บอกเล่าให้ฟัง
ครอบครัวเป็นพระศาสนจักรระดับบ้านซึ่งเป็นที่เพาะเมล็ดพันธุ์แห่งความเชื่อที่สำคัญ พ่อแม่จึงเป็นครูสอนคำสอนคนแรกของลูกซึ่งต้องพยายามถ่ายทอดความเชื่อที่ตนเองมีที่ตนเองเป็นให้กับลูกๆของตน นี่ถือเป็นหน้าที่สำคัญประการแรกของพ่อแม่ที่เป็นคริสตัง การสอนลูกให้รู้จักพระเป็นเจ้า สวดภาวนา มาร่วมมิสซาบูชาขอบพระคุณ สอนลูกให้รู้จักแยกแยะดีชั่วมีมโนธรรมที่ถูกต้องเที่ยงตรง เป็นการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับลูกและทำให้ลูกมีที่พึ่งพาทางใจในอนาคต พ่อเคยพบพ่อแม่และลูกเล็กๆครอบครัวหนึ่งน่ารักมาก ครอบครัวนี้พ่อแม่พาลูกมาวัดวันอาทิตย์เสมอ หลังมิสซาคุณแม่มักจะไปคุกเข่าสวดที่หน้าตู้ศีลบ้าง หน้ารูปแม่พระบ้าง ลูกเล็กๆคนนั้นก็จะเข้าไปถามเซ้าซี้คุณแม่ว่า “แม่ขาแม่คุยกับใคร” แม่ก็จะตอบเสมอว่า “แม่คุยกับพระเยซูเจ้า” “แม่คุยกับแม่พระ” พ่อเชื่อว่าบทสนทนานี้คงไม่จบลงเพียงแค่นั้น แต่คงจะมีการพูดคุยซักถามกันต่อไปในระหว่างเดินทางกลับบ้านเป็นแน่
พี่น้องการสอนให้ลูกรู้จักพระเป็นเจ้ารับรู้ถึงความช่วยเหลือและการประทับอยู่ของพระองค์ การถ่ายทอดความเชื่อที่ตนเองเป็นและตนเองมีให้กับลูกจึงเป็นการสร้างสมมรดกที่ประเสริฐที่สุดให้กับเขา ถ้าใครอยากจะสะสมอะไรทิ้งไว้ให้เป็นมรดกสำหรับลูกหลาน ก็จงคิดถึงสิ่งนี้เป็นเบื้องต้นนั่นก็คือมรดกทางความเชื่อ เพราะเงินทองและสิ่งปลูกสร้างอื่นๆเป็นอนิจจังมันจะเสื่อมสลายไปตามกาลเวลา เมื่อตายไปแล้วก็เอาอะไรไปไม่ได้ แต่ความเชื่อนั้นเป็นดั่งภูมิคุ้มกันชีวิตในโลกให้พ้นจากพิษร้ายของบาปและความชั่วร้ายทั้งหลายเป็นสิ่งที่จะนำพาผู้มีความเชื่อไปสวรรค์ ซึ่งเป็นทรัพย์สมบัติที่แท้จริง เป็นความสุขนิรันดร เป็นความสุขที่โลกให้ไม่ได้ พระเยซูคริสตเจ้าทรงสอนให้เราสะสมทรัพย์สมบัติในสวรรค์ “จงสะสมทรัพย์สมบัติในสวรรค์” “ก่อนอื่นหมดจงแสวงหาพระอาณาจักรของพระเจ้า แล้วสิ่งอื่นพระองค์จะแถมให้เอง”
พี่น้องขอให้เราทุกๆคนตระหนักถึงความสำคัญของหน้าที่ของเราแต่ละคนที่จะช่วยกันสร้างครอบครัวแห่งความเชื่อ ซึ่งเป็นพระศาสนจักรระดับบ้านที่จะสามารถเป็นที่บ่มเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งความเชื่อให้แก่ลูกหลาน พ่อเชื่อมั่นว่าถ้าครอบครัวของเรามีความเชื่อเข้มแข็ง ชุมชนวัดของเราก็จะมีความเชื่อเข้มแข็ง มีสันติสุขเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน และสิ่งนี้แหละจะเป็นภูมิคุ้มกันความชั่วร้ายไม่ให้เข้ามากร่ำกรายชุมชนเขตวัดของเรา
จากคุณพ่อเจ้าวัด
พลังแห่งการประทับอยู่ของพระเป็นเจ้า
พระเยซูคริสตเจ้าทรงเลือกและเรียกอัครสาวก 12 คน เป็นสัญลักษณ์หมายถึงชนชาติอิสราเอล 12 ตระกูล ชนชาติอิสราเอลใหม่ 12 ตระกูลหมายถึงมนุษยชาติ การส่งอัครสาวกสิบสองคนออกไปเทศนาสั่งสอนจึงเป็นการเริ่มต้นพันธกิจและการมอบหมายพันธกิจที่สำคัญแก่อัครสาวก ข้อพิจารณาที่สำคัญในการส่งอัครสาวกสิบสองคนออกไปเทศนาสั่งสอนที่เราต้องรำพึงไตร่ตรองก็คือ พระเยซูคริสตเจ้าทรงส่งอัครสาวกออกไปเป็นคู่ๆ และทรงกำชับว่าไม่ต้องเอาข้าวของเครื่องใช้ติดตัวไปมากมาย “ทรงเรียกอัครสาวกสิบสองคนเข้ามาพบ และทรงเริ่มส่งเขาเป็นคู่ๆ ประทานอำนาจเหนือปีศาจ ทรงกำชับเขามิให้นำสิ่งใดไปด้วยนอกจากไม้เท้าเท่านั้น” ( มก. 6: 7-8 ) อีกทั้งไม่ได้บอกรายละเอียดของเนื้อหาและวิธีการในการเทศนาสั่งสอน แสดงให้เห็นว่าพระองค์ต้องการให้บรรดาอัครสาวกเชื่อมั่นและวางใจในพลังแห่งการประทับอยู่ของพระเป็นเจ้า และไม่ให้วางใจในพลังอำนาจของตนเอง ของมนุษย์ และอุปกรณ์ใดๆ
การส่งอัครสาวกไปเป็นคู่ๆสำหรับพระเยซูคริสตเจ้ามีนัยสำคัญว่า พระเป็นเจ้าจะประทับอยู่กับพวกเขา เป็นผู้ทำงานกับพวกเขา และการทำงานของพวกเขาจะบรรลุผลสำเร็จโดยอาศัยพลังอำนาจของพระองค์ เพราะพระเยซูคริสตเจ้าทรงให้คำมั่นสัญญาในพระวรสารตอนอื่นว่า “ถ้าท่านสองคนในโลกนี้พร้อมใจกันอ้อนวอนขอสิ่งหนึ่งสิ่งใด พระบิดาของเราผู้สถิตในสวรรค์จะประทานให้ เพราะว่าที่ใดมีสองหรือสามคนชุมนุมกันในนามของเรา เราจะอยู่ที่นั่นในหมู่พวกเขา” ( มธ.18:19-20) “ท่านทั้งหลายอย่าวิตกกังวลว่าจะหาเหตุผลป้องกันตัวอย่างไรหรือจะพูดอะไร เพราะพระจิตเจ้าจะทรงสอนท่านในเวลานั้นว่าจะต้องพูดอะไร” (ลก.12:11-12) เรื่องเหล่านี้บรรดาอัครสาวกล้วนมีประสบการณ์มาแล้วทั้งสิ้น ในหนังสือกิจการอัครสาวกกล่าวถึงเสมอว่าเวลาจะเริ่มต้นทำกิจการสำคัญใดๆ บรรดาอัครสาวกจะร่วมใจกันสวดภาวนาก่อนทุกครั้ง นักบุญเปาโลเป็นอัครสาวกอีกท่านหนึ่งที่มีประสบการณ์มากมายในเรื่องเหล่านี้จนท่านสอนคริสตชนอย่างเป็นรูปธรรมว่า พระเป็นเจ้าทรงเลือกใช้คนโง่ๆ คนที่อ่อนแอ เพื่อทำให้คนฉลาดและคนเข้มแข็งต้องอับอาย พระเป็นเจ้าทรงเก็บทรัพย์สมบัติที่ล้ำค่าไว้ในภาชนะดินเผาเปราะบาง พระเป็นเจ้าทรงกระทำเช่นนี้เพื่อแสดงถึงฤทธานุภาพแห่งการทำงานและการประทับของพระองค์ท่ามกลางผู้ที่มีความเชื่อและความวางใจในพระองค์ ความสำเร็จของทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น ไม่ใช่มาจากกำลังความสามารถของเรา แต่เป็นกำลังความสามรถของพระเป็นเจ้าที่ใช้เราซึ่งเป็นเครื่องมือที่ด้อยคุณภาพของพระองค์
ขอพระวาจาของพระเจ้าบรรเทาใจเราในยามทุกข์ยากลำบาก เตือนใจเราให้มีความเชื่อและความวางใจในพระเป็นเจ้าในการดำเนินชีวิตมากขึ้น กล้าที่จะฝากทุกสิ่งทุกอย่างไว้ในอ้อมพระหัตถ์ของพระองค์ให้พระองค์ดูแล เหมือนดังที่มีกล่าวไว้ในเพลงสดุดีที่ 23 ว่า “ทรงนำข้าสู่จุดหมายแหล่งสายชล สงัดเงียบไกลผู้คนได้อาบกิน ทรงให้ข้าพักผ่อนนอนบนหญ้า เขียวสดชื่นรื่นตาอารมณ์ถวิล เพิ่มพลังวังชาเป็นอาจิณ ไม่สุดสิ้นอุปถัมภ์นำมรรคา” จงวางใจในพระเป็นเจ้าแล้วพระองค์จะเสด็จมาช่วยท่าน จงเดินทางตรงและวางใจในพระองค์
พระเจ้าสถิตกับท่าน
คุณพ่อ สมชาย อัญชลีพรสันต์
ประกาศ
- วันจันทร์ที่ 13 – วันศุกร์ที่ 17 ก.ค. 2009 เป็นวันสัมมนาประจำปีของพระสงฆ์ทั่วประเทศ ณ บ้านผู้หว่าน สามพราน ของดมิสซาวันดังกล่าวนี้และขอคำภาวนาสำหรับพระสงฆ์ด้วย
- วันอาทิตย์ที่ 16 ส.ค. 2009 พระคุณเจ้า ฟรังซิสเซเวียร์ เกรียงศักดิ์ โกวิทวานิช จะขึ้นรับตำแหน่งประมุขอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ ณ อาสนวิหารอัสสัมชัญ เวลา 10.00 น. พระสงฆ์ทุกองค์ต้องไปแสดงความนบนอบต่อพระอัครสังฆาราชใหม่ และขอให้สภาอภิบาลทุกวัดนำธงของวัดไปร่วมขบวนแห่ด้วย ทางวัดขอเลื่อนมิสซาไปเป็นเวลา 17.00น.
- อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ อนุญาตให้ สามเณร ยอแซฟ สุพัฒน์ หลิวสิริ สัตบุรุษวัดธรรมาสน์นักบุญเปโตร บางเชือกหนัง รับศีลบวชเป็นสังฆานุกร ผู้ใดทราบว่า สามเณรท่านนี้มีความไม่เหมาะสม หรือข้อขัดขวางประการใดในการรับศีลบวช ต้องแจ้งให้พระอัครสังฆราชหรือคุณพ่อเจ้าวัดทราบ
Tags: วัดรังสิต, สารวัด, สารวัด วัดพระชนนีของพระเป็นเจ้า รังสิต