เนื้อหาทั้งหมดของ ‘ประกาศจากทางวัด’

สารวัด ฉบับที่ 151201 วันอาทิตย์ที่ 11 พฤศจิกายน ค.ศ. 2018

Saturday, November 10th, 2018

บอกเล่าให้ฟัง

การกลับใจเป็นสิ่งจำเป็นในการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงชีวิตให้ดีขึ้น ในทางจิตวิทยาเขาเรียกกันว่าการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไปในทางที่ดีขึ้น ไม่ว่าจะเรียกว่าอะไรก็ตามพ่อเชื่อว่าไม่มีใครสามารถเปลี่ยนใครได้ นอกจากตนเองจะสมัครใจยินยอมเปลี่ยนเอง แม้แต่พระเจ้าผู้ทรง      สรรพานุภาพพระองค์สามารถทำได้ทุกสิ่ง ไม่มีอะไรเป็นไปไม่ได้สำหรับพระองค์ แต่พระองค์ก็ไม่เปลี่ยนใครถ้าเจ้าตัวไม่ยินยอม เพราะพระเจ้าทรงสร้างเรามนุษย์มาด้วยความรัก และทรงประทานอิสรภาพให้มนุษย์ ทุกคน อีกทั้งทรงเคารพอิสรภาพที่ทรงประทานให้นั้น โดยให้มนุษย์เลือกปฏิบัติดีปฏิบัติชอบปฏิบัติเลวด้วยการตัดสินใจของมนุษย์เอง พวกเราสังเกตุเห็นไหมว่าขนาดพระองค์ทรงยอมทนทรมานและสิ้นพระชนม์บน ไม้กางเขน เพื่อช่วยมนุษยชาติให้พ้นจากบาปโทษทั้งมวล แต่ทำไมยังมีคนบาปคนไม่ดีอยู่บนโลกใบนี้อีก นี่ก็แสดงว่าพระองค์ไม่ได้ทรงบังคับใครให้เป็นคนดี ถ้าใครปรารถนาที่จะเป็นคนดีต้องตัดสินใจประพฤติดีทำดีด้วยตนเอง

ใครเล่าจะเปลี่ยนชีวิตใครได้ นอกจากคนๆนั้นเขาจะยอมรับความจริงแห่งตนและยอมเปลี่ยน เขาต้องสำรวจตัวเองและรับรู้ว่ากิจการที่ตนเองปฏิบัติอยู่นั้นมันนำความเดือดร้อนเสียหายมาให้กับตนเองและผู้อื่น กิจการนั้นมันนำความน่าทุเรศทุรังมาสู่ตัวเขาจึงสำนึกได้ว่าเขาจำเป็นต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลงชีวิตให้ดีขึ้น  เพื่อพฤติกรรมของเขาจะได้เป็นพฤติกรรมที่พึงประสงค์ของสังคม และนำประโยชน์ให้กับตนเองและผู้อื่น ถ้าคนเรายอมรับความจริงในตนเองที่เป็นความผิดบกพร่องได้ และยินดีที่จะเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้น คนๆนั้นจะพบกับจุดเปลี่ยนแห่งชีวิตของตนและยอมปรับปรุงเปลี่ยนแปลงชีวิต พ่อเรียนจิตวิทยามาพอสมควรอยู่พบว่ามีนักจิตวิทยาหลายท่านพยายามหาวิธีการ ทำให้มนุษย์รู้จักตนเองเพื่อจะได้สามารถชี้ทางสว่างให้มนุษย์เปลี่ยนตนเองให้ดีขึ้นหรือกลับใจ แต่พ่อยังไม่เคยพบวิธีการไหนทำสำเร็จสักวิธีการเดียว แต่ไม่ได้หมายความว่าพ่อไม่เคยพบผู้ที่เข้าสู่กระบวนการทางจิตวิทยา แล้วเกิดการกลับใจเปลี่ยน แปลงชีวิตนะครับ  แน่นอนที่สุดพ่อเคยพบเห็นหลายท่านเหมือนกัน แต่เมื่อสอบถามแล้วพบว่ากระบวนการทางจิตวิทยาช่วยทำให้เขารู้จักตนเอง แต่การเปลี่ยนแปลงชีวิตการกลับใจมาจากคนๆนั้นที่ปรารถนาที่จะทำชีวิตของตนให้ดีขึ้น เพราะรู้ว่าชีวิตแบบเดิมมันไม่ดีสร้างความเสียหายให้ตนเองและผู้อื่น

ความผิดพลาดเป็นวิสัยของมนุษย์แต่การดื้อรั้นเป็นวิสัยของปีศาจ นี่เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ปีศาจมันต้องตกนรกตลอดนิรันดร  เพราะพวกมันไม่ยอมสำนึกผิดกลับใจขอโทษพระเจ้า ซึ่งพระเจ้ายินดีที่จะให้อภัยเหล่าปีศาจอยู่แล้ว มนุษย์ก็เช่นเดียวกัน พระเจ้าพร้อมที่จะให้อภัย และแสดงความเมตตาของพระองค์อยู่เสมอ แต่น่าเสียดายมีมนุษย์จำนวนไม่น้อยที่ไม่มีความสำนึกผิดชอบชั่วดีอะไร พวกเขาเมินเฉยต่อพระเมตตาและความพร้อมที่จะให้อภัยของพระเจ้า จองหองคิดว่าตนเองดีอยู่แล้วจึงไม่เข้าไปพึ่งพระเมตตาของพระเจ้า ไม่วอนขอพระเมตตาจากพระองค์ บุคคลเช่นนี้อยู่ในอันตรายที่จะสูญเสียวิญญาณได้ง่ายๆ พระเยซูคริสตเจ้าจึงกำชับอย่างจริงจังว่า “บาปทุกชนิดพระเจ้าจะทรงให้อภัย แต่บาปที่ทำผิดต่อพระจิตเจ้าจะไม่ได้รับการอภัยเลย” เพราะพระจิตเจ้าเป็นองค์ความจริง ใครก็ตามที่ทำผิดต่อความจริง ทำผิดแล้วไม่มีความสำนึกผิดไม่เคยคิดจะขอโทษพระเจ้า วอนขอพระเมตตาจากพระองค์คนๆนั้นจะได้รับการอภัยได้อย่างไร จึงสมควรแล้วที่บุคคลเช่นนี้ต้องได้รับโทษตามความผิดที่ตนได้กระทำไว้

จาก คุณพ่อเจ้าวัด 

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

มนุษย์มองดูภายนอกแต่พระเจ้าทรงทอดพระเนตรภายในจิตใจ

พระเยซูคริสตเจ้าทรงบริภาษบรรดาธรรมาจารย์อย่างรุนแรง จงระวังบรรดาธรรมาจารย์ ที่ชอบสวมเสื้อยาวเดินไปมา พอใจให้คนทั้งหลายคำนับตามลานสาธารณะ พอใจนั่งแถวหน้าในศาลาธรรม พอใจนั่งที่หัวโต๊ะในงานเลี้ยง (มก.12:38-39) อย่างนี้ คงไม่ใช่เพราะธรรมาจารย์ทุกคนต้องเป็นคนแบบนี้กันหมด แต่พระองค์ต้องการเตือนพวกเราให้ระวัง “อย่ามองคนแต่ภายนอก” เพราะคนบางคนชอบใช้วิธีการเหล่านี้ อาทิ ทำท่าศรัทธา ทำบุญอวดชาวบ้าน แต่งตัวหรูหรา ฯลฯ ในการดึงดูดความสนใจของผู้คน เพื่อเป็นบันไดทางสังคมและศาสนาก้าวสู่การมีหน้ามีตา ความไว้เนื้อเชื่อใจ ความมีเกียรติ และตำแหน่งสูง โดยมีเบื้องหลังซับซ้อนแอบแฝงเพราะแท้ที่จริงแล้วเขาไม่ใช่คนดีอะไรเลย เมื่อพิจารณาการแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นในสังคมวันนี้ เราจะเห็นภาพชัดเจนว่าพวกเขาทำกันเพื่ออะไร และทำไมพระเยซูคริสตเจ้าต้องบริภาษรุนแรงขนาดนี้

และนี่ก็คือคำตอบ คนพวกนี้กินบ้านของหญิงม่าย (มก.12:40) ที่พระเยซุคริสตเจ้าใช้ หญิงม่าย เพราะหญิงม่ายในสมัยของพระองค์ เป็นคนที่ลำบากไม่มีเกียรติศักดิ์ศรีในสังคม พระองค์จึงใช้หญิงม่ายเป็นตัวแทนของคนจน คนด้อยโอกาสทั้งหลาย เมื่อเราพิจารณาคำตอบที่พระเยซูคริสตเจ้าให้ไว้ เราจะทราบทันทีว่าคนพวกนี้ต้องการหน้าตา เกียรติยศ และตำแหน่งสูงๆไปเพื่ออะไร ถ้าได้มาเพื่อจะได้ทำตามจิตตารมณ์แห่งความยิ่งใหญ่ตามที่พระองค์สอน ผู้ใดปรารถนาจะเป็นใหญ่จะต้องทำตนเป็นผู้รับใช้ผู้อื่น และผู้ใดที่ปรารถนาจะเป็นที่หนึ่งในหมู่ท่าน ก็ต้องทำตนเป็นผู้รับใช้ทุกคน (มก.10:43-44)       ก็ดีนะซิ และไม่ต้องลงทุนสร้างภาพขนาดนี้หรอก เพียงแค่เราลงมือปฏิบัติตามอย่างที่พระองค์สอนก็พอแล้ว แต่ที่สำคัญที่ต้องการเกียรติยศ ชื่อเสียง และตำแหน่งใหญ่โต เพื่อหาทางสบายโดยการเอารัดเอาเปรียบคดโกงชาติและผู้อื่น เป็นต้นผู้ที่อ่อนแอกว่า แต่อย่าลืมว่าเสียงร้องของคนจนคนอ่อนแอขึ้นไปถึงพระกรรณของพระเจ้าแล้ว และพระองค์ก็ไม่ได้ทอดพระเนตรอย่างมนุษย์ แต่ทอดพระเนตรถึงก้นบึ้งแห่งจิตใจของเรา คนเหล่านี้จะรับโทษหนักกว่าคนอื่น (มก.12:40)

ด้วยเหตุนี้กิจการที่จะมีคุณค่าในสายพระเนตรของพระเจ้า ต้องเป็นกิจการที่มาจากน้ำใสใจจริง กิจการหน้าไหว้หลังหลอกตบตาพระองค์ไม่ได้ เมื่อเป็นเช่นนี้คนที่มีน้ำใจดีทั้งหลายที่คอยช่วยเหลือพระศาสนจักร ก็อย่าคิดว่าพระเยซูคริสตเจ้าบริภาษพวกท่าน ถ้าพวกท่านทำกิจการต่างๆด้วยน้ำใจดีจริงใจปรารถนาที่จะช่วยพระศาสนจักร ช่วยผู้ด้อยโอกาส     จงทำต่อไปเพราะพระเจ้าจะอวยพรพวกท่าน ครอบครัว และกิจการพวกท่านด้วย เพราะทานของพวกท่านเป็นการให้ด้วยใจกว้าง จึงจัดได้ว่าเป็นทานที่มีคุณค่าในสายพระเนตรของพระองค์เหมือนกัน

ทานของหญิงม่ายที่พระวรสารกล่าวถึง เป็นทานที่มาจากน้ำใสใจจริง และตามกำลังความสามารถ นางได้ให้ด้วยใจและสุดความสามารถของนาง ทานที่นางทำจึงมีคุณค่าที่สุดในสายพระเนตรของพระเจ้า พระองค์ไม่ใช่นักคำนวณจึงไม่ได้ทอดพระเนตรเชิงปริมาณ แต่ทอดพระเนตรสิ่งที่มีอยู่ในส่วนลึกแห่งจิตใจของเรา พระเจ้าเป็นองค์แห่งความรัก ทรงมอบทุกสิ่งทุกอย่างให้กับเราแม้แต่ชีวิตของพระองค์เองด้วยความรัก ความรักคำนวณเป็นเชิงปริมาณตวงวัดไม่ได้ เรามนุษย์จึงต้องตอบสนองความรักของพระองค์ดุจเดียวกัน โดยทำทุกอย่างถวายแด่พระองค์ด้วยความรัก และความจริงใจ

พระเจ้าสถิตกับท่าน                                        

                                                                              คุณพ่อ สมชาย อัญชลีพรสันต์

************************************************************

ประกาศ

  1. โครงการรณรงค์สวดสายประคำ 350,000 สาย ขอให้ทุกครอบครัว และกลุ่มองค์กรต่างๆ ของวัด นำแบบฟอร์มบันทึกการสวดสายประคำ ในเดือนตุลาคมมาส่งคืนที่วัด
  2. ขอจิตอาสาแสดงละครคริสต์มาส เด็ก-เยาวชน-ผู้ใหญ่ ครูเบญจ์จะมาเริ่มซ้อมแล้ว และนัดซ้อมเป็นครั้งๆไป ลงชื่อได้ที่คุณเล็ก
  3. วันอาทิตย์นี้ ขอให้ผู้ช่วยมิสซา ผู้ที่จะมาฝึกช่วยมิสซา และผู้ที่ปรารถนาอ่านพระคัมภีร์ร่วมกัน รวมกันที่ศาลาเรือนไทย หลังมิสซา เวลา 10.30 น. เพื่อหัดช่วยมิสซาและอ่านพระคัมภีร์ร่วมกัน
  4. วันอาทิตย์ที่ 18 พ.ย.  2018 ขอเชิญผู้อ่านบทอ่าน ผู้ที่ปรารถนาจะมาช่วยอ่านบทอ่าน และผู้ที่ปรารถนาที่จะอ่านพระคัมภีร์ร่วมกัน รวมกันที่ศาลาเรือนไทยเพื่อจัดตารางเวลาและอ่านพระคัมภีร์ร่วมกัน
  5. ในช่วงวันคริสต์มาส-วันฉลองวัด ทางวัดจะจัดกิจกรรมหลายอย่าง พี่น้องท่านใดมีความประสงค์จะช่วยทางวัดในด้านปัจจัยต่างๆที่จะใช้ในงาน อาทิ ของขวัญในวันคริสต์มาส อาหารที่จะเลี้ยงกันในวันครอบครัว และเลี้ยงสัตบุรุษในวันฉลองวัด ให้มาติดต่อหรือมอบได้ที่คุณพ่อเจ้าวัด ผอ.สภาอภิบาล และบริจาคได้ที่ตู้ทานกลางวัด
  6. ขอให้เด็กๆ ที่อายุไม่เกิน 18 ปี บริบูรณ์ ลงชื่อ เพื่อสอยดาวรับของขวัญในคืนวันที่ 24 ธ.ค. ได้ที่หน้าวัด       
  7. ครอบครัวใดต้องการเชิญพระกุมาร และคณะนักขับร้องไปร้องเพลงอวยพรที่บ้าน ให้ลงชื่อ ที่อยู่เบอร์โทรศัพท์ และที่สังเกตที่ชัดเจนได้ที่หน้าวัด

สารวัด ฉบับที่ 151200 วันอาทตย์ที่ 4 พฤศจิกายน ค.ศ. 2018

Sunday, November 4th, 2018

บอกเล่าให้ฟัง

ความอยากได้ อยากมี อยากเป็น คนเราเวลาอยากได้แล้วไม่ได้ อยากมีแล้วไม่มีอย่างคนอื่นเขา อยากเป็นแล้วไม่ได้เป็น ปัญหามันก็จะเกิดขึ้นเพราะนี่มันสัญชาติญาณของสรรพสิ่งที่มีชีวิตทั้งหลาย ท่านนักบุญยากอบท่านได้อธิบายถึงสาเหตุของความความวุ่นวายในกลุ่มคริสตชนว่า  “การต่อสู้และการทะเลาะวิวาทให้หมู่ท่านนั้นมาจากที่ใด มิใช่มาจากกิเลสตัญหาซึ่งต่อสู้อยู่ภายในท่านหรือ ท่านอยากได้ แต่ไม่ได้จึงฆ่ากัน ท่านอยากได้ แต่ไม่สมหวังจึงทะเลาะวิวาทและต่อสู้กัน ท่านไม่มีเพราะไม่ได้วอนขอ ท่านวอนขอ แต่ไม่ได้รับ เพราะท่านขอไม่ถูกต้อง คือวอนขอเพื่อนำไปตอบสนองกิเลสตัญหาของท่าน” (ยก.4:1-3) ท่านนักบุญยากอบได้มีประสบการณ์และได้สังเกตุเห็นพฤติกรรมเหล่านี้ในกลุ่มคริสตชน ประสบการณ์เหล่านี้เป็นสิ่งที่มีค่าเป็นบทเรียนให้กับเราโดยที่เราไม่ต้องไปทอลองอีก พ่อคิดว่าการลองผิดลองถูกกับสิ่งที่ไม่ควรลองไม่ใช่เรื่องที่ดี ในเมื่อเรามีบทเรียนในอดีตอยู่แล้ว และผู้ที่เล่าถ่ายทอดประสบการณ์นี้เป็นผู้ที่เชื่อถือได้ คือท่านนักบุญยากอบเอง

พี่น้องในยุคปัจจุบันเป็นยุคแห่งข้อมูลข่าวสาร เพราะเรามีเครื่องมือสื่อสารที่ทันสมัยสามารถบันทึก ส่งต่อ และรับข้อมูลข่าวสารได้อย่างรวดเร็ว เพราะฉะนั้นวิจารณญาณในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารจึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ต่อการดำเนินชีวิตของเรา จะเชื่อหรือไม่เชื่อข้อมูลเหล่านั้น พ่อปรารถนาให้พี่น้องลองคิดถึงน้ำมันที่เราใช้ประกอบอาหาร ตอนพ่อเป็นเด็กๆเตี่ยและแม่ของพ่อใช้น้ำมันหมูในการประกอบอาหาร แต่สมัยนี้เราใช้น้ำมันอะไร “น้ำมันพืช” เพราะมีงานวิจัยที่มาจากทางอเมริกาและยุโรบซึ่งเป็นแหล่งผลิตถั่วเหลืองได้มากที่สุด ออกมาบอกกับชาวโลกว่าน้ำมันที่มาจากสัตว์มีอันตราย เสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน  เมื่อไม่นานมานี้ก็มีงานวิจัยงานหนึ่งออกมาบอกว่า “น้ำมันมะพร้าวเป็นยาพิษชัดๆ” แต่เผอิญว่าในเอเซียเป็นทวีปที่มีมะพร้าวเยอะมาก และประเทศที่มีมะพร้าวเยอะและใช้น้ำมันมะพร้าวกันมาก รวมตัวกันจัดสัมนาเรื่องประโยชน์ของน้ำมันมะพร้าว ออกมาโต้แย้งว่าทำไมไม่มาดูข้อมูลของคนที่ตายเพราะโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน ซึ่งมีน้อยมากในประเทศที่ใช้น้ำมันมะพร้าวในการประกอบอาหาร จึงมีการทำวิจัยใหม่จากแหล่งทุนใหม่ปรากฏว่าผลวิจัยออกมาเป็นตรงกันข้าม น้ำมันมะพร้าว น้ำมันมะกอก น้ำมันเนย น้ำมันหมูเป็นน้ำมันดีติดลำดับ 1 ใน 5 ตลอด นี่ก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า การรับรู้ข้อมูล ต้องดูจากแหล่งทุน แหล่งที่มาของข้อมูล ว่าน่าเชื่อถือหรือไม่และมีผลประโยชน์อะไรกันอย่างไรหรือไม่

พี่น้องสิ่งที่พ่อเขียนไว้ในตอนต้นนักบุญยอกท่านบอกว่ามันมากจาก ความโลภ ความอิจฉารัษยา ความทะเยอทะยาน กิเลสตัญหาในตัวเรา พี่น้องเห็นไหมครับว่ามันตรงกับบาปต้นเจ็ดประการ ซึ่งเราจำเป็นต้องบังคับตัวเราให้มากๆไว้ อย่าปล่อยตัวไปตามสัญชาติญาณ การรับข้อมูลข่าวสารก็เช่นเดียวกันต้องมีวิจารณญาณมากๆ อย่าเชื่ออะไรง่ายๆ ต้องดูที่มาของข้อมูลว่าน่าเชื่อถือหรือไม่ ความน่าเชื่อถือหรือไม่น่าเชื่อถือมันก็จะย้อนกับถึงผลปรโยชน์ที่ได้รับและต้องเสียไป ความโลภ ความทะเยอทะยาน ฯลฯ มันวนไปเวียนมาเหมือนงูกินหาง ซึ่งมันจะมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของเรา เราจึงต้องพิจารณาไตร่ตรองข่าวสารข้อมูลที่เราได้รับมาอย่างดีและรอบคอบ เพื่อเราจะได้ไม่หลงเชื่ออะไรง่ายๆ และตกเป็นเหยื่อของผู้ที่กำลังแสวงหาผลประโยชน์จากการปล่อยข้อมูลข่าวสารที่รวดเร็วในปัจจุบัน

จากคุณพ่อเจ้าวัด

+++++++++++++++++++++++++++++++++++

พระเจ้าปรารถนาให้มนุษย์ทุกคนได้รับความรอดพ้น

ตั้งแต่สร้างมนุษย์พระประสงค์ของพระเจ้านั้นชัดเจน สร้างมนุษย์ตามภาพลักษณ์ของพระองค์ให้มีความสุขในสวนสวรรค์”(ปฐก.1:26) แม้กระทั่งมนุษย์ตกในบาปพระองค์ก็ไม่ทรงทอดทิ้ง แต่ทรงทำพันธสัญญากับมนุษย์ว่า วันหนึ่งพระองค์จะทรงกอบกู้มนุษย์ทุกคนให้ได้รับความรอดพ้น คืนสิทธิความเป็นบุตรของพระเจ้าให้ จากพันธสัญญานี้พระองค์ทรงทำทุกวิถีทาง เพื่อให้มนุษย์แน่ใจในพันธสัญญาที่พระองค์ทรงทำไว้กับเรามนุษย์ จากการวางรากฐานประชากรของพระเจ้า ทรงมอบพระบัญญัติ 10 ประการ จากคำทำนายของบรรดาประกาศก จนกระทั้งพระเจ้าทรงประทานพระบุตรสุดที่รักแต่องค์เดียวของพระองค์ ให้มาบังเกิดเป็นมนุษย์ผู้ต่ำต้อย ยอมรับทนทรมาน สิ้นพระชนม์ และกลับคืนพระชนมชีพ เพื่อช่วยมนุษยชาติให้ได้รับความรอดพ้น พี่น้องที่รักยิ่ง จงดูเถิดว่า ความรักที่พระบิดาประทานให้เรานั้นยิ่งใหญ่เพียงใด เพื่อทำให้เราได้ชื่อว่าเป็นบุตรของพระเจ้า และเราก็เป็นเช่นนั้นจริง”(1 ยน.3:1)

จากสิ่งที่กล่าวมาข้างต้นเราจึงสามารถกล่าวได้ว่า พระเจ้าทรงปรารถนาให้มนุษย์ทุกคนได้รับความรอดพ้น หลายๆคนเมื่อคิดถึงการไถ่มนุษยชาติให้พ้นจากบาป ก็คิดว่าในเมื่อพระเยซูคริสตเจ้า โดยการยอมรับทนทรมาน สิ้นพระชนม์ และกลับคืนพระชนมชีพ ได้ไถ่มนุษยชาติให้พ้นบาปจากแล้ว มนุษย์จะต้องทำอะไรอีก ทำไมต้องประทานบทบัญญัติแห่งความรัก ประทานแนวทางในการปฏิบัติเพื่อจะได้รับความรอดพ้น ในมหาบุญลาภ 8 ประการ และแบบเอย่างในการดำเนินชีวิตให้แก่มนุษย์อีก คำตอบก็คือถ้าความรอดพ้นของมนุษย์เป็นแบบเบ็ดเสร็จ พระเยซูคริสตเจ้าชดบาปไปหมดแล้วมนุษย์ไม่ต้องทำอะไรเลย ก็ได้รับความรอดพ้นแล้ว ความรอดพ้นจะมีคุณค่าอะไรสำหรับเรา มันก็คงจะเหมือนการสอบที่ใครเข้าสอบก็ได้ที่หนึ่งเท่ากันหมด เหมือนกับการแข่งกีฬาที่ใครลงแข่งก็ได้เหรียญทองทุกคน แล้วเราจะดีใจหรือไม่ที่เราได้ที่หนึ่ง หรือได้เหรียญทอง สิ่งเหล่านี้จะมีค่าอะไรสำหรับเรา

แต่เนื่องจากว่าพระเจ้าทรงรัก และเคารพต่ออิสรภาพในการตัดสินใจเลือกของมนุษย์ ปรารถนาให้มนุษย์ดำเนินชีวิตอย่างมีเกียรติมีศักดิ์ศรีสมภาคภูมิ สมกับเป็นบุตรของพระองค์ ไม่ใช่หุ่นยนต์ ไม่เหมือนกับสิ่งสร้างอื่นๆที่มีชีวิตอยู่ตามสัญชาติญาณ เพราะมนุษย์ดำเนินชีวิตด้วยน้ำใจอิสระ พระองค์จึงทรงใช้วิธีการเชิญชวนทรงเรียกเราให้มาดำเนินชีวิตบนหนทางของพระองค์ เพื่อจะได้บรรลุความศักดิ์สิทธิ์ได้รับความรอดพ้น มีความสุขกับพระองค์ในพระอาณาจักรสวรรค์ ดังนั้นพระกระแสเรียกอันเป็นปฐมของมนุษย์ทุกคน ก็คือพระเจ้าทรงเรียกมนุษย์ทุกคนให้เป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์เป็นนักบุญ และไม่ใช่ทรงเรียกเท่านั้นแต่ยังทรงประทานความช่วยเหลือและแนวทางให้มากมาย เป็นต้น พระวาจาของพระเจ้า และศีลศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ แต่น่าเสียดายที่มนุษย์จำนวนหนึ่งไม่ตอบสนองการเรียกของพระองค์

วันสมโภชนักบุญทั้งหลาย แสดงให้เราเห็นว่ามีมนุษย์จำมากมาย เห็นคุณค่าตอบสนองคำเชื้อเชิญ การเรียกของพระเจ้า บัดนี้พวกท่านได้รับความรอดพ้นแล้ว เราจึงต้องเลียนแบบพวกท่านในการตอบสนองคำเชื้อเชิญ การเรียกของพระเจ้า มาดำเนินชีวิตบนหนทางของพระองค์ เพื่อเราจะได้รับความรอดพ้นเช่นเดียวกับพวกท่าน

 

พระเจ้าสถิตกับท่าน

คุณพ่อ สมชาย อัญชลีพรสันต์

+++++++++++++++++++++++++++++++++

ประกาศ

  1. โครงการรณรงค์สวดสายประคำ 350,000 สาย ขอให้ทุกครอบครัว และกลุ่มองค์กรต่างๆ ของวัด นำแบบฟอร์มบันทึกการสวดสายประคำ ในเดือนตุลาคมมาส่งคืนที่วัด
  2. ขอจิตอาสาแสดงละครคริสต์มาส เด็ก-เยาวชน-ผู้ใหญ่ ครูเบญจ์จะมาเริ่มซ้อมแล้ว และนัดซ้อมเป็นครั้งๆไป ลงชื่อได้ที่คุณเล็ก
  3. วันอาทิตย์ที่ 11 พ.ย. 2018 ขอให้ผู้ช่วยมิสซา ผู้ที่จะมาฝึกช่วยมิสซา และผู้ที่ปรารถนาอ่านพระคัมภีร์ร่วมกัน รวมกันที่ศาลาเรือนไทย หลังมิสซา เวลา 10.30 น. เพื่อหัดช่วยมิสซาและอ่านพระคัมภีร์ร่วมกัน
  4. วันอาทิตย์ที่ 18 พ.ย.  2018 ขอเชิญผู้อ่านบทอ่าน ผู้ที่ปรารถนาจะมาช่วยอ่านบทอ่าน และผู้ที่ปรารถนาที่จะอ่านพระคัมภีร์ร่วมกัน รวมกันที่ศาลาเรือนไทยเพื่อจัดตารางเวลาและอ่านพระคัมภีร์ร่วมกัน
  5. ชมรมผู้สูงอายุเขต 2 จัดแสวงบุญ ศุนย์คามิลเลียนโซเชียล เซ็นเตอร์ ระยอง และมูลนิธิคุณพ่อเรย์ พัทยา วันเสาร์ที่ 17 พ.ย. 2018 ผู้สนใจจะไปลงชื่อได้ที่หน้าวัด

สารวัด ฉบับที่ 151199 วันอาทิตย์ที่ 28 ตุลาคม ค.ศ. 2018

Saturday, November 3rd, 2018

บอกเล่าให้ฟัง

ในที่สุดค่ายเด็กๆและเยาวชนระยะสั้นก็จบลงไปด้วยดี มีเด็กๆเยาชนและพี่เลี้ยง 30 กว่าชีวิตบวกลบ ได้มีโอกาสมาทำกิจกรรม และใช้ชีวิตร่วมกัน อีกทั้งยังมีโอกาสได้สัมผัสชีวิตเด็กๆที่ศูนย์มาร์ติน เรียนรู้จักเรื่องพระคัมภีร์ พิธีกรรม และความเป็นมาของพระศาสนจักรในประเทศไทย  ในโอกาส 350 ปีมิสซังสยาม พ่อไม่ทราบหรอกว่าเด็กแต่ละคนจะเก็บเกี่ยวความรู้ได้มากน้อยแค่ไหน สำหรับพ่อแล้วเพียงเด็กๆและเยาวชนที่มีโอกาสมาใช้ชีวิตร่วมกัน มารู้จักวิถีชีวิตอื่นๆที่ต่างจากตนเองและคนในครอบครัว มันก็เป็นการเรียนรู้ที่ยิ่งใหญ่แล้ว พวกเขาได้เรียนรู้ว่ามีคนอื่นๆที่ต่างจากเขา มีความสามารถต่างกัน ปัญหาต่างกัน วิถีชีวิตต่างกัน การเรียนรู้ความแตกต่างของกันและกันจะเป็นมูลเหตุที่สำคัญ ที่ทำให้เกิดความเห็นอกเห็นใจความเมตตากรุณา และนำมาซึ่งความช่วยเหลือเกื้อกูลกันต่อไปในอนาคต

การมีเพื่อนเพิ่มขึ้น และที่สำคัญเป็นเพื่อนที่มีความเชื่อเหมือนกัน พ่อคิดว่าเป็นเรื่องที่ดีมากๆ เพราะเพื่อนๆเหล่านี้จะสามารถช่วยเหลือกันในเรื่องความเชื่อความศรัทธา รวมทั้งในการปฏิบัติศาสนกิจ ต่อไปนี้เด็กๆและเยาวชนเหล่านี้เขาจะมาวัดอย่างมีความหมายอย่างมีคุณค่ามากขึ้น เพราะพวกเขาจะเข้าใจสิ่งที่ปฏิบัติมากขึ้นและจะได้มีโอกาสมาพบเพื่อนๆของเขา เมื่อลูกๆเป็นเพื่อนกัน ต่อไปผู้ใหญ่พ่อแม่ผู้ปกครองก็จะรู้จักและเป็นเพื่อนกันด้วย การมีเพื่อนเพิ่มขึ้นจึงเป็นเรื่องที่ดี คนจีนเป็นชนชาติที่ค่อนข้างถือสานับญาติและคนใกล้ชิดมาก เขาสอนลูกหลานว่า “บ้านใกล้เรือนเคียงเราต้องพยายามผูกมิตรไว้” เพราะสามารถช่วยเหลือเกื้อกูลกันได้ และยังสอนด้วยว่า “มีเพื่อนเป็นแสนๆคนยังไม่พอแต่มีศัตรูและคนเลวๆข้างกายเพียงคนเดียวก็มากเกินไปแล้ว” พ่อจึงกล้าบอกกับพี่น้องว่าการรู้จักกัน การมีเพื่อนมากขึ้น การมีประสบการณ์ร่วมกับผู้อื่นในเรื่องดีๆ เป็นความงดงามของชีวิต ทำให้เกิดการพัฒนาในด้านต่างๆของความเป็นคน ทางกาย อารมณ์ สังคม จิตใจ และจิตวิญญาณ

การใช้บ้านพ่อเป็นค่ายเด็กๆและเยาวชน ทำให้พ่อมีโอกาสได้ใกล้ชิดกับเด็กๆและเยาวชนมากขึ้น ในวันแรกตอนลงทะเบียนระยะห่างของพ่อกับเด็กๆและเยาวชนก็ไกลโขอยู่ หลังจากผ่านไปแค่ครึ่งวันความใกล้ชิดก็มีมากขึ้น ต่อมาเด็กเริ่มมาพูดคุยถามโน้นถามนี่ มาขอความช่วยเหลืออย่างนั้นอย่างนี้ และในที่สุดก็เรียกพ่อว่า “พ่อโก๋” พ่อคิดอยู่คนเดียวว่า ลองถ้าเป็นอย่างนี้ก็เป็นนิมิตหมายที่ดีมากๆ เวลาพวกเขามีเรื่องอะไร อย่างน้อยมีอีกคนหนึ่งนอกเหนือจากพ่อแม่ของตน ที่เขาจะสามารถมาหามาพูดคุยปรึกษาหารือได้ พี่น้องว่าดีไหมครับ แต่พ่อคิดว่าเป็นเรื่องที่ดีครับ ในเรื่องศาสนา ความเชื่อ การปฏิบัติศาสนกิจน่าจะมีหลายเรื่องที่อยู่ในความสงสัยของพวกเขา แม้พี่น้องเองพ่อก็เชื่อว่ามีหลายคนที่มีความสงสัยและความไม่เข้าใจอยู่หลายเรื่อง แต่คงไม่กล้ามาถามพ่อและยังคงเก็บความสงสัยไว้อยู่จนถึงวันนี้  เพราะว่าเราไม่เคยมีประสบการณ์ดีๆเหมือนเด็กๆและเยาวชนพวกนี้ พี่น้องคงเคยเห็นว่า ในหมู่พี่น้องเองมีหลายคนสามารถคุยกับพระสงฆ์แบบสบายๆ เป็นธรรมชาติ สาเหตุก็เพราะว่าพวกเขาเคยมาช่วยงานที่วัด มีโอกาสได้คลุกคลีตีโมงกับพระสงฆ์  และบรรดาศาสนบริกร เวลามีอะไรพวกเขาก็จะกล้าเข้ามาหา ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีมากๆเสมือนว่าเราได้มีเพื่อนร่วมเดินทางความเชื่ออีกคนหนึ่งที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญในเรื่องความเชื่อและศาสนาพอสมควร ที่เราสามารถปรึกษาได้ ในโอกาสนี้พ่อจึงขอบพระคุณพระเจ้า ขอบคุณพี่น้องที่มีน้ำใจดีทุกท่านที่เสียสละและช่วยเหลือทำให้ค่ายเด็กๆและเยาวชนสำเร็จไปด้วยดี.

จาก คุณพ่อเจ้าวัด

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

ความมืดบอดฝ่ายจิตวิญญาณ

เวลาที่เราพบคนตาบอดขึ้นรถประจำทางหรือข้ามถนน เราจะรู้สึกสงสารและรู้สึกทึ่งในเวลาเดียวกัน เพราะการเดินทางของเขานั้นยากลำบากต้องคอยระวังอยู่ตลอดเวลา บางครั้งก็รู้สึกทึ่งเพราะเขามีประสาทสัมผัสส่วนอื่นที่ดีกว่าเรามาก อาทิ การสัมผัส การได้กลิ่น และความทรงจำ นั่นเป็นเพราะพระเจ้าทรงพระเมตตาประทานบางสิ่งมาทดแทนส่วนที่เขาบกพร่องไป คนตาบอดทางกายภาพนับว่าเป็นบุคคลที่น่าเห็นใจอยู่แล้ว แต่คนที่มืดบอดฝ่ายจิตวิญญาณก็น่าเวทนามากกว่า เพราะเขาอยู่ในความผิดหลง อยู่ในบาป ไม่ยอมรับความเป็นจริงของชีวิต ไม่เห็นแสงสว่างแห่งธรรม บุคคลประเภทนี้พระเยซูคริสตเจ้าทรงสอนว่า เป็นบุคคลที่มีความเสี่ยงสูงมากที่จะสูญเสียชีวิตนิรันดร “มนุษย์จะได้รับการอภัยบาปทุกชนิดรวมทั้งดูหมิ่นพระเจ้าด้วย แต่คำดูหมิ่นพระจิตเจ้า…….กล่าวร้ายต่อพระจิตเจ้าจะไม่ได้รับการอภัยเลยทั้งในโลกนี้และในโลกหน้า” (มธ.12:31-32) ที่พระองค์สอนเช่นนี้เพราะการดูหมิ่นพระจิตเจ้า และการกล่าวร้ายต่อพระจิตเจ้า หมายถึงการไม่ยอมรับความจริง ไม่สำนึกถึงความผิดของตน เพราะพระจิตเจ้าคือองค์ความจริง

พระเยซูคริสตเจ้ายังสอนด้วยว่า ถ้าจะต้องแลกระหว่างตาบอดกับสูญเสียชีวิตนิรันดร เราต้องยอมตาบอดจะดีกว่าเสียชีวิตนิรันดร “ถ้าตาข้างหนึ่งของท่านเป็นเหตุให้ท่านทำบาป จงควักมันออกเสีย ท่านจะเข้าสู่พระอาณาจักรของพระเจ้า….ดีกว่า…ถูกโยนลงนรก” (มก.9:47) สิ่งที่กล่าวมาข้างต้นนั้นแสดงให้เห็นว่า ความมืดบอด ความป่วยไข้ฝ่ายจิตวิญญาณอันตรายยิ่งกว่าทางกายภาพเพราะ ฉะนั้น เราต้องพยายามเอาใจใส่ดูแลรักษาสภาพฝ่ายจิตวิญญาณอยู่เสมอ โดยการพิจารณามโนธรรมทุกๆวัน ถ้าเรารู้สึกว่ามีอะไรบกพร่องทางจิตวิญญาณ อาทิ ทำแล้วรู้สึกไม่สบายใจ ทำแล้วรู้สึกว่าถูกตำหนิจากภายใน ฯลฯ เราต้องรีบเข้าไปรับการรักษาจากพระเมตตาของพระเจ้าทางศีลอภัยบาปทันที

ท่าทีของบารทิเมอัสขอทานตาบอดคนนั้น ความรู้สึกทุกข์ทรมานกับการตาบอดของเขา ความพยายามที่จะพ้นจากสภาพนั้น เขากระตือรือร้นหาทาง คอยโอกาส และเมื่อมีโอกาสเขาร้องขอพระเมตตาด้วยเสียงอันดัง “เมื่อได้ยินว่าพระเยซูชาวนาซาเร็ธกำลังผ่านมา เขาเริ่มส่งเสียงร้องตะโกนว่า ข้าแต่พระเยซูโอรสของกษัตริย์ดาวิดเจ้าข้า โปรดเมตตาข้าพเจ้าเถิด”(มก.10:47) เป็นสิ่งที่น่าสนใจ เพราะมันทำให้เขาได้รับพระเมตตาจากพระเจ้า คนจะกลับตัวกลับใจเปลี่ยนวิถีชีวิตได้ ต่อเมื่อเขารู้สึกได้ถึงความทุกข์ความน่าทุเรศทุรังของวิถีชีวิตแบบเดิมเช่นเดียวกับขอทานตาบอดคนนั้น เพราะเมื่อสบโอกาสเขาจะรีบไขว่คว้าทันทีโดยไม่หวั่นเกรงอุปสรรค์ใดๆ และยินดีละทิ้งวิถีชีวิตแบบเดิมๆ ที่ทำให้เขาเจ็บช้ำ “หลายคนดุเขาให้เงียบแต่เขากลับตะโกนดังยิ่งขึ้น….ทำใจดีๆไว้ลุกขึ้น…คนตาบอดสลัดเสื้อคลุม ทิ้ง กระโดดเข้าไปเฝ้าพระเยซูเจ้า” (มก.10:48-50)

ขอให้พระวาจาของพระเจ้าที่เราได้อ่านได้ฟังในวันนี้ ช่วยเราให้มีความกล้าหาญ ที่จะพิจารณาไตร่ตรองชีวิตของเราอย่างจริงจัง ยอมรับความอ่อนแออันเป็นความเป็นจริงแห่งชีวิต เปิดตามองแสงสว่างแห่งธรรม วอนขอพระเมตตาจากพระเจ้า     และยินดีสละวิถีชีวิตแบบเดิมๆที่เต็มไปด้วยความเลวร้าย อบายมุข ความผิดหลง เพื่อเราจะได้มีชีวิตใหม่ในความสัมพันธ์ที่ดีกับพระเจ้า เพื่อนมนุษย์ และธรรมชาติที่งดงาม เพราะตาแห่งจิตวิญญาณของเรามองเห็นแล้                                                                                    

 พระเจ้าสถิตกับท่าน    

พ่อ สมชาย อัญชลีพรสันต์                                                                       

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

   ประกาศ     

  1. โครงการรณรงค์สวดสายประคำ 350,000 สาย ตั้งแต่วันที่ 1 -31 ตุลาคม 2018 ขอเชิญทุกครอบครัว และกลุ่มองค์กรต่างๆ ของวัด รับแบบฟอร์มบันทึกการสวดสายประคำ สิ้นเดือนตุลาคมแล้วนำมาส่งคืนที่วัด
  2. ขอจิตอาสาแสดงละครคริสต์มาส เด็ก-เยาวชน-ผู้ใหญ่  ครูเบญจ์จะมาเริ่มซ้อมแล้ว และนัดซ้อมเป็นครั้งๆไป  ลงชื่อได้ที่คุณเล็ก
  3. วันพุธที่ 31 ต.ค. 2018 มีสวดสายประคำที่บ้านพ่อเวลา 18.30 น. พ่อเป็นเจ้าภาพในการสวด ขอเชิญพี่น้องมาร่วมสวดสายประคำร่วมกัน
  4. วันศุกร์ที่ 2 พ.ย. 2018 เป็นวันศุกร์ต้นเดือนและเป็นวันที่พระศาสนจักรคิดถึงผู้ล่วงลับเป็นพิเศษ พ่อชูศักดิ์ทำมิสซา 7.15 น. พ่อจะทำมิสซา 9.00 น. และมิสซา Requiem ระลึกถึงผู้ล่วงลับและคุณพ่อมาร์แซล แปร์เรย์เป็นพิเศษขอเชิญพี่น้องมาร่วมมิสซา เวลา 19.00 น.
  5. วันเสาร์ที่ 3 พ.ย. 2018 เป็นวันผู้สูงอายุของวัด  ขอเชิญผู้สูงอายุ และสัตบุรุษทุกท่านมาสวดภาวนาและร่วมมิสซาด้วยกัน วันเสาร์นี้จะมีพิธีโปรดศีลเจิมคนไข้ให้ผู้สูงอายุ ผู้ป่วย และทุกท่านที่ปรารถนาจะรับศีลเจิมคนไข้
  6. วันอาทิตย์ที่ 4 พ.ย. 2018 เป็นวันอาทิตย์ต้นเดือน  มีโปรดศีลล้างบาปเด็ก ผู้ที่ปรารถนานำเด็กมารับศีลล้างบาป ให้กรอกข้อมูลล่างหน้า ใบกรอกข้อมูลรับได้ที่บ้านพักพระสงฆ์ และให้นำมาส่งล่วงหน้าด้วย
  7. วันอาทิตย์ที่ 11 พ.ย. 2018 ขอให้ผู้ช่วยมิสซา ผู้ที่จะมาฝึกช่วยมิสซา และผู้ที่ปรารถนาอ่านพระคัมภีร์ร่วมกัน รวมกันที่ศาลาเรือนไทย หลังมิสซา เวลา 10.30 น. เพื่อหัดช่วยมิสซาและอ่านพระคัมภีร์ร่วมกัน

สารวัด ฉบับที่ 151198 วันอาทิตย์ที่ 21 ตุลาคม ค.ศ. 2018

Sunday, October 21st, 2018

การแพร่ธรรม หัวใจ ความเชื่อของคริสตชน

บอกเล่าให้ฟัง

สันติสุขของชุมชนแห่งความเชื่อ เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญเป็นอย่างยิ่ง พ่อเชื่อว่าพี่น้องทุกๆท่านปรารถนาจะมีชุมชนแห่งความเชื่อที่มีความสงบสุข ทำให้พ่อคิดถึงพระวาจาของพระเจ้าจากพระวรสารนักบุญลูกา บทเพลงของเศคาริยาห์ “ทรงช่วยเราให้พ้นเงื้อมมือของศัตรู เพื่อรับใช้พระองค์โดยปราศจากความหวาดกลัวใดๆ”  หลังจากที่ท่านเศคาริยาห์มีประสบการณ์กับพระเจ้า จากเหตุการณ์การกำเนิดมาของนักบุญยอห์นบัปติสตา ท่านได้สวดเพลงสุดดีบทหนึ่งสรรเสริญพระเจ้า และในเพลงสดุดีที่ท่านสวด ท่านได้แสดงความเบิกบานใจอย่างที่สุดว่า เนื่องจากพระเจ้าที่ท่านรักและนมัสการทรงสรรพานุภาพและทรงความดีเช่นนี้ ต่อจากนี้ท่านสบายใจได้แล้วเพราะท่านสามารถรับใช้พระเจ้าที่ท่านรักและเคารพ โดยปราศจากความหวาดกลัวสิ่งใดๆทั้งสิ้น พ่อคิดว่านี่เป็นสาระสำคัญอย่างหนึ่งของการมาปฏิบัติศาสนกิจ เรามาวัดแล้วต้องมีความสุขมีความเบิกบานใจ ปราศจากความกังวลและความรำคาญใจใดๆ

สันติสุขอย่างที่กล่าวมานี้ จะเกิดในชุมชนแห่งความเชื่อของเราได้อย่างไร พ่อไม่ทราบว่าทำไมพระคุณเจ้าจึงให้พ่อกลับมาที่วัดพระชนนีของพระเป็นเจ้าอีกครั้ง แต่วิธีคิดของพ่อเมื่อถูกส่งให้ไปอยู่ที่ไหน ถ้าผู้ใหญ่ไม่ได้บอกอะไรตรงไปตรงมาว่าให้พ่อไปทำอะไร พ่อก็จะพยายามสังเกตุดูสถานการณ์ที่นั่นว่าเป็นอย่างไร เมื่อเห็นแล้วพ่อคิดว่าการนำสันติสุขกลับสู่ชุมชนแห่งความเชื่อ น่าจะเป็นพันธกิจหนึ่งที่สำคัญของพ่อ ซึ่งพ่อก็พยายามสุดความสามารถที่จะนำกลับมา แต่เรื่องนี้พ่อไม่สามารถทำคนเดียวได้ ต้องอาศัยความร่วมมือของทุกๆฝ่ายทุกๆคน ที่มีจิตสำนึกและความปรารถนาหนึ่งเดียวกัน นั่นก็คือปรารถนาให้ชุมชนแห่งความเชื่อแห่งนี้มีความสงบสุข อะไรที่ร่วมมือได้ต้องให้ความร่วมมือ อะไรที่ทำได้ต้องช่วยกันทำ อะไรที่เป็นอุปสรรค์ต้องช่วยกันสะสาง โดยมีเป้าหมายหนึ่งเดียวกัน เพื่อความสงบสุขของชุมชนแห่งความเชื่อนี้

พี่น้อง พ่อเห็นบรรยากาศในช่วง 3-4 เดือนที่ผ่านมา พ่อรู้สึกว่ามีคนมาวัดของเรามากขึ้น หลังมิสซาก็เห็นคนอยู่ทานโน้นทานนี่ดื่มนั่นดื่มนี่ พูดคุยกันมากขึ้น และมีหลายคนอยู่ต่อที่วัดช่วยทำโน้นทำนี่ พ่อคิดว่าบรรยากาศของวัดเราค่อยๆดีขึ้นแล้วนะครับ เราต้องช่วยกันร่วมมือกันต่อไป คิดถึงบรรยากาศเดิมๆที่มีคนอยู่อ่านพระคัมภีร์ร่วม กันเต็มศาลาเรือนไทย เด็กๆก็มานั่งสวดนั่งคุยกันที่เต็นท์เก่าๆ เวลามีคุณพ่อมาเทศน์มิสชัน ต้องการพูดคุยกับสัตบุรุษเรื่องงานประกาศข่าวดี ให้พ่อรวมสัตบุรุษให้ พ่อบอกกับพ่อท่านนั้นว่า “ไม่ต้องรวมพ่อมาร่วมแบ่งปันกับพวกเขาได้เลย” คุณพ่อท่านนั้นมาร่วมแล้วก็ประทับ ใจกลับไป มีนักบวชหลายคณะบ้านเณรต่างๆมาหากระแสเรียกก็ไม่ต้องรวมเด็กเพราะเด็กรวมตัวกันอยู่แล้ว มาพูดคุยกับเด็กได้เลย แต่ต้องพูดเรื่องกระแสเรียกทั่วไป แล้วจึงพูดถึงพันธกิจของคณะของตนและเชิญชวนเด็ก บรรยากาศแบบนี้เคยเกิดขึ้นและมีอยู่ที่นี่ แต่ตอนนี้มันหายไปแล้วครับและพ่อก็เสียดายพยายามนำมันกลับคืนมา พ่อเชื่อแน่ว่าถ้าพวกเราปรารถนาจะให้วัดของเรามีบรรยากาศแบบนี้  เราสามารถสร้างขึ้นได้อีก เพียงแต่ว่าเราต้องเสียสละต้องช่วยกันต้องร่วม มือกัน เพราะเราเคยทำสำเร็จมาแล้ว.     

จาก คุณพ่อเจ้าวัด

***********************************************

ผู้ยิ่งใหญ่ตามทางโลกและทางธรรม

ผู้ยิ่งใหญ่ทางโลกและทางธรรม เป็นแนวความคิดที่แตกต่างและสวนทางกันโดยสิ้นเชิง จากประสบการณ์ที่เราสัมผัสได้ในชีวิตจริง ความยิ่งใหญ่ที่แท้จริงไม่ใช่การมีอำนาจสั่งการ แต่เป็นความ สามารถในการครองใจคน ด้วยเหตุนี้ “ผู้ยิ่งใหญ่ที่แท้จริงต้องสามารถนั่งในใจของคน ไม่ใช่นั่งบนหัวคนอื่น” พระเยซูคริสตเจ้าทรงชี้ประเด็นให้เราเห็นความแตกต่าง ระหว่างผู้ยิ่งใหญ่ตามประสาโลก และผู้ยิ่งใหญ่ตามจิตตารมณ์พระวรสารอย่างชัดเจน “ท่านทั้งหลายย่อมรู้ว่า คนต่างชาติที่คิดว่าตนเป็นหัวหน้า…..เป็นเจ้านายเหนือผู้อื่น และ….ใช้อำนาจบังคับ แต่ท่านทั้งหลาย……..ผู้ใดที่ปรารถนาจะเป็นใหญ่ จะต้องทำตนเป็นผู้รับใช้ผู้อื่น และผู้ใดที่ปรารถนาจะเป็นคนที่หนึ่ง….ก็จะต้องทำตนเป็นผู้รับใช้ทุกคน” (มก.10:42-44) คำสอนของพระเยซูคริสตเจ้าในเรื่องนี้ไม่ได้นำมาซึ่งความสำเร็จทางธรรมเท่านั้น แม้แต่ทางโลกเองเราจะพบว่าสถานประกอบการที่ให้บริการด้วยความสุภาพอ่อนน้อม หรือผู้ที่ประกอบอาชีพใดๆไม่ว่าที่ประกอบอาชีพของตนตามแนวทางที่พระเยซูคริสตเจ้าสอน จะประสบความสำเร็จในกิจการนั้นๆเสมอ

ผู้รับใช้ตามคำสอนของพระเยซูคริสตเจ้า หมายถึงผู้ที่สละตนเองอุทิศตนเพื่อประโยชน์สุขของผู้อื่น หรือเพื่อประโยชน์สุขของส่วนรวม และพระองค์เองก็คือผู้รับใช้ตามที่พระองค์สอนเพราะพระองค์มิได้สอนเพียงทฤษฎี แต่พระองค์ดำเนินชีวิตเป็นแบบอย่างให้เราปฏิบัติตามพระองค์  “บุตรแห่งมนุษย์มิได้มาเพื่อให้ผู้อื่นรับใช้ แต่มาเพื่อรับใช้ผู้อื่น และมอบชีวิตของตนเป็นสินไถ่เพื่อมวลมนุษย์”(มก.10:45) พระองค์ยอมมอบชีวิตของพระองค์บนไม้กางเขนเพื่อช่วยมนุษยชาติให้พ้นจากบาปโทษทั้งปวง “บุตรแห่งมนุษย์จะถูกมอบ….จะถูกสบประมาท เยาะเย้ย ถ่มน้ำลายรด โบยตี และฆ่าเสีย” (มก.10:33-34) ในระหว่างอาหารค่ำมื้อสุดท้ายตามที่นักบุญยอห์นบันทึกไว้ พระองค์ทรงให้แบบอย่างที่ชัดเจนในการล้างเท้าอัครสาวกและสั่งให้อัครสาวกปฏิบัติตาม  “ท่านทั้ง หลายเรียกเราว่าอาจารย์และองค์พระผู้เป็นเจ้า ก็ถูกแล้ว เพราะเราเป็นอย่างนั้นจริงๆ ในเมื่อเราซึ่งเป็นทั้งองค์พระผู้เป็นเจ้าและอาจารย์ยังล้างเท้าให้ท่าน ท่านก็ต้องล้างเท้าให้กันและกันด้วย เราวางแบบอย่างไว้ให้แล้ว ท่านจะได้ทำเหมือนที่เราทำกับท่าน” (ยน.13:14-15)

พระวรสารที่เราได้ฟังได้อ่านในวันนี้สะท้อนให้เห็น ปัญหาทีเกิดขึ้นในหมู่อัครสาวก เพราะพวกท่านดำเนินชีวิตตามประสาโลกและพระเยซูคริสตเจ้าพยายามสอนให้พวกท่านเข้าใจวิถีทางของพระ องค์ แต่เวลานั้นพวกท่านยังไม่เข้าใจเพราะพวกท่านยังคงคิดถึงความยิ่งใหญ่ตามประสาโลกอยู่เหมือนเดิม ทำให้เราทราบถึงรากเหง้าของปัญหาในสังคมและในครอบครัวของเรา ตราบใดที่เรายังดำเนินชีวิตตามประสาโลก มีความมักใหญ่ใฝ่สูง แกร่งแย่งแข่งขัน จองหอง ผิดไม่ได้ ขอโทษไม่เป็น คิดว่าตนเองเป็นมาตรการตัดสินทุกสิ่ง ครอบครัวและสังคมของเราจะไม่มีทางมีความสงบสุข จะมีแต่การชิงดีชิงเด่น ทะเลาะวิวาท และความแตกแยก พระเยซูคริสตเจ้าทรงทราบถึงปัญหานี้ดี จึงทรงพยายามสอนและให้แบบอย่างที่ชัดเจนแก่เรา และสั่งให้เราปฏิบัติตาม เพราะถ้าเราปฏิบัติคำสั่งสอนของพระองค์ เราจะสามารถนำความรัก ความอบอุ่น สัมพันธภาพที่ดี และสันติสุขกลับคืนมาสู่ครอบครัวและสังคมของเรา.

                                     พระเจ้าสถิตกับท่าน

                                    คุณพ่อ สมชาย อัญชลี

 

**************************************************

ประกาศ

  1. โครงการรณรงค์สวดสายประคำ 350,000 สาย ตั้งแต่วันที่ 1 -31 ตุลาคม 2018 ขอเชิญทุกครอบครัว และกลุ่มองค์กรต่างๆ ของวัด รับแบบฟอร์มบันทึกการสวดสายประคำ สิ้นเดือนตุลาคมแล้วนำมาส่งคืนที่วัด
  2. วันอาทิตย์นี้ ทางวัดจะไปเยี่ยมศูนย์มาร์ตินที่ปากเกร็ด จะมีเยาวชนและผู้ที่มาเข้าค่ายไปร่วมจัดกิจกรรมและเลี้ยงอาหารเด็ก ขอเชิญพี่น้องที่สนใจไปร่วมได้
  1. วันอาทิตย์นี้ เป็นวันแพร่ธรรมสากล พ่อตั้งตู้ทานเพื่อขอรับบริจาคเพื่อช่วยงานแพร่ธรรมของพระศาสนจักรสากล ไว้ที่กลางวัด ผู้ที่พอจะช่วยเหลืองานของพระศาสนจักรด้านนี้ได้ เชิญบริจาคได้ที่ตู้ทานกลางวัด
  2. ขอจิตอาสาแสดงละครคริสต์มาส เด็ก-เยาวชน-ผู้ใหญ่ ครูเบญจ์จะมาเริ่มซ้อมแล้ว และนัดซ้อมเป็นครั้งๆไปลงชื่อได้ที่คุณเล็ก
  1. วันศุกร์ที่ 2 พ.ย. 2018 เป็นวันศุกร์ต้นเดือนและเป็นวันที่พระศาสนจักรคิดถึงผู้ล่วงลับเป็นพิเศษ    พ่อจะทำมิสซา Requiem ระลึกถึงผู้ล่วงลับและคุณพ่อมาร์แซล แปร์เรย์เป็นพิเศษ ขอเชิญพี่น้องมาร่วมมิสซา เวลา 19.00 น.
  2. วันเสาร์ที่ 2 พ.ย. 2018 เป็นวันผู้สูงอายุของวัด ขอเชิญผู้สูงอายุ และสัตบุรุษทุกท่านมาสวดภาวนาและร่วมมิสซาด้วยกัน มิสซาเวลา 10.00 น.  จะมีพิธีโปรดศีลเจิมคนไข้ให้ผู้สูงอายุ ผู้ป่วย และทุกท่านที่ปรารถนาจะรับศีลเจิมคนไข้

ฉบับที่ 14021 วันอาทิตย์ที่ 25 พฤษภาคม 2014 เทศกาลปัสกา

Friday, May 23rd, 2014

บอกเล่าให้ฟัง

ชุมชนวัดเป็นชุมชนแห่งความเชื่อ ซึ่งเป็นของพวกเราทุกๆคนที่ย้ายมาอยู่ เกิด และรับศีลล้างบาปที่นี่ จึงเป็นหน้าที่ของเราทุกๆคนที่ต้องช่วยกันพัฒนา เป็นต้นเรื่องของความเชื่อศรัทธา เรื่องวัตถุภายนอกเป็นสิ่งที่เราต้องช่วยกันดูแลรักษาเป็นหูเป็นตาอะไรเสียหายก็ต้องซ่อมแซมกันไป พวกเราอย่าไปพึ่งพิงอิงความเชื่อศรัทธาของเรากับบุคคลและวัตถุสิ่งของภายนอก เพราะสิ่งต่างๆเหล่านี้มันจะเสื่อมสลายไปตามกาลเวลา บุคคลก็จะล้มหายตายจากโยกกันไปย้ายกันมาตามวาระของการสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันไป ใดๆในโลกล้วนอนิจจัง เราต้องพึ่งพิงอิงความเชื่อศรัทธาของเราไว้กับพระเป็นเจ้าเท่านั้นเพราะพระองค์เป็นนิรันดร์

(more…)

ฉบับที่ 14020 วันอาทิตย์ที่ 18 พฤษภาคม 2014 เทศกาลปัสกา

Saturday, May 17th, 2014

บอกเล่าให้ฟัง

เพื่อนร่วมทางแห่งความเชื่อเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับเราคริสตชน ถ้าเราเปรียบเทียบชีวิตเหมือนกับการเดินทาง ความเชื่อเป็นชีวิต การดำเนินชีวิตในความเชื่อจึงเป็นการเดินทางเช่นเดียวกัน แต่เป็นการเดินทางติดตามองค์พระเยซูคริสตเจ้าด้วยความเชื่อและวางใจในพระองค์ แน่นอนที่สุดในหนทางที่พระเยซูคริสตเจ้าทรงพระดำเนินเป็นหนทางแห่งไม้กางเขน เป็นหนทางแห่งการตอบสนองพระประสงค์ของพระบิดาเจ้าไม่ใช่การทำตามใจตนเอง หนทางนี้จึงต้องการความเพียรพยายามและความอดทนเป็นอย่างยิ่ง เพราะบนหนทางสายนี้มีอุปสรรคมากมาย เริ่มจากตนเอง การเอาชนะอำเภอใจของตนเองไม่ใช่เรื่องง่าย อุปสรรคยังอาจมาจากผู้คนรอบข้าง แบบอย่างไม่ดี สิ่งยั่วยวนทั้งหลาย ด้วยเหตุนี้ในการเดินทางแห่งความเชื่อคริสตชนต้องช่วยกัน เป็นเพื่อนร่วมทางของกันและกัน

(more…)