต่ต้องอ่านเรื่องที่ดีๆประเทืองปัญญาเป็นดังอาหารเลี้ยงสมอง และอย่าลืมอ่านพระคัมภีร์ หนังสือศรัทธาอาหารเลี้ยงจิตวิญญาณกันบ้างนะครับ พ่อหวังว่าพี่น้องจะฝึกฝนบังคับตนเองให้รักการอ่านในสิ่งที่ให้สาระกับชีวิต และจิตวิญญาณมากขึ้น ที่พ่อต้องกล่าวเช่นนี้เพราะมีบางคนชอบอ่านเหมือนกัน แต่อะไรก็ไม่รู้เอาสนุกเอามันส์เข้าว่า อ่านแบบนี้ไม่ค่อยก่อให้เกิดประโยชน์ต่อชีวิต และจิตวิญญาณของเราเท่าที่ควรครับ

จากคุณพ่อเจ้าวัด

อุปสรรคแห่งศรัทธา

พระวาจาของพระเจ้าจากพระวรสารนักบุญมาระโกบทที่ 6 ข้อ 1- 6 ทำให้เราต้องกลับมาพิจารณาไตร่ตรองดูว่า ในการดำเนินชีวิตคริสตชนของเรามีอะไรที่เป็นอุปสรรคแห่งความศรัทธาที่ทำให้ความเชื่อของเราหวั่นไหว และทำให้เราไม่ได้รับพระหรรษทานที่เราควรจะได้รับบ้างหรือไม่ มีความรู้สึกนึกคิดหลายๆอย่างที่เกิดขึ้นในตัวเรา ถ้าเราไม่รู้จักควบคุมมันให้ดีเราก็จะตกเป็นทาสของมัน และในที่สุดสิ่งต่างๆเหล่านี้ก็จะกลายเป็นอุปสรรคแห่งความศรัทธา ทำให้บางคนไม่สวดภาวนาไม่มาร่วมมิสซาบูชาขอบพระคุณ ไม่มารับศีลอภัยบาป เขาจึงไม่ได้รับพระหรรษทานที่เขาควรจะได้รับ อุปสรรคแห่งความศรัทธาเหล่านี้อาจจะเป็น อคติกับบุคคล การยึดมั่นถือมั่นในบางเรื่อง การตัดสินผู้อื่นเพียงภายนอก ความอิจฉา ความจองหอง ฯลฯ เรื่องเหล่านี้หลายๆครั้งมันจะเกิดขึ้นกับเราโดยที่เราไม่รู้ตัว เราจึงต้องหมั่นพิจารณาตนเองบ่อยๆเพื่อเราจะได้รู้เท่าทันและไม่ตกเป็นทาสของมัน

พระเยซูคริสตเจ้ากลับไปเมืองนาซาเร็ธถิ่นกำเนิดของพระองค์ พระองค์ทรงไปเทศน์สอนในศาลาธรรม ทุกคนต่างประหลาดใจในคำสอนของพระองค์ พวกเขาสงสัยว่าพระองค์สามารถสอนดีๆอย่างนี้ได้อย่างไร พระองค์ไปเอาความรู้ความปรีชาฉลาดเช่นมาจากไหน พวกเขาสะดุดใจและไม่ยอมรับพระองค์เพราะพระองค์เป็นเพียงลูกช่างไม้จนๆคนหนึ่งเท่านั้น “คนนี้เป็นช่างไม้ ลูกนางมารีย์……พี่น้องของเขาก็อยู่ที่นี่กับพวกเรามิใช่หรือ คนเหล่านั้นรู้สึกสะดุดใจ และไม่ยอมรับพระองค์” ( มก. 6: 3 ) สิ่งที่ทำให้พวกเขาสะดุดใจก็อาจจะเป็นเพราะความอิจฉา และความยากจนของครอบครัวของพระองค์ก็เป็นได้ เข้าตำราที่ว่ามีเงินเรียกน้อง มีทองเรียกพี่ ใกล้เกลือกินด่าง หญ้าหน้าบ้านคนอื่นเขียวกว่าหน้าบ้านของตนเองเสมอ อคติ ความอิจฉา การตัดสินผู้อื่นเพียงภายนอกอย่างนี้ ทำให้คนในบ้านเกิดเมืองนอนของพระองค์ ไม่ได้รับพระหรรษทานที่เขาสมควรจะได้รับ “พระองค์ทรงทำอัศจรรย์ที่นั่นไม่ได้……และทรงรู้สึกแปลกพระทัยที่เขาเหล่านั้นไม่มีความเชื่อ” ( มก. 6: 5-6 )

คริสตชนหลายคนเสียโอกาสดีๆที่จะได้รับพระพรเพราะขาดความรู้ มีความเข้าใจไม่ดีพอ อาทิ ในศีลอภัยบาปพระสงฆ์อภัยบาปได้จริงหรือ เพียงได้ยินคนที่ไม่มีความเชื่อพูดว่า “เป็นคริสตังดีจริงๆทำบาปทำชั่วแล้วไปแก้ได้” บางคนก็ไม่รู้ความหมายของบาปพิจารณามโนธรรมไม่เป็นก็เลยคิดว่าตนเองไม่มีบาป เพราะไม่เคยโกงใครทำร้ายใคร ทั้งๆที่บาปอาจเกิดจาก ความคิด วาจา กิจการ และการละเลยไม่ทำในสิ่งที่ต้องทำ บางคนชื่นชมคำสอนของคนอื่น ทั้งๆที่เขาไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่าการอ่านพระคัมภีร์ของเรา และหยิบยกบ้างประโยคเอามาพูดให้เราฟัง คริสตชนคนหนึ่งซาบซึ้งคำนิยามแห่งความรัก จากรายการวิทยุมากจนน้ำตาไหล และมาเล่าให้พ่อฟังแถมยังต่อว่าพ่ออีกว่า ทำไมศาสนาของเราไม่สอนอะไรที่มันซาบซึ้งอย่างนี้บ้าง เมื่อพ่อฟังจบจึงบอกให้เขารอสักครู่หนึ่งแล้วเข้าไปหยิบพระคัมภีร์เปิด 1 โครินธ์ บทที่ 13 ให้เขาอ่าน เขาร้องโอ้โฮมาจากนี่เอง ปรากฏว่าความซาบซึ้งมากจากพระคัมภีร์ของเราเอง แต่เขาไม่เคยอ่าน บางคนไม่ชอบพระสงฆ์ก็ไม่มาร่วมมิสซาบูชาขอบพระคุณ ฯลฯ พี่น้องต้องระวังให้มากๆ ความรู้สึกที่ไม่ดีผิดๆ อคติต่างๆ การตัดสินคนอื่นเพียงภายนอกอาจเกิดขึ้นกับเราโดยเราไม่รู้ตัว เราต้องมีสติหมั่นพิจารณาตนเองบ่อยๆ คิดก่อนตัดสินใจทำ เราจะได้ไม่ตกเป็นทาสของสิ่งเหล่านี้ และไม่เสียโอกาสที่จะได้รับพระหรรษทานจากพระเป็นเจ้า

พระเจ้าสถิตกับท่าน
คุณพ่อ สมชาย อัญชลีพรสันต์

ประกาศ

  1. วันอาทิตย์ที่ 16 ส.ค. 2009 พระคุณเจ้า ฟรังซิสเซเวียร์ เกรียงศักดิ์ โกวิทวาณิช จะขึ้นรับตำแหน่งประมุขอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ ณ วัดอัสสัมชัญ เวลา 10.00 น. พระสงฆ์ทุกองค์ต้องไปแสดงความนบนอบต่อพระอัครสังฆราชใหม่ ทางวัดจึงขอเลื่อนมิสซาไปเป็นเวลา 17.00 น. และขอให้สภาอภิบาลทุกวัดนำธงของวัดไปร่วมขบวนแห่ด้วย
  2. ในปีแห่งพระสงฆ์นี้ทางวัดขอรณรงค์ให้พี่น้องสวดภาวนาในครอบครัว มาร่วมมิสซาบูชาขอบพระคุณ และทำกิจการดีต่างๆถวายแค่พระเยซูคริสตเจ้าผู้เป็นมหาสมณะนิรันดร เพื่อพระสงฆ์ในพระศาสนจักร และพี่น้องสามารถทำกิจกรรมร่วมกับสภาอภิบาลแบบเดิมต่อไป
  3. วันเสาร์ที่ 11 ก.ค. 2009 เป็นวันผู้สูงอายุของวัดของเรา ขอเชิญผู้สูงอายุทุกท่านมาร่วมมิสซาเวลา 10.30 น. หลังมิสซามีพบปะสังสรรค์และกิจกรรมเล็กน้อย
  4. วันอังคารที่ 7 ก.ค. 2009 พ่อจะไปอบรมเยาวชนวัดมารีย์สวรรค์ ณ บ้านเพชรสำราญ หัวหิน ของดมิสซาวันดังกล่าวด้วย

Tags: , ,

'งดแสดงความคิดเห็น'.