เนื้อหาทั้งหมดของ ‘สารวัดแต่ละสัปดาห์’

สารวัด ฉบับที่ 151211 วันอาทิตย์ที่ 20 มกราคม ค.ศ.2019

Saturday, January 19th, 2019

บอกเล่าให้ฟัง

        เวลานี้วัดพระชนนีของพระเป็นเจ้าของเรามีอายุครบ 25 ปี ในเรื่องของตัวอาคารถึงเวลาที่เราจะต้องสำรวจดูว่า มีอะไรต้องซ่อมแซมปรับปรุงให้ดีขึ้นหรือไม่ พ่อพยายามมองๆและสำรวจดูอยู่เหมือนกัน แต่ตาคู่เดียวกับตาหลายๆคู่ ตาหลายๆคู่ยอมดูได้ละเอียดถี่ถ้วนมากกว่า ภายนอกในเรื่องตัวอาคาร เราต้องช่วยกันดูและเสนอความคิดเห็นว่าควรต้องทำอะไรปรับปรุงอะไรบ้าง แต่ที่สำคัญมากกว่าเราต้องถามตัวเราเองว่าการพัฒนาภายในของเรา เราได้พัฒนาไปถึงไหนแล้ว เรื่องความเชื่อของเราเป็นอย่างไร เราเรียนรู้เรื่องคำสอนมากน้อยแค่ไหน อายุ 25 ปีถ้าเปรียบกับคนๆหนึ่ง ก็ต้องถือว่าคนๆนั้นเป็นหนุ่มใหญ่พอสมควรทีเดียว เขาเริ่มก้าวสู่ความเป็นผู้ใหญ่อย่างสมภาคภูมิ วุฒิภาวะความรับผิดชอบต้องมีมากขึ้น คนๆนั้นต้องเริ่มพึ่งพาตนเองแสดงความรับผิดชอบและช่วยเหลือผู้อื่น งานเมตตาจิต งานทางด้านสังคมมากขึ้น

ในคลิป Presentation โอกาสฉลอง 25 ปี วัดพระชนนีของพระเป็นเจ้า พ่อให้สัมภาษณ์ไว้แต่น่าเสียดายผู้ตัดต่อเขาไม่ได้เอาลงไว้ทั้งหมด พ่อให้สัมภาษณ์ไว้ว่า วัดของเราเปรียบเหมือนเมล็ดซีนาปีสที่ชาวสวนเอาไปปลูกไว้ เวลานี้วัดของเราเติบโตเป็นดั่งต้นไม้ใหญ่ สามารถเป็นพักพิงของนกกา และให้ร่มเงาแก่ผู้เดินทางเหนื่อยล้าได้พอสมควร ถึงเวลาที่เราจะต้องออกจากตนเองไปช่วยเหลือผู้อื่นได้บ้างแล้ว เราต้องกล้าที่จะออกไปและพ่อเชื่อว่าพวกเราทำได้ เพราะเราเคยทำสำเร็จมาแล้ว พวกเราคงจำกันได้ตอนน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 หลังจากน้ำลด พ่อได้ประกาศให้ผู้ที่พอช่วยเหลือผู้อื่นได้ให้รวมทุนกันช่วย เหลือสัตบุรุษวัดของเราที่เดือดร้อน และไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ ในตอนนั้น พ่อได้เอาเงินที่รวบรวมได้ช่วยเหลือสัตบุรุษวัดของเราแล้วยังสามารถนำไปช่วยเหลือผู้อื่นได้อีก สิ่งนี้เป็นสิ่งที่พ่อประทับใจมากเพราะเป็นสิ่งที่แสดงว่าวั ดของเราเริ่มเป็นต้นไม้ใหญ่พอสมควรจริงๆ นอกจากนั้นพ่อยังคิดไปถึงเรื่องอื่นๆที่ไม่ใช่เรื่องปัจจัยภายนอก เรื่องความเชื่อศรัทธา การประกาศข่าวดี งานเมตตาจิตอื่นๆ พ่อเชื่อว่าพวกเราทำได้และน่าจะเริ่มต้นลองทำกันดู เริ่มตั้งแต่เรื่องเล็กๆน้อยๆกับคนใกล้ตัว คนในชุมชนวัดของเรา ร่วมมือกับกิจกรรมต่างๆที่ทางวัดพยายามจัดขึ้น

อีกเรื่องหนึ่งที่พ่อกล่าวถึงคือ การพัฒนาทุกอย่างต้องเริ่มจากตัวเอง ซึ่งจะต้องเป็นการพัฒนาจากภายในออกมาสู่ภายนอกจึงเป็นการพัฒนาที่แท้จริงและยั่งยืน เราคริสตชนมีอาหารหล่อเลี้ยงฝ่ายจิตวิญญาณที่ดีเลิศ พระวาจาของพระเจ้า ศีลศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ และการสวดภาวนาอย่างสม่ำเสมอ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ทำให้เราพัฒนาภายในให้เติมโตขึ้นทางความเชื่อศรัมธา เราต้องพยายามหล่อเลี้ยงชีวิตภายในของเราให้เติบโต เมื่อภายในเติบโตและมีเรื่องดีๆอยู่สิ่งที่แสดงออกมาภายนอกจะต้องเป็นสิ่งดีงาม เพราะพระเยซูคริสตเจ้าทรงสอนเราเช่นนี้ สิ่งออกมาจากปากก็ออกมาจากใจของเรา สิ่งที่เราทำจะดีหรือเลวทำให้เรามีมลทินหรือไม่เป็นสิ่งที่ออกมาจากภายใน ถ้าชีวิตภายในของเราเติบ โตมีความเชื่อศรัทธามีสิ่งดีๆสะสมอยู่ สิ่งที่เราแสดงออกกิจการที่เรากระทำก็จะเป็นสิ่งที่ดีงาม และเป็นที่พอพระทัยของพระเจ้า เราจึงต้องพยายามพัฒนาตัวเราเองเช่นนี้ เพื่อเราจะได้เป็นคริสตชนสมภาคภูมิเป็นศิษย์พระคริสต์และกลายเป็นศิษย์ที่เป็นธรรมทูตประกาศข่าวดีใหม่ต่อไป.

จาก คุณพ่อเจ้าวัด

 

วอนขอด้วยความสุภาพ ความเชื่อ และความวางใจ

การวอนขอความช่วยเหลือจากพระเจ้าถือว่า เป็นองค์ประกอบอย่างหนึ่งของการสวดภาวนา ซึ่งเป็นการแสดงถึงความเชื่อ  และความวางใจในพระเจ้าของผู้ที่มีความเชื่อทั้งหลาย เพราะเราเชื่อว่าพระเจ้าทรงฤทธานุภาพยิ่งใหญ่และทรงพระเมตตา สามารถช่วยเหลือเติมเต็มในส่วนที่เราขาดไป หรือเกินความสามารถของเรา เราจึงขอความช่วยเหลือจากพระองค์ เราคริสตชนผู้มีความเชื่อจึงต้องเรียนรู้ว่าจะต้องวอนขออย่างไร เพื่อเราจะได้สามารถสวดภาวนาอย่างมีประสิทธิภาพประสิทธิผล จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในงานสมรสที่หมู่บ้านคานาแคว้นกาลิลี ซึ่งพระนาง มารีย์ได้ขอความช่วยเหลือจากพระเยซูคริสตเจ้า เป็นแบบอย่างทำให้เรารู้ว่าเวลาเราสวดภาวนาเราต้องวอนขอต่อพระเจ้าอย่างไร

พระนางมารีย์วอนขอสิ่งที่จำเป็นจริงๆ และไม่ได้วอนขอเพื่อตนเองแต่วอนขอเพื่อผู้อื่น เมื่อเหล้าองุ่นหมด พระมารดาของพระเยซูเจ้าจึงมาทูลพระองค์ว่า เขาไม่มีเหล้าองุ่นแล้ว (ยน.2:3) ในวัฒนธรรมของชาวยิวในงานมงคลสมรส ถ้าเหล้าองุ่นไม่พอเพียงสำหรับแขกที่มาในงาน จะสร้างความเสียหายให้แก่เจ้าภาพเป็นอย่างมาก พระนางมารีย์จึงไปขอให้พระเยซูคริสตเจ้าช่วยเหลือกู้หน้าเจ้าภาพไว้ ในการสวดภาวนาเราวอนขออะไร หลายๆคนขอให้มีสุขภาพดี ขอความสงบสุขแก่ครอบครัว ขอเกี่ยวกับเรื่องการงานอาชีพ ฯลฯ การวอนขอเช่นนี้ก็สามารถขอได้ไม่ถือเป็นความผิดอะไร เพราะดูเหมือนว่าเราวอนขอเพื่อตนเอง แต่เบื้องหลังการวอนขอเช่นนี้มันส่งผลดีถึงผู้อื่นอยู่บ้างเหมือนกัน อาทิ ถ้าเรามีสุขภาพดี เราจะสามารถทำหน้าที่ของเราในการสร้างประโยชน์สุขเพื่อผู้อื่นได้เหมือนกัน นักบุญยากอบสอนว่า ท่านวอนขอ แต่ไม่ได้รับ เพราะท่านวอนขอไม่ถูกต้อง คือวอนขอเพื่อนำไปตอบสนองกิเลสตัณหาของท่าน (ยก.4:.)

พระนางมารีย์วอนขอด้วยความสุภาพ ความเชื่อ และความวางใจ พระนางไม่ได้เข้าไปขอความช่วยเหลือจากพระเยซูคริสตเจ้า ในฐานะแม่ผู้ซึ่งสามารถออกคำสั่งกับลูกได้ แต่พระนางไปบอกถึงความจำเป็นความเดือดร้อนที่กำลังจะเกิดขึ้น และสำนึกด้วยว่าพระนางไม่สามารถช่วยเจ้าภาพได้ด้วยตนเอง แต่เชื่อมั่นว่าลูกของพระนางสามารถช่วยแก้ไขปัญหานี้ได้แน่ๆ ด้วยเหตุนี้พระนางจึงกำชับคนรับใช้ว่า เขาบอกให้ท่านทำอะไร ก็จงทำเถิด (ยน.2:5) หลังจากนั้นแล้วพระนางก็ไม่ได้ไปเซ้าซี้และกล่าวอะไรอีกเลย แสดงให้เห็นชัดเจนว่าพระนางวางใจว่า  พระเยซู คริสตเจ้าลูกของพระนางจะต้องทำอะไรสักอย่างหนึ่งในการแก้ปัญหาครั้งนี้อย่างแน่นอน ความสุขภาพ ความเชื่อ และความวางใจ จึงเป็นปัจจัยที่สำคัญที่ทำให้การสวดภาวนาของเรามีประสิทธิภาพประสิทธิผล

หลายๆครั้งในชีวิตเราอยู่ในภาวะอับจนหนทาง ทำอะไรดูจะขัดข้องไปหมด ปัญหาไม่มีทางออก เราทำอะไรไม่ได้เลย จงเลียนแบบพระนางมารีย์ ในการยอมรับความอ่อนแอของตนเองด้วยความสุขภาพ เข้าไปหาพระเจ้าด้วยความเชื่อมั่นในฤทธานุภาพและพระเมตตาของพระองค์ว่า พระองค์จะประทานความช่วยเหลือที่ดีที่สุดสำหรับเรา และฝากทุกสิ่งทุกอย่างไว้ในพระหัตถ์ของพระองค์ด้วยความไว้วางใจ กล่าวกับพระองค์ซื่อๆว่า “ขอให้ทุกสิ่งเป็นไปตามพระประสงค์ของพระองค์ ลูกเชื่อและวางใจว่าพระประสงค์ของพระองค์นั้นดี และเป็นประโยชน์สำหรับลูกแน่นอน”

พระเจ้าสถิตกับท่าน

คุณพ่อ สมชาย อัญชลีพรสันต์

ประกาศ

  1. วันอาทิตย์นี้ ขอเชิญผู้อ่านบทอ่าน ผู้ที่ปรารถนาจะมาช่วยอ่านบทอ่าน และผู้ที่ปรารถนาที่จะอ่านพระคัมภีร์ร่วมกัน รวมกันที่ศาลาเรือนไทยเพื่อจัดตารางเวลาและอ่านพระคัมภีร์ร่วมกัน
  2. พ่อยังสอนคำสอนผู้ใหญ่ทุกวันอาทิตย์หลังมิสซา ผู้ที่สนใจที่จะมาทบทวนคำสอน และเรียนคำสอนเพื่อรับศีลล้างบาปสมัครได้ที่บ้านพักพระสงฆ์
  1. วันเสาร์ที่ 2  ก.พ.  2019 เป็นวันผู้สูงอายุของวัด      ขอเชิญผู้สูงอายุทุกท่านมาสวดภาวนา และร่วมมิสซาด้วยกัน มิสซาเวลา 10.00 น. หลังมิสซามีพบปะสังสรรค์ทานอาหารร่วมกัน
  2. วันอาทิตย์ที่ 3 กพ. 2019 เป็นวันอาทิตย์ต้นเดือนหลังมิสซามีโปรดศีลล้างบาปเด็ก ผู้ที่ปรารถนาจะนำเด็กมา รับศีลล้างบาปให้กรอกข้อมูลล่วงหน้าและส่งข้อมูลล่วงหน้า ใบกรอกข้อมูลรับได้ที่ป้านพระสงฆ์
  1. ทางวัดได้ทำเรื่องราวเกี่ยวกับการครบ 25 ปี ของวัดพระชนนีของพระเป็นเจ้า รังสิต ไว้บน Youtube เชิญพี่น้องเข้าไปชมได้ โดยถ่ายคิวอาร์โค้ดในสารวัด
  2. ประกาศปิดวัดเพื่อซ่อมแซมเป็นการชั่วคราว ตั้งแต่วันจันทร์ที่ 21 ม.ค. 2019 เป็นไปจนกว่าจะแล้วเสร็จ มิสซาบูชาขอบพระคุณ และพิธีกรรมต่างๆจะย้ายไปทำที่ศาลาอเนกประสงค์ ขอความร่วมมือจากพี่น้องทุกๆท่านเป็นต้นผู้รับผิดชอบในเรื่องต่างๆ ช่วยขนย้ายของที่จำเป็น และเตรียมศาลาอเนกประสงค์ให้พร้อมใช้งานได้

คลิป Presentation โอกาสฉลอง 25 ปี วัดพระชนนีของพระเป็นเจ้า เชิญพี่น้องเข้าไปชมได้ โดยคลิ๊กลิ้งค์ข้างล่างนี้ครับ

สารวัด ฉบับที่ 151210 วันอาทิตย์ที่ 13 มกราคม ค.ศ. 2019

Friday, January 11th, 2019

บอกเล่าให้ฟัง

การดำเนินชีวิตร่วมกันเป็นสิ่งที่จำเป็นเพราะมนุษย์เป็นสัตว์สังคม การดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้มนุษย์จึงต้องมีชีวิตอยู่ในความสัมพันธ์กับผู้อื่นด้วยการพึ่งพาอาศัยกัน การเรียนรู้ทักษะในการดำเนินชีวิตร่วมกันจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ ทักษะในการดำเนินชีวิตก็คือ ความสามารถในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่น ในที่นี้ พ่อจึงปรารถนาที่จะยกประเด็นต่างๆมาเล่าให้พวกเราได้อ่านกัน เพื่อเป็นการพิจารณาไตร่ตรองดูว่า “เราต้องดำเนินชีวิตในความสัมพันธ์อย่างไร เราขาดทักษะในการดำเนินชีวิตไปบ้างหรือไม่” พบสังเขปดังนี้

–           ความแตกต่างในชีวิตของมนุษย์ พระเจ้าจงใจสร้างมนุษย์ให้มีความแตกต่างกัน มนุษย์แต่ละคนถูกสร้างให้เป็นเอกลักษณ์ไม่ซ้ำใครในโลก (unique) ที่เป็นเช่นนี้เพราะพระเจ้าต้องการให้มนุษย์ใช้ความแตกต่างในการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน มนุษย์จะหันหน้าเข้าหากัน รักกัน และมีความสัมพันธ์กับผู้อื่น เราจึงต้องเรียนรู้ถึงความแตกต่าง และยอมรับผู้อื่นที่แตกต่างจากตนเอง ผู้ที่ไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ในความแตกต่าง ก็จะดูถูกดูแคลนผู้อื่นและมักจะยึดตนเองเป็นศูนย์กลาง ไม่ยอมรับความคิดและการกระทำที่แปลกแยกจากตน ส่วนผู้ที่เข้าใจและยอมรับความแตกต่างได้ ความแตกต่างจะเป็นความงดงามของชีวิตและไม่ก่อให้เกิดความแตกแยก

–           นานาทัศนะหลายหลากมุมมอง สรรพสิ่งในโลกจะมีหลายด้าน หลายเหลี่ยม หลายมุมเสมอ มันขึ้นอยู่กับว่าเรายืนอยู่ที่จุดไหนมองเห็นด้านไหน และมันยังขึ้นอยู่กับการเลือกของเรา ที่เราจะเลือกคิด เลือกจะมอง เลือกจะพูด เลือกที่จะกระทำ ในการดำเนินชีวิตของเรา เราจึงต้องฝึกที่จะมองต่างมุม มองหลายๆด้าน และยอมที่จะเปลี่ยนจุดยืนบ้าง เพราะถ้าเรายืนอยู่ตรงจุดเดิมจุดเดียวเราจะเห็นเพียงสิ่งที่อยู่ตรงหน้า และมีทัศนะที่แคบ การที่คนๆหนึ่งจมอยู่กับทัศนะเดิมๆจะไม่มีการพัฒนาความคิดอ่าน และหลายๆครั้งสิ่งนี้เองเป็นสาเหตุทำให้เรามีความทุกข์ การเปลี่ยนจุดยืน เปลี่ยนมุมมองเสียบ้างอาจจะทำให้โลกของเราน่าอยู่และงดงามขึ้น

–           การรู้จักเป็นผู้ให้และเป็นผู้รับ แน่นอนที่สุดเราคงเคยได้ยินคำกล่าวที่ว่า “การให้มีความสุขมากกว่าการรับ” แต่ในชีวิตจริงเราจะเป็นผู้ให้อย่างเดียว หรือเป็นผู้รับอย่างเดียวไม่ได้ บางครั้งเราต้องเป็นผู้ให้ถ้าเราอยู่ในฐานะที่ให้ได้และต้องช่วยเหลือผู้อื่น บางครั้งเราต้องเป็นผู้รับเพราะถ้าเราเป็นผู้รับแล้วทำให้ผู้อื่นภูมิใจและมีความสุข เราก็ต้องเป็นผู้รับทั้งๆที่เราอาจจะไม่มีความจำเป็นที่ต้องรับด้วย ผู้สูงอายุหลายๆท่านไม่ยอมรับความช่วยเหลือดูแลเอาใจใส่จากลูกหลาน เพราะกลัวว่าตนเองจะเป็นภาระเป็นคนไร้ค่า แต่ความจริงแล้วที่ลูกหลานทำให้ ช่วยเหลือในเรื่องต่างๆเพราะมันถึงเวลาที่เราจะเป็นผู้รับแล้ว ใครที่ยอมรับความเป็นจริง และยอมให้ลูกหลานช่วยเหลือก็จะสามารถสัมผัสถึงความสุขความชื่นชมยินดีในการอยู่ร่วมกับลูกหลาน

ความจริงแล้ว ยังมีทักษะในการดำเนินชีวิตร่วมกันอีกมากมายที่เราจะต้องเรียนรู้ และเรียนรู้ไม่มีวันจบสิ้น เพราะเมื่อสถานการณ์เปลี่ยนคนเปลี่ยน เราจึงต้องปรับตัวเรียนรู้เพื่อความสงบสุขในการดำเนินชีวิตอยู่เสมอ.

จาก คุณพ่อเจ้าวัด

 

พระเจ้ายินดีเข้าร่วมทุกข์ร่วมสุขกับมนุษย์

ภาพของพระเยซูคริสตเจ้าองค์พระผู้เป็นเจ้าของเราผู้ไม่รู้จักบาป แต่ทรงเสด็จไปยังแม่น้ำจอร์แดนเป็นการแสดงองค์ขององค์พระผู้เป็นเจ้าอีกลักษณะหนึ่ง เพื่อประกาศความรักของพระเจ้าที่พร้อมที่จะยืนอยู่เคียงข้างมนุษย์ผู้เป็นคนบาปต่ำต้อย พระเจ้าซึ่งเสด็จมาบังเกิดเป็นมนุษย์ผู้ไม่มีบาป แต่เสด็จไปอยู่ร่วมกับประชาชนทั้งหลายที่ไปขอรับพิธีล้างจากท่านยอห์นบัปติสตา เพื่อแสดงถึงการเป็นทุกข์ถึงบาปสำนึกผิดกลับใจ เป็นการประกาศว่าพระเจ้ายินดีร่วมทุกข์ร่วมสุขกับมนุษย์ ยินดียอมรับสภาพของบาป ความเจ็บซ้ำอันเกิดจากบาปที่พระองค์ไม่ได้กระทำ พระองค์จะทำทุกวิถีทางที่ช่วยมนุษยชาติให้ได้รับความรอดพ้น ซึ่งนี่ก็คือพระประสงค์ของพระบิดาเจ้าสวรรค์ เป็นพันธกิจของพระเยซูคริสตเจ้าพระผู้ไถ่ซึ่งพระบิดาเจ้ารับรองด้วยเสียงจากสวรรค์ มีเสียงจากสวรรค์ว่า ท่านเป็นบุตรที่รักของเรา เป็นที่โปรดปรานของเรา (ลก.3:22)

การรับพิธีล้างที่แม่น้ำจอร์แดน เป็นจุดเริ่มต้นพันธกิจของพระเยซูคริสตเจ้า ในฐานะพระเมสสิยาห์พระผู้ไถ่ซึ่งประกาศกอิสยาห์ได้ให้ภาพพจน์ไว้ว่าพระเมสสิยาห์จะต้องเสด็จมาในฐานะผู้รับใช้ขององค์พระเจ้า เป็นมนุษย์เพื่อคนอื่นนั่นก็คือพระเจ้าทำการนี้ไม่ใช่เพื่อพระองค์เองแต่เพื่อมนุษยชาติ  นี่คือผู้รับใช้ของเรา ซึ่งเราเชิดชู เราเลือกเขาเพราะเราพอใจเขา เราให้จิตของเราแก่เขา เขาจะนำความยุติธรรมไปให้แก่นานาชาติ (อสย.42:1-2) พระเยซูคริสตเจ้าทรงเริ่มพันธกิจของพระองค์เช่นนี้ เพราะต้องการเป็นหนึ่งเดียว เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของมนุษยชาติอย่างแท้จริง เพื่อพระองค์จะได้สามารถเป็นสะพานเชื่อมสวรรค์กับแผ่นดิน พระเจ้ากับมนุษย์ ต่อไปนี้ความช่วยเหลือพระหรรษทานจากสวรรค์ลงมาสู่มนุษย์อย่างใกล้ชิด ผ่านทางพระเยซูคริสตเจ้า พระเจ้าแท้และมนุษย์แท้ซึ่งเป็นคนกลางระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบที่สุด ต่อไปนี้ไม่มีอะไรมาขวางกั้นความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับพระเจ้าอีกแล้ว เพราะมนุษย์สามารถมีความ สัมพันธ์กับพระเจ้าโดยทางพระเยซูคริสตเจ้าผู้เป็นพระเจ้าแท้และมนุษย์แท้ พระองค์เป็นอิมมานูเอลพระเจ้าซึ่งประทับอยู่ท่ามกลางเรา

การเริ่มต้นพันธกิจของพระเยซูคริสตเจ้า ทำให้เราต้องไตร่ตรองพันธกิจที่เราคริสตชนทุกคนได้รับโดยทางศีลล้างบาป ศีลล้างบาปทำให้เรามีชีวิตใหม่ในพระเจ้า เป็นสมาชิกของพระศาสนจักร และทำให้เราเป็นบุตรของพระเจ้า เราคริสตชนจะต้องดำเนินชีวิตอย่างไรในฐานะบุตรของพระเจ้า เราทราบจากการไขแสดงทางพระคัมภีร์ว่า พระเยซูคริสตเจ้าเริ่มต้นพันธกิจของพระองค์ ในฐานะผู้รับใช้ขององค์พระเจ้า เป็นมนุษย์เพื่อรักและรับใช้ผู้อื่น และสวรรค์ได้ยืนว่านี่เป็นพระประสงค์พระบิดาเจ้า โดยกล่าวว่าผู้นี้เป็นบุตรที่รักและโปรดปรานของเรา แน่นอนที่สุดถ้าเราคริสตชนต้องการเป็นบุตรที่พระเจ้าทรงรักและโปรดปราน เราจะต้องตอบ สนองการเรียกของพระองค์ให้มาเป็นบุตรของพระองค์ โดยปฏิบัติพันธกิจเช่นเดียวกับพระเยซูคริสตเจ้า เป็นคริสตชนเพื่อรักและรับใช้ผู้อื่นตามความสามารถตามบทบาทและหน้าที่ของเราที่มีอยู่ในสังคมวันนี้ ขอให้วันฉลองพระเยซูเจ้าทรงรับพิธีล้างที่แม่น้ำจอร์แดน เตือนใจเราให้ตระหนักถึงบทบาทหน้าที่ที่เราได้รับโดยทางศีลล้างบาป  ดำเนินชีวิตเป็นคริสตชนที่ดีเลียนแบบอย่างของพระเยซูคริสตเจ้าพระอาจารย์ของเรา นั่นก็คืออุทิศตนเป็นเครื่อง มือของพระเจ้าในการเสริมสร้างพระอาณาจักรของพระองค์ ด้วยการรักและรับใช้ผู้อื่น.

พระเจ้าสถิตกับท่าน

คุณพ่อ สมชาย อัญชลีพรสันต์

 

ประกาศ

  1. วันอาทิตย์นี้เป็นวันเด็กของวัดเรา หลังจากที่พระสงฆ์อวยพรและประกาศปิดพิธีแล้ว จะมีการอวยพรเด็กๆ ขอให้พี่น้องที่นำเด็กเล็กๆมาอยู่ตรงกลาง แล้วพ่อจะอวยพรและแจกของให้เด็กๆ
  2. วันอาทิตย์นี้ ขอให้ผู้ช่วยมิสซา ผู้ที่จะมาฝึกช่วยมิสซา และผู้ที่ปรารถนาอ่านพระคัมภีร์ร่วมกัน รวมกันที่ศาลาเรือนไทย หลังมิสซา เวลา 10.30 น. เพื่อหัดช่วยมิสซาและอ่านพระคัมภีร์ร่วมกัน
  3. วันอาทิตย์ที่ 20 ม.ค.  2019 ขอเชิญผู้อ่านบทอ่าน ผู้ที่ปรารถนาจะมาช่วยอ่านบทอ่าน และผู้ที่ปรารถนาที่จะอ่านพระคัมภีร์ร่วมกัน     รวมกันที่ศาลาเรือนไทยเพื่อจัดตารางเวลาและอ่านพระคัมภีร์ร่วมกัน
  4. พ่อยังสอนคำสอนผู้ใหญ่ทุกวันอาทิตย์หลังมิสซา

ผู้ที่สนใจที่จะมาทบทวนคำสอน และเรียนคำสอนเพื่อรับศีลล้างบาปสมัครได้ที่บ้านพักพระสงฆ์

  1. ทางวัดได้ทำเรื่องราวเกี่ยวกับการครบ 25 ปี ของวัดพระชนนีของพระเป็นเจ้า รังสิต ไว้บน YouTube

เชิญพี่น้องเข้าไปชมได้ โดยคลิ๊กลิ้งค์ข้างล่างนี้ครับ

 

คลิป Presentation โอกาสฉลอง 25 ปี วัดพระชนนีของพระเป็นเจ้า

สารวัด ฉบับที่ 151208 วันอาทิตย์ที่ 30 ธันวาคม ค.ศ. 2018

Tuesday, January 1st, 2019

บอกเล่าให้ฟัง

            ในช่วงเตรียมงานต่างๆ ในการฉลองคริสต์มาสและงานฉลองวัด พ่อเคยบอกกับพี่น้องแล้วว่ามีงานที่ต้องทำก่อน มีงานที่ต้องทำในวันงาน และมีงานที่ต้องทำหลังจากวันฉลองผ่านไปแล้ว ในช่วงเวลาอย่างนี้ พ่อยอมรับว่าพ่อมีความกังวลใจมากพอสมควร แต่ก็เป็นโอกาสที่ดีที่พ่อมีโอกาสได้รำพึงถึงสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นเป็นพิเศษ ได้มีโอกาสสวดภาวนามากขึ้นเช่นเดียวกัน ความวิตกกังวลใจเป็นวิสัยสามัญของมนุษย์ทุกคน แต่จะมีมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับแต่ละคน พ่อถามตนเองอยู่เสมอว่า ความวิตกกังวลมาจากไหน หมายถึงอะไร และทำไมเราต้องวิตกกังวลถึงเพียงนี้ คำตอบที่พ่อได้รับก็คือ หลายๆครั้งเราขาดความไว้วางใจในพระเป็นเจ้า และขาดความไว้วางใจในผู้ร่วมงานของเรา เพราะเราปรารถนาให้ทุกอย่างผ่านพ้นไปด้วยดีนั้นเอง แต่อย่างไรก็ตามเราก็ต้องระมัดระวัง เพราะความวิตกกังวลของเราจะทำให้ผู้ร่วมงานของเรารำคาญใจ เนื่องจากเราจะไปถามไถ่เรื่องนั้นเรื่องนี้อยู่เรื่อย ด้วยเหตุนี้ พ่อจึงถือโอกาสขอโทษพี่น้องหลายๆท่านที่ถูกพ่อรบกวนในเรื่องดังกล่าวนี้ด้วยใจจริง

ทำไมความวิตกกังวลใจจนเกินเลย จึงเป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงการขาดความไว้วางใจในพระเป็นเจ้า พ่อได้นั่งรำพึงต่อไปว่าพระเยซูคริสตเจ้าทรงสอนเราว่า “อย่ากังวลว่าจะเอาอะไรมากินจะเอาอะไรมาดื่ม อย่ากังวลใจถึงข้าวของของโลกนี้เลย จงดูหญ้าในทุ่งมันออกดอกสวยงาม ใครเป็นคนปลูกใครเป็นคนรดน้ำให้มัน นกในอากาศไม่ได้หว่านพืชแต่มันก็มีอาหารกินทุกวัน และมันจะไม่ตกลงมาตายแม้แต่ตัวเดียวถ้าพระบิดาไม่อนุญาติ” “อย่ากังวลถึงวันพรุ่งนี้เลยเพราะวันนี้ก็มีภาระมากพออยู่แล้ว”  พระวาจาของพระเจ้าตอนนี้และอีกหลายบทหลายตอนเตือนใจเราอยู่เสมอว่า พระเป็นเจ้าทรงห่วงใยเอาใจใส่คอยดูแลเราอยู่เสมอ เราสามารถฝากทุกสิ่งทุกอย่างไว้ในอ้อมพระหัตถ์ของพระองค์ แต่เรามนุษย์นี่แหละที่ไม่เชื่อมั่นวางใจในพระองค์ ซ้ำร้ายหลายๆครั้งเรายังจองหองคิดว่าตนเองเก่งและแน่ไปเสียทุกเรื่อง จนลืมไปว่าทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นและสำเร็จลงไปได้ด้วยดี เพราะมีพระเป็นเจ้าอยู่เบื้องหลังทั้งสิ้น ดังที่พระเยซูคริสตเจ้ากล่าวไว้ว่า “ถ้าท่านทำงานอะไรก็ตามสำเร็จเสร็จสิ้นแล้วจงบอกกับตนเองว่า ฉันเป็นเพียงผู้รับใช้สามัญ ฉันได้ทำตามหน้าที่เท่านั้น”

            ที่พ่อเขียนเรื่องเหล่านี้เล่าให้พวกเราฟัง เพราะทั้งในเวลาเริ่มต้นกิจ การและเวลาจบเรามักหลงลืมสิ่งสำคัญไป คือการสวดภาวนาด้วยความไว้วางใจในพระเป็นเจ้า  และการขอบพระคุณพระองค์เมื่อทุกอย่างสำเร็จเสร็จสิ้นลง ชีวิตของเราคริสตชนจะสามารถดำเนินไปอย่างสงบคงไม่พ้นการที่เราต้องวนเวียนกับเรื่องที่พ่อกล่าวถึงนี้คือวางใจในพระเป็นเจ้า และขอบพระคุณพระองค์อยู่เสมอในทุกสถานการณ์แห่งชีวิต โดยมีความเชื่อมั่นว่าพระองค์จะประทานทุกสิ่งให้เกิดขึ้นตามจังหวะเวลาที่เหมาะสม เรามนุษย์ต้องมีความไว้วางใจในพระองค์ ความไว้วางใจในพระองค์นี้ไม่ได้หมายความว่า เราจะนั่งงอมืองอเท้าไม่ต้องทำอะไรเดี๋ยวพระเป็นเจ้าจัดการเอง ตรงกันข้ามความไว้วางใจนี้จะต้องเกิดขึ้นหลังจากที่เราได้ออกแรงแสดงความพยายามสุดความสามารถแล้ว  เมื่อเป็นดังนี้พระเป็นเจ้าจะเป็นที่สงบใจเป็นป้อมปราการและโล่กำบังที่เข้มแข็งของเรา เราสามารถลี้ภัยอยู่ในพระองค์.

จาก คุณพ่อเจ้าวัด

 

ครอบครัวโรงเรียนแห่งชีวิต

ถ้าพิจารณามิติแห่งความเชื่อพระศาสนจักรสอนว่า “พ่อแม่เป็นครูคำสอนคนแรกของลูก” แต่เราพิจารณามิติโดยทั่วไปแล้วเราสามารถกล่าวได้ว่า “พ่อแม่เป็นครูแห่งชีวิตของลูก” เพราะเด็กๆเริ่มเรียนรู้ทุกอย่างในครอบครัว โดยพ่อแม่และผู้ใหญ่ในครอบครัวเป็นผู้สอน เราจึงกล่าวได้ว่าครอบครัวเป็นโรงเรียนแห่งชีวิต ซึ่งเราเริ่มต้นเรียนรู้จักชีวิตของมนุษย์จากครอบครัวว่า มนุษย์ต้องดำเนินชีวิตในความสัมพันธ์กับผู้อื่น บางครั้งเราต้องเป็นผู้รับตอนที่เราเป็นเด็กเล็กๆ เราต้องรับการเลี้ยงดูเอาใจใส่จากพ่อแม่และผู้ใหญ่ในบ้าน บางครั้งเราต้องเป็นผู้ให้เมื่อเราเติบโตขึ้นเราต้องช่วยเหลือผู้อื่นตามบทบาทหน้าที่ของเรา เราต้องเรียนรู้ที่จะรัก เสียสละ แบ่งปัน มีน้ำใจ และรู้จักวางใจคนรอบข้าง   สิ่งต่างเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่สำคัญที่จะต้องเกิดขึ้นในครอบครัว ซึ่งจะทำให้มนุษย์เรียนรู้ว่าความรัก ความเสียสละ ความมีน้ำใจที่จะช่วยเหลือเกื้อกูลกันและกัน เป็นปัจจัยที่การดำเนินชีวิตเป็นคนดี

สิ่งต่างๆที่กล่าวมาข้างต้นเป็นเหตุผลที่สำคัญ ทำให้เราทราบว่าทำไมพระเยซูคริสตเจ้าจึงทรงดำเนินชีวิตอยู่ในครอบครัว อยู่กับพระนางมารีย์และนักบุญโยเซฟเป็นเวลาถึง 30 ปีจึงออกเทศนาสั่งสอน เพราะบรรยากาศในครอบครัวนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญ ที่จะทำให้คนหนึ่งเติบโตขึ้นเป็นคนที่มีคุณภาพหรือไม่มีคุณภาพของสังคม เรื่องที่นักบุญลูกาบันทึกไว้ทำให้เราเห็นความสนใจเอาใจใส่ ในเรื่องศาสนาและการดำเนินในความ สัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่นของนักบุญโยเซฟและพระนางมารีย์ “โยเซฟพร้อมกับพระมารดาของพระเยซูเจ้า เคยขึ้นไปยังกรุงเยรูซาเล็มในเทศกาลปัสกาทุกปี” (ลก.2:41) “เพราะคิดว่า พระองค์ทรงอยู่ในหมู่ผู้ร่วมเดินทาง …..โยเซฟพร้อมกับพระนางมารีย์ตามหาพระองค์ในหมู่ญาติและคนรู้จัก” (ลก.2:44) ด้วยการดูแลอย่างดีด้วยความสนใจเอาใจใส่เช่นนี้ นักบุญลูกาจึงบันทึกไว้ด้วยประโยคที่ไพเราะเพื่อเป็นแบบอย่างให้กับครอบครัวว่า “พระเยซูเจ้าเสด็จกลับไปที่เมืองนาซาเร็ธกับบิดามารดา และเชื่อฟังท่านทั้งสอง…. พระเยซูเจ้าทรงเจริญขึ้นทั้งในพระปรีชาญาณ พระชนมายุ และพระหรรษทานเฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้า และต่อหน้ามนุษย์”(ลก.2:51-52)

เรื่องชีวิตในครอบครัวของพระเยซูคริสตเจ้าที่มีบันทึกไว้สั้นๆ ในพระวรสาร สะท้อนให้เราเห็นความสำคัญของครอบครัว  ครอบครัวแม้จะเป็นส่วนเล็กๆของสังคม แต่ก็มีบทบาทที่สำคัญในการสร้างคน ถ้าเราพิจารณาปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นในสังคมทุกวันนี้ เราจะพบว่าปัญหาแทบทุกชนิดมักจะมาจากครอบครัว ที่หน่วยใดหน่วยหนึ่งทำหน้าที่บกพร่องไป หรือไม่ได้ทำหน้าที่อย่างที่ควรจะทำ จึงส่งผลทำให้เด็กๆที่เติบโตมาจากครอบครัวที่บกพร่องเช่นนี้ มีความบกพร่องด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม จิตใจ จิตวิญญาณ ขึ้นอยู่กับคนไหนจะถูกกระทบด้านไหนมากที่สุด มักจะแสดงพฤติกรรมผิดปกติออกมาทางด้านนั้น ด้วยเหตุนี้ความสนใจเอาใจใส่ดูแลครอบครัว การสร้างบรรยากาศของครอบครัวให้อบอวลไปด้วยความรัก ความอบอุ่น และความศรัทธาจึงสำคัญ เพราะบรรยากาศเช่นนี้จะทำให้ครอบครัวของเรา มีส่วนช่วยสร้างคนที่มีคุณภาพมาสู่สังคมและพระศาสนจักร ขอให้ครอบครัวศักดิ์สิทธิ์เป็นแบบอย่างในการดูแลเอาใจใส่สร้างครอบครัวของเรา เพื่อลูกหลานจะได้เติบโตขึ้นด้วยพระปรีชาญาณและพระหรรษทาน เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าและต่อหน้ามนุษย์.

      พระเจ้าสถิตกับท่าน                                                    คุณพ่อ สมชาย อัญชลีพรสันต์

ประกาศ

  1. คืนวันจันทร์ที่ 31 ธ.ค. 2018 มิสซาเวลา 19.00 น.

เป็นมิสซาส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่

วันอังคารที่ 1 ม.ค. 2019 เป็นวัดฉลองวัดของเรา

มิสซารอบแรกเวลา 7.00 น.

มิสซาฉลองวัดเวลา 10.30 น.

พระคาร์ดินัล ฟรังซิสเวเวียร์ เกรียงศักดิ์ โกวิทวาณิช จะมาถึงเวลา  9.45 น. เชิญพี่น้องมาร่วมต้อนรับพระคุณเจ้า

 

 

  1. วันเสาร์ที่ 5 ม.ค.  2019 เป็นวันผู้สูงอายุของวัด

ขอเชิญผู้สูงอายุทุกท่านมาสว

บอกเล่าให้ฟัง

            ในช่วงเตรียมงานต่างๆ ในการฉลองคริสต์มาสและงานฉลองวัด พ่อเคยบอกกับพี่น้องแล้วว่ามีงานที่ต้องทำก่อน มีงานที่ต้องทำในวันงาน และมีงานที่ต้องทำหลังจากวันฉลองผ่านไปแล้ว ในช่วงเวลาอย่างนี้ พ่อยอมรับว่าพ่อมีความกังวลใจมากพอสมควร แต่ก็เป็นโอกาสที่ดีที่พ่อมีโอกาสได้รำพึงถึงสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นเป็นพิเศษ ได้มีโอกาสสวดภาวนามากขึ้นเช่นเดียวกัน ความวิตกกังวลใจเป็นวิสัยสามัญของมนุษย์ทุกคน แต่จะมีมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับแต่ละคน พ่อถามตนเองอยู่เสมอว่า ความวิตกกังวลมาจากไหน หมายถึงอะไร และทำไมเราต้องวิตกกังวลถึงเพียงนี้ คำตอบที่พ่อได้รับก็คือ หลายๆครั้งเราขาดความไว้วางใจในพระเป็นเจ้า และขาดความไว้วางใจในผู้ร่วมงานของเรา เพราะเราปรารถนาให้ทุกอย่างผ่านพ้นไปด้วยดีนั้นเอง แต่อย่างไรก็ตามเราก็ต้องระมัดระวัง เพราะความวิตกกังวลของเราจะทำให้ผู้ร่วมงานของเรารำคาญใจ เนื่องจากเราจะไปถามไถ่เรื่องนั้นเรื่องนี้อยู่เรื่อย ด้วยเหตุนี้ พ่อจึงถือโอกาสขอโทษพี่น้องหลายๆท่านที่ถูกพ่อรบกวนในเรื่องดังกล่าวนี้ด้วยใจจริง

ทำไมความวิตกกังวลใจจนเกินเลย จึงเป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงการขาดความไว้วางใจในพระเป็นเจ้า พ่อได้นั่งรำพึงต่อไปว่าพระเยซูคริสตเจ้าทรงสอนเราว่า “อย่ากังวลว่าจะเอาอะไรมากินจะเอาอะไรมาดื่ม อย่ากังวลใจถึงข้าวของของโลกนี้เลย จงดูหญ้าในทุ่งมันออกดอกสวยงาม ใครเป็นคนปลูกใครเป็นคนรดน้ำให้มัน นกในอากาศไม่ได้หว่านพืชแต่มันก็มีอาหารกินทุกวัน และมันจะไม่ตกลงมาตายแม้แต่ตัวเดียวถ้าพระบิดาไม่อนุญาติ” “อย่ากังวลถึงวันพรุ่งนี้เลยเพราะวันนี้ก็มีภาระมากพออยู่แล้ว”  พระวาจาของพระเจ้าตอนนี้และอีกหลายบทหลายตอนเตือนใจเราอยู่เสมอว่า พระเป็นเจ้าทรงห่วงใยเอาใจใส่คอยดูแลเราอยู่เสมอ เราสามารถฝากทุกสิ่งทุกอย่างไว้ในอ้อมพระหัตถ์ของพระองค์ แต่เรามนุษย์นี่แหละที่ไม่เชื่อมั่นวางใจในพระองค์ ซ้ำร้ายหลายๆครั้งเรายังจองหองคิดว่าตนเองเก่งและแน่ไปเสียทุกเรื่อง จนลืมไปว่าทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นและสำเร็จลงไปได้ด้วยดี เพราะมีพระเป็นเจ้าอยู่เบื้องหลังทั้งสิ้น ดังที่พระเยซูคริสตเจ้ากล่าวไว้ว่า “ถ้าท่านทำงานอะไรก็ตามสำเร็จเสร็จสิ้นแล้วจงบอกกับตนเองว่า ฉันเป็นเพียงผู้รับใช้สามัญ ฉันได้ทำตามหน้าที่เท่านั้น”

            ที่พ่อเขียนเรื่องเหล่านี้เล่าให้พวกเราฟัง เพราะทั้งในเวลาเริ่มต้นกิจ การและเวลาจบเรามักหลงลืมสิ่งสำคัญไป คือการสวดภาวนาด้วยความไว้วางใจในพระเป็นเจ้า  และการขอบพระคุณพระองค์เมื่อทุกอย่างสำเร็จเสร็จสิ้นลง ชีวิตของเราคริสตชนจะสามารถดำเนินไปอย่างสงบคงไม่พ้นการที่เราต้องวนเวียนกับเรื่องที่พ่อกล่าวถึงนี้คือวางใจในพระเป็นเจ้า และขอบพระคุณพระองค์อยู่เสมอในทุกสถานการณ์แห่งชีวิต โดยมีความเชื่อมั่นว่าพระองค์จะประทานทุกสิ่งให้เกิดขึ้นตามจังหวะเวลาที่เหมาะสม เรามนุษย์ต้องมีความไว้วางใจในพระองค์ ความไว้วางใจในพระองค์นี้ไม่ได้หมายความว่า เราจะนั่งงอมืองอเท้าไม่ต้องทำอะไรเดี๋ยวพระเป็นเจ้าจัดการเอง ตรงกันข้ามความไว้วางใจนี้จะต้องเกิดขึ้นหลังจากที่เราได้ออกแรงแสดงความพยายามสุดความสามารถแล้ว  เมื่อเป็นดังนี้พระเป็นเจ้าจะเป็นที่สงบใจเป็นป้อมปราการและโล่กำบังที่เข้มแข็งของเรา เราสามารถลี้ภัยอยู่ในพระองค์.

จาก คุณพ่อเจ้าวัด

 

ครอบครัวโรงเรียนแห่งชีวิต

ถ้าพิจารณามิติแห่งความเชื่อพระศาสนจักรสอนว่า “พ่อแม่เป็นครูคำสอนคนแรกของลูก” แต่เราพิจารณามิติโดยทั่วไปแล้วเราสามารถกล่าวได้ว่า “พ่อแม่เป็นครูแห่งชีวิตของลูก” เพราะเด็กๆเริ่มเรียนรู้ทุกอย่างในครอบครัว โดยพ่อแม่และผู้ใหญ่ในครอบครัวเป็นผู้สอน เราจึงกล่าวได้ว่าครอบครัวเป็นโรงเรียนแห่งชีวิต ซึ่งเราเริ่มต้นเรียนรู้จักชีวิตของมนุษย์จากครอบครัวว่า มนุษย์ต้องดำเนินชีวิตในความสัมพันธ์กับผู้อื่น บางครั้งเราต้องเป็นผู้รับตอนที่เราเป็นเด็กเล็กๆ เราต้องรับการเลี้ยงดูเอาใจใส่จากพ่อแม่และผู้ใหญ่ในบ้าน บางครั้งเราต้องเป็นผู้ให้เมื่อเราเติบโตขึ้นเราต้องช่วยเหลือผู้อื่นตามบทบาทหน้าที่ของเรา เราต้องเรียนรู้ที่จะรัก เสียสละ แบ่งปัน มีน้ำใจ และรู้จักวางใจคนรอบข้าง   สิ่งต่างเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่สำคัญที่จะต้องเกิดขึ้นในครอบครัว ซึ่งจะทำให้มนุษย์เรียนรู้ว่าความรัก ความเสียสละ ความมีน้ำใจที่จะช่วยเหลือเกื้อกูลกันและกัน เป็นปัจจัยที่การดำเนินชีวิตเป็นคนดี

สิ่งต่างๆที่กล่าวมาข้างต้นเป็นเหตุผลที่สำคัญ ทำให้เราทราบว่าทำไมพระเยซูคริสตเจ้าจึงทรงดำเนินชีวิตอยู่ในครอบครัว อยู่กับพระนางมารีย์และนักบุญโยเซฟเป็นเวลาถึง 30 ปีจึงออกเทศนาสั่งสอน เพราะบรรยากาศในครอบครัวนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญ ที่จะทำให้คนหนึ่งเติบโตขึ้นเป็นคนที่มีคุณภาพหรือไม่มีคุณภาพของสังคม เรื่องที่นักบุญลูกาบันทึกไว้ทำให้เราเห็นความสนใจเอาใจใส่ ในเรื่องศาสนาและการดำเนินในความ สัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่นของนักบุญโยเซฟและพระนางมารีย์ “โยเซฟพร้อมกับพระมารดาของพระเยซูเจ้า เคยขึ้นไปยังกรุงเยรูซาเล็มในเทศกาลปัสกาทุกปี” (ลก.2:41) “เพราะคิดว่า พระองค์ทรงอยู่ในหมู่ผู้ร่วมเดินทาง …..โยเซฟพร้อมกับพระนางมารีย์ตามหาพระองค์ในหมู่ญาติและคนรู้จัก” (ลก.2:44) ด้วยการดูแลอย่างดีด้วยความสนใจเอาใจใส่เช่นนี้ นักบุญลูกาจึงบันทึกไว้ด้วยประโยคที่ไพเราะเพื่อเป็นแบบอย่างให้กับครอบครัวว่า “พระเยซูเจ้าเสด็จกลับไปที่เมืองนาซาเร็ธกับบิดามารดา และเชื่อฟังท่านทั้งสอง…. พระเยซูเจ้าทรงเจริญขึ้นทั้งในพระปรีชาญาณ พระชนมายุ และพระหรรษทานเฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้า และต่อหน้ามนุษย์”(ลก.2:51-52)

เรื่องชีวิตในครอบครัวของพระเยซูคริสตเจ้าที่มีบันทึกไว้สั้นๆ ในพระวรสาร สะท้อนให้เราเห็นความสำคัญของครอบครัว  ครอบครัวแม้จะเป็นส่วนเล็กๆของสังคม แต่ก็มีบทบาทที่สำคัญในการสร้างคน ถ้าเราพิจารณาปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นในสังคมทุกวันนี้ เราจะพบว่าปัญหาแทบทุกชนิดมักจะมาจากครอบครัว ที่หน่วยใดหน่วยหนึ่งทำหน้าที่บกพร่องไป หรือไม่ได้ทำหน้าที่อย่างที่ควรจะทำ จึงส่งผลทำให้เด็กๆที่เติบโตมาจากครอบครัวที่บกพร่องเช่นนี้ มีความบกพร่องด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม จิตใจ จิตวิญญาณ ขึ้นอยู่กับคนไหนจะถูกกระทบด้านไหนมากที่สุด มักจะแสดงพฤติกรรมผิดปกติออกมาทางด้านนั้น ด้วยเหตุนี้ความสนใจเอาใจใส่ดูแลครอบครัว การสร้างบรรยากาศของครอบครัวให้อบอวลไปด้วยความรัก ความอบอุ่น และความศรัทธาจึงสำคัญ เพราะบรรยากาศเช่นนี้จะทำให้ครอบครัวของเรา มีส่วนช่วยสร้างคนที่มีคุณภาพมาสู่สังคมและพระศาสนจักร ขอให้ครอบครัวศักดิ์สิทธิ์เป็นแบบอย่างในการดูแลเอาใจใส่สร้างครอบครัวของเรา เพื่อลูกหลานจะได้เติบโตขึ้นด้วยพระปรีชาญาณและพระหรรษทาน เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าและต่อหน้ามนุษย์.

พระเจ้าสถิตกับท่าน                                                   

คุณพ่อ สมชาย อัญชลีพรสันต์

 

ประกาศ

  1. คืนวันจันทร์ที่ 31 ธ.ค. 2018 มิสซาเวลา 19.00 น.

เป็นมิสซาส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่

วันอังคารที่ 1 ม.ค. 2019 เป็นวัดฉลองวัดของเรา

มิสซารอบแรกเวลา 7.00 น.

มิสซาฉลองวัดเวลา 10.30 น.

พระคาร์ดินัล ฟรังซิสเวเวียร์ เกรียงศักดิ์ โกวิทวาณิช จะมาถึงเวลา  9.45 น. เชิญพี่น้องมาร่วมต้อนรับพระคุณเจ้า

 

  1. วันเสาร์ที่ 5 ม.ค.  2019 เป็นวันผู้สูงอายุของวัด

ขอเชิญผู้สูงอายุทุกท่านมาสวดภาวนา และร่วมมิสซาด้วยกัน

มิสซาเวลา 10.00 น. หลังมิสซามีพบปะสังสรรค์ทานอาหารร่วมกัน

  1. วันอาทิตย์ที่ 6 ม.ค. 2019  เป็นวันอาทิตย์ต้นเดือนหลังมิสซามีโปรดศีลล้างบาปเด็ก ผู้ที่ปรารถนานำเด็กมารับศีลล้างบาปให้กรอกข้อมูลและนำมาส่งล่วงหน้า
  2. วันอาทิตย์ที่ 13 ม.ค. 209 ขอให้ผู้ช่วยมิสซา ผู้ที่จะมาฝึกช่วยมิสซา และผู้ที่ปรารถนาอ่านพระคัมภีร์ร่วมกัน รวมกันที่ศาลาเรือนไทย หลังมิสซา เวลา 10.30 น. เพื่อหัดช่วยมิสซาและอ่านพระคัมภีร์ร่วมกัน
  3. พ่อยังสอนคำสอนผู้ใหญ่ทุกวันอาทิตย์หลังมิสซา

ผู้ที่สนใจที่จะมาทบทวนคำสอน และเรียนคำสอนเพื่อรับศีลล้างบาปสมัครได้ที่บ้านพักพระสงฆ์สวดภาวนา และร่วมมิสซาด้วยกัน

 

สารวัด ฉบับที่ 51205 วันอาทิตย์ที่ 9 ธันวาคม ค.ศ. 2018

Sunday, December 9th, 2018

บอกเล่าให้ฟัง

            แรงบันดาลจากพระวาจาของพระเจ้าในบูชาขอบพระคุณประจำ วันธรรมดา ก่อนที่จะสิ้นปีพิธีกรรมของพระศาสนจักร ในช่วงเวลาที่กล่าวถึงนี้ พระศาสนจักรนำเอาพระวาจาของพระเจ้า จากหนังสือวิวรณ์และพระวรสารนักบุญลูกามาเล่าให้ฟังเพื่อเตือนใจเราทุกๆคน หนังสือวิวรณ์กล่าวถึงความยิ่งใหญ่ของลูกแกะของพระเจ้า การเสด็จมาของบุตรแห่งมนุษย์ กำหนดเวลาแห่งการเก็บเกี่ยว พระยุติธรรมพระเจ้าที่จะปรากฏมา และการล่มสลายของบรรดามหาอำนาจและความยิ่งใหญ่ทางโลก พระวรสารนักบุญลูกากล่าวถึงความพินาศของนครเยรูซาเล็มซึ่งเป็นความภาคภูมิใจของชาวยิว เหตุการณ์ก่อนวันสิ้นพิภพ การเบียดเบียนต่างๆที่จะเกิดขึ้นกับคนของพระเยซูคริสตเจ้า และในที่สุดความชั่วร้ายความอธรรมทั้งหลายจะต้องพ่ายแพ้ พระสิริรุ่งโรจน์พระยุติธรรมของพระเจ้าก็จะปรากฏมา

พี่น้องพระศาสนจักรจัดพิธีกรรมเช่นนี้ มิได้มีความประสงค์ที่จะขู่ให้เรากลัว แต่มีความประสงค์ให้เราย้อนไปดูเหตุการณ์ในอดีต เพื่อเราจะได้เข้าใจสัจธรรมแห่งชีวิตมากขึ้น ผู้ยิ่งใหญ่ในอดีตเวลานี้อยู่ที่ไหน อาณาจักรมหาอำนาจอันเกรียงไกรเป็นอย่างไร ความรุ่งเรืองที่เป็นความภูมิใจของผู้คนในสมัยนั้นไปไหนเสียแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นอนิจจัง มันจะต้องเป็นเช่นนี้ตามกาลเวลา มีเวลารุ่งเรืองก็มีเวลาดับสูญไป แต่ใยมนุษย์ไม่สำนึกหลายคนยังหลงอยู่ในอำนาจวาสนาของตนเอง บางคนยังหลงระเริงอยู่กับความสนุกสนานทางโลก ยอมให้กิเลสตัญหา ความโกรธ ความโลภ ความหลง มันชักนำไปจนจะถึงปลายทางชีวิตอยู่แล้ว พระเยซูคริสตเจ้าเตือนว่าประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยเหมือนสมัยของโนอาห์ และสมัยของโลท คนมัวแต่กินดื่มสนุกสนานจนความพินาศมาถึงแล้วตั้งตัวไม่ทัน ที่จริงสิ่งที่พระวาจาของพระเจ้ากล่าวถึงก็เหมือนชีวิตของหลายๆคนที่กำลังดำเนินอยู่เวลานี้ บางคนพบกับคำว่าสายไปเสียเกินไป สิ่งที่อยากทำยังไม่ได้ทำ สิ่งต้องเตรียมยังไม่ได้เตรียม หรือบางคนก็ทำอะไรดูขำๆ เพราะสิ่งที่ต้องทำมาตั้งนานแล้วไม่ทำ แต่ทำเวลานี้ที่ทำไปแล้วไม่มีประโยชน์อะไรเลย อีกหลายๆคนอาจจะกำลังนึกเสียดายเวลาที่ผ่านไป ทำงานกันจนแทบจะล้มประดาตาย แต่ในที่สุดเงินทองที่หามาได้ก็ต้องมาจ่ายเป็นค่ารักษาตัวที่โรงพยาบาล อนิจจาคนที่ใช้ชีวิตไม่เป็นก็จะเป็นเช่นนี้

            เราอย่าปล่อยให้ชีวิตของเราโลดแล่นอยู่ในวังวนของอวิชา ต้องใช้ชีวิตอย่างมีสติรอบคอบสำนึกรู้อยู่เสมอ สายตาคอยจับจ้องอยู่ที่เครื่องหมายแห่งกาลเวลาที่พระเจ้าประทานให้ อ่านให้ออก และเข้าใจความหมายแห่งความเป็นจริงของโลกที่อยู่ตรงหน้าเรา เมื่อเป็นเช่นนี้การหมุนเวียนเปลี่ยนไปของเทศกาลต่างๆในรอบปีพิธีกรรม ก็จะช่วยเราให้เข้าใจสัจธรรมความจริงแห่งชีวิตที่เกิดขึ้นอยู่เสมอทุกๆวัน มีความกระตือรือร้นในการดำเนินชีวิตใช้ชีวิตอย่างรอบคอบ คุ้มค่ากับวันเวลาซึ่งเป็นของประทานจากพระเจ้า จนถึงวันที่พระเยซูคริสตเจ้าเสด็จกลับมาอีกครั้งหนึ่ง ในวันนั้นจะเป็นวันชื่นชมยินดีสำหรับเรา เพราะเราจะสามารถยืนอยู่ต่อหน้าพระพักตร์ของพระองค์ด้วยความเชื่อมั่นว่า เราได้ทำทุกอย่างสุดกำลังความสามารถแล้ว และทำตามที่พระเยซูคริสตเจ้าเคยบอกกับเราล่วงหน้าว่า “ท่านทั้งหลายจงยืนตรงเงยหน้าขึ้นเพราะความชื่นชมยินดีมาถึงท่านทั้งหลายแล้ว”

จาก คุณพ่อเจ้าวัด

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

เสียงตะโกนจากถิ่นทุรกันดาร

เมื่อคิดถึงถิ่นทุรกันดารทำให้เราคิดถึงความทุกข์ยากลำบาก ความแล้งแค้น ภยันตรายต่างๆ คิดถึงแดนเนรเทศที่ชาวอิสราเอลเคยอยู่ ยามที่พวกเขาตกเป็นเมืองขึ้นของชนชาติอื่น ในเทศกาลเตรียมรับเสด็จพระคริสตเจ้า พระวาจาของพระเจ้ากล่าวถึงเสียงร้องจากถิ่นทุรกันดาร มีเสียงของผู้ที่ร้องในถิ่นทุรกันดารว่า จงเตรียมทางขององค์พระผู้เป้นเจ้า จงเตรียมทางเดินของพระองค์ให้ตรงเถิด(ลก.3:4) ภาพของหุบเหว ทางเดินที่คดเคี้ยวขรุขระกันดารและอันตราย เป็นสภาพของชีวิตมนุษย์หลังจากที่มนุษย์ตกในบาปแล้ว ความมืดมนของชีวิตเงาแห่งความตายเข้าปกคลุม    เสียงของยอห์นบัปติสตาที่ส่งเสียงออกมาจากสภาพอันน่าทุเรศทุรังของมนุษย์อย่างนี้ จึงเป็นเสียงแห่งความหวังที่บ่งบอกให้มนุษย์ทราบว่า พระเจ้าทรงซื่อสัตย์ต่อพันธสัญญา ที่ทำไว้กับมนุษย์ว่าจะช่วยมนุษย์ให้รอดพ้น เทศกาลเตรียมรับเสด็จพระคริสตเจ้าจึงเป็นเทศกาลแห่งความหวัง

ยอห์นบัปติสตาส่งเสียงออกมาว่า จงเตรียมทางขององค์พระผู้เป็นเจ้า…..ให้ตรง….หุบเขา…. ถมให้เต็ม….ภูเขาและเนิน….ปรับให้ต่ำลง…ทางคดเคี้ยว….เป็นทางตรง…ทางขรุขระ…ทำให้ราบเรียบ(ลก.3:4-5) เสียงนี้เป็นเสียงเตือนให้มนุษย์หันกลับมาสำรวจความเป็นจริงของชีวิตของตนเอง เทศกาลนี้จึงเป็นเทศกาลแห่งการกลับใจด้วย โดยเริ่มจากการเผชิญหน้ากับถิ่นทุรกันดาร ความทุเรศทุรัง ความมืดมน ซึ่งเป็นความเป็นจริงแห่งชีวิต การกลับใจจะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้ามนุษย์ยังยึดติดกับสภาพเดิมๆ ไม่รู้สึกรู้สมกับความน่ารังเกียจ ความเจ็บซ้ำซึ่งเกิดจากบาปที่ตนทำ ไม่ยอมรับความเป็นจริงแห่งชีวิตของตน สภาพเช่นนี้เป็นสภาพที่อันตรายและจะเป็นทางนำมนุษย์ไปสู่ความหายนะ ซึ่งนักบุญยอห์นอัครสาวกได้กล่าวถึงตั้งแต่เริ่มต้นพระวรสารของท่าน แสงสว่างแท้คือองค์พระวจนาตถ์ส่องสว่างเข้ามาในโลกแล้ว แต่โลกไม่ต้อนรับพระองค์ พระวจนาตถ์ประทับอยู่ในโลกและโลกถูกสร้าง โดยอาศัยพระองค์แต่โลกไม่รู้จักพระองค์ (ยน.1:10) มนุษย์ที่ไม่กล้าเผชิญหน้ากับความเป็นจริงของตน เขาจะดำเนินชีวิตแบบเดิมๆ ชีวิตจะจมอยู่ในความมืดมนต่อไป และยิ่งวันจะยิ่งจมลึกลงไปเรื่อย จนไม่มีโอกาสเห็นแสงสว่างแห่งธรรม จนกระทั่งต้องถึงแก่ความพินาศตลอดนิรันดร

แล้วมนุษย์ทุกคนจะเห็นความรอดพ้นจากพระเจ้า(ลก.3:6) คำกล่าวของท่านยอห์นบัปติสตาแสดงนัยสำคัญแห่งการกลับใจใช้โทษ ท่านบอกให้ถมหุบเหวปรับทางที่คดเคี้ยวขรุขระให้ตรงและราบเรียบ นั่นแสดงว่าเราต้องพิจารณาสภาพชีวิตของเรา เราจะยอมอยู่ในสภาพความมืดมนแห่งชีวิตอีกนานเท่าไร เราจะหลงอยู่ในวังวนแห่งความผิดหลง การเหินห่างจากพระเจ้าอีกนานเท่าใด เสียงร้องจากถิ่นทุรกันดารบอกกับเราว่า เราต้องพยายามหาทางหลุดพ้นจากสภาพที่ย่ำแย่ และจะนำเราไปสู่ความหายนะ โดยการฟังเสียงของพระเจ้า พระวาจาของพระเจ้าที่ออกมาจากถิ่นทุรกันดาร สามารถเยียวยารักษาทุกสิ่ง ถ้าเราฟังพระวาจานั้นแล้วน้อมรับและปฏิบัติตาม ด้วยความสุภาพถ่อมตนยอมรับความเป็นจริงแห่งชีวิต ว่าแท้ที่จริงแล้วเราเป็นคนอ่อนแอ ต้องการพระเมตตาจากพระเจ้าเพื่อช่วยเหลือเยียวยารักษา การฟังเสียงของพระเจ้า น้อมรับ และวอนขอพระเมตตาของพระองค์ช่วยเหลือเช่นนี้ จะทำให้เราทุกคนพบกับความรอดพ้นที่พระเจ้าทรงนำมาให้.

 พระเจ้าสถิตกับท่าน

                                คุณพ่อ สมชาย อัญชลีพรสันต์

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

ประกาศ 

  1. ขอจิตอาสาแสดงละครคริสตมาส เด็ก-เยาวชน-ผู้ใหญ่ ครูเบญจ์จะมาเริ่มซ้อมแล้ว และนัดซ้อมเป็นครั้งๆไป ลงชื่อได้ที่คุณเล็ก
  2. ในช่วงวันคริสต์มาส-วันฉลองวัด ทางวัดจะจัดกิจกรรมหลายอย่าง พี่น้องท่านใดมีความประสงค์จะช่วยทางวัดในด้านปัจจัยต่างๆที่จะใช้ในงานอาทิ ของขวัญในวันคริสตมาส อาหารที่จะเลี้ยงกันในวันครอบครัว และเลี้ยงสัตบุรุษในวันฉลองวัด ให้มาติดต่อหรือมอบได้ที่คุณพ่อเจ้าวัด ผอ.สภา อภิบาล และบริจาคได้ที่ตู้ทานกลางวัด
  3. ขอให้เด็กๆ ที่อายุไม่เกิน 18 ปี บริบูรณ์ ลงชื่อ เพื่อสอยดาวรับของขวัญในคืนวันที่ 24 ธ.ค. ได้ที่หน้าวัด
  4. ครอบครัวใดต้องการเชิญพระกุมาร และคณะนักขับร้องไปร้องเพลงอวยพรที่บ้าน ให้ลงชื่อ ที่อยู่เบอร์โทรศัพท์และที่สังเกตที่ชัดเจนได้ที่หน้าวัด
  5. วันอาทิตย์นี้ ประชุมสภาภิบาล หลังมิสซาเวลา 10.30 น. ขอเชิญคณะกรรมการสภาภิบาลที่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการแล้ว เข้าร่วมประชุมโดยพร้อมเพรียง
  1. วันอาทิตย์นี้ ขอให้ผู้ช่วยมิสซา ผู้ที่จะมาฝึกช่วยมิสซา และผู้ที่ปรารถนาอ่านพระคัมภีร์ร่วมกัน รวมกันที่ศาลาเรือนไทย หลังมิสซา เวลา 10.30 น. เพื่อหัดช่วยมิสซาและอ่านพระคัมภีร์ร่วมกัน
  2. วันอาทิตย์ที่ 16 ธ.ค. 2018 ขอเชิญผู้อ่านบทอ่าน ผู้ที่ปรารถนาจะมาช่วยอ่านบทอ่าน และผู้ที่ปรารถนาที่จะอ่านพระคัมภีร์ร่วมกัน รวมกันที่ศาลาเรือนไทยเพื่อจัดตารางเวลาและอ่านพระคัมภีร์ร่วมกัน

สารวัด ฉบับที่ 151204 วันอาทิตย์ที่ 2 ธันวาคม ค.ศ. 2018

Sunday, December 2nd, 2018

บอกเล่าให้ฟัง

            ในที่สุด ปีพิธีกรรมของพระศาสนจักรก็จบลง เวลาผ่านไปเร็วเหลือเกิน จำได้ว่าสมัยพ่อเป็นเด็กๆ พ่อก็คิดแบบเด็กๆ ช่วงนี้จะเป็นช่วงเวลาที่พ่อมีความสุขมากๆ เพราะเป็นช่วงเวลาที่ใกล้วันฉลองรื่นเริงอยู่หลายวัน วันฉลองคริสต์มาส วันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ และวันฉลองปีใหม่ สมัยพ่อเป็นเด็กๆ พ่อไม่เคยคิดถึงเวลาผ่านพ้นไปเลย แต่พออายุมากขึ้นเริ่มขึ้นเลข 3 เลข 4 และเลข 5 ปลายๆ พ่อรู้สึกว่าเรากำลังนับถอยหลังกับเวลาที่เหลืออยู่บนโลกใบนี้ การนับถอยหลังนี้เราจะสังเกตเห็นว่าเวลามันผ่านไปเร็วเหลือเกิน หลายๆคนอาจจะคิดว่ามันเป็นเพียงความรู้สึก มันก็จริงอยู่ครับ เวลามันก็ผ่านไปตามปกติเหมือนเดิมที่เคยเป็น แต่ทำไมความรู้สึกของเราจึงเป็นเช่นนี้ พ่อคิดว่าเรากำลังคิดถึงเวลาในโลกนี้ที่เหลืออยู่น้อยลงไปทุกวินาที ทุกนาที ทุกวัน ทุกเดือน ทุกปี  เหมือนเวลาที่เราเข้าสอบตอนใกล้จะหมดเวลาแล้วเรายังตอบคำถามไม่เสร็จ แม้เราจะปรารถนาจะหยุดเวลาให้รอเราให้ทำทุกสิ่งที่เราคิดว่าจะทำให้เสร็จสมดังตั้งใจ แต่เราก็หยุดมันไม่ได้มันก็ยังคงเคลื่อนผ่านเราไปจนถึงวินาทีสุดท้ายปลายชีวิต

            เมื่อเวลาผ่านไปแล้วเราไม่สามารถย้อนมันกลับมาได้อีก กิจการที่เราทำก็เช่นเดียวกัน เมื่อเราทำไปแล้วเราก็ไม่สามารถย้อนกลับไปแก้ไขเพิ่มเติมอะไรได้อีก เพราะฉะนั้นจึงมีความคิดเช่นนี้เกิดขึ้นในความคิดคำนึงของเราอยู่บ่อยๆ “ถ้ารู้อย่างนี้นะฉันจะทำอย่างนั้นอย่างนี้ในเวลานั้น” แต่ความคิดเช่นนี้เป็นความคิดที่สายไปเสียแล้ว ถึงแม้ว่าเราจะไม่สามารถย้อนเวลากลับไปในอดีต เพื่อทำในสิ่งที่เราอยากทำแก้ไขในสิ่งที่เราอยากแก้ไข เพิ่มเติมในสิ่งที่เราอยากเพิ่มเติมได้ แต่เราสามารถเริ่มต้นใหม่ได้เสมอตราบเท่าที่เรายังมีเวลาบนโลกใบนี้ พวกชาวโรมันที่เคยยิ่งใหญ่ในอดีตเขาสอนลูกหลานว่า “การเริ่มต้นที่ดีก็เท่ากับว่าเราทำสำเร็จไปครึ่งหนึ่งแล้ว” พ่อคิดว่าสุภาษิตของชาวโรมันบทนี้ให้ข้อคิดและความจริงแก่เราไม่น้อย แต่นั่นต้องหมายความว่าเราต้องเอาจริงเอาจังในความคิดและการกระทำ ไม่ใช่คนท่าดีทีเหลว พระเยซูคริสตเจ้าทรงสอนเราให้เราให้คิดอย่างรอบคอบก่อนที่เราจะทำอะไร ไม่เช่นนั้นแล้วเมื่อลงมือทำเราอาจทำไม่สำเร็จ พระองค์สอนเช่นนี้คงไม่ได้มุ่งประเด็นไปที่ความสำเร็จเท่านั้น แต่พระองค์คงปรารถนาให้เราคิดด้วยว่าสิ่งใดควรทำสิ่งใดไม่ควรทำ และจะส่งผลกระทบอย่างไรถึงใครหรือไม่

            พี่น้อง เราขึ้นศกใหม่แห่งปีพิธีกรรมของพระศาสนจักรแล้ว เรามีความตั้งใจอะไรดีๆที่จะเริ่มต้นใหม่บ้าง มีอะไรที่เราต้องปรับปรุงแก้ไขหรือเปล่า หรือเราปรารถนาจะพัฒนาเรื่องอะไรในชีวิตของเราให้ดีขึ้นบ้างไหม สิ่งต่างๆเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่สำคัญในการเริ่มต้น เพื่อพัฒนาชีวิตของเราให้ดีขึ้น เวลาทุกวินาทีเป็นของประทานจากพระเจ้า เราจึงไม่ควรปล่อยเวลาให้ผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์ จงเร่งทำงานในขณะที่เป็นกลางวันแห่งชีวิต เพราะเมื่อเวลากลางคืนแห่งชีวิตมาถึงเราจะทำอะไรไม่ได้อีก พระศาสนจักรจัดให้มีเทศกาลต่างๆในรอบปีให้มีการหมุนเวียนมาบรรจบครบรอบ เพื่อให้เราได้มีโอกาสไตร่ตรอง เรื่องที่สำคัญๆอันเป็นสาระของชีวิตนั่นเอง.

            จาก คุณพ่อเจ้าวัด

                                 ****************************************************************************

จงเตรียมพร้อมอยู่เสมอเพราะท่านไม่รู้วันเวลา

       วันอาทิตย์นี้ เราเริ่มต้นปีใหม่ทางพิธีกรรมของพระศาสนจักร ซึ่งเริ่มจากเทศกาลเตรียมรับเสด็จพระคริสตเจ้า พระวาจาของพระเจ้าได้กล่าวถึงเครื่อง หมายแห่งกาลเวลาหลายๆอย่างที่น่าสนใจ ทุกสิ่งทุกอย่างจะถึงกาลอวสานและบุตรแห่งมนุษย์จะเสด็จมาด้วยพระอานุภาพ และพระสิริรุ่งโรจน์อันยิ่งใหญ่ “จะมีเครื่องหมายในดวงอาทิตย์…บนแผ่นดินจะทนทุกข์ทรมาน…..เสียงทะเลที่ปั่นป่วน….บุตรแห่งมนุษย์เสด็จมาในก้อนเมฆ ทรงพระอานุภาพและพระสิริรุ่งโรจน์ยิ่งใหญ่” (ลก.21:25-27) พระเจ้าทรงรักมนุษยชาติสุดพรรณนา จนกระทั่งพยายามทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อมนุษยชาติจะได้รับความรอดพ้น ทุกๆเวลาในชีวิตพระองค์ประทานเครื่องหมายแห่งกาลเวลาแก่เรา วันเวลาผ่านไปอย่างไม่หวนคืน ฤดูกาลผลัดเปลี่ยนหมุนเวียน ภัยธรรมชาติยิ่งทียิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเมื่อพิจารณาแล้วมันไม่ต่างจากที่พระคัมภีร์กล่าวถึงเท่าไรนักฯลฯ สิ่งต่างๆเหล่านี้ล้วนเป็นเครื่องหมายแห่งกาลเวลาที่พระเจ้าประทานให้กับเรา

        พระวาจาของพระเจ้า เตือนใจเราให้เราพยายามอ่านเครื่องหมายแห่งกาล เวลาเหล่านี้ “จงมองดูต้นมะเดื่อและต้นไม้ทั้งหลายเถิด เมื่อมันแตกใบอ่อน ท่านย่อมรู้ว่าฤดูร้อนใกล้เข้ามาแล้ว” (ลก.21:29-30) อุปมาที่พระเยซูคริสตเจ้ากล่าวถึงต้องการปลุกจิตสำนึกของพวกเราทุกคนว่า “ทำไมมนุษย์สามารถทำอะไรได้หลายสิ่งหลายอย่าง แม้กระทั่งหยั่งทราบฟ้าดินแต่ไม่ใช้ความสามารถเหล่านี้อ่านเครื่องหมายแห่งกาลเวลา” ความพยายามในการสังเกตเครื่องหมายแห่งกาลเวลาอ่านให้ออกทำความเข้าใจ จะทำให้เราให้เข้าใจสัจธรรมความจริงของชีวิตและสรรพสิ่งในโลก ความเข้าใจนี้จะทำให้เราดำเนินชีวิตอย่างรอบคอบ ไม่หลงเพลินไปกับความสนุกสนาน ความงดงามฉาบฉวยภายนอก เพราะการหลงเพลินกับสิ่งเหล่านี้ จุดจบของมันคือความหายนะ “จงระวังไว้ให้ดี อย่าปล่อยใจของท่านให้หมกมุ่นอยู่ในความสนุกสนานรื่นเริง ความเมามายและความกังวลถึงชีวิตนี้ มิฉะนั้น วันนั้นจะมาถึงท่านอย่างฉับพลันเหมือนบ่วงแร้ว (ที่ดักเราไว้)” (ลก.21:34-35)

       “ท่านทั้งหลายจงตื่นเฝ้าอธิษฐานภาวนาอยู่ตลอดเวลาเถิด”(ลก.21:36) การตื่นเฝ้าอธิษฐานภาวนาที่พระเยซูคริสตเจ้าทรงสอน คงไม่ใช่การถือสายประคำสวด การท่องบทสวดทั้งวัน หรือการเฝ้าศีลทั้งวันทั้งคืน แต่เป็นการตั้งตนเองอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าอยู่เสมอ และทำกิจการทุกอย่างเพื่อถวายเกียรติแด่พระองค์ แน่นอนที่สุดกิจการที่สามารถถวายเกียรติแด่พระเจ้าต้องเป็นกิจการที่ดีและเป็นที่พอพระทัยพระองค์ การกระทำเช่นนี้เป็นการดำเนินชีวิตอย่างรอบคอบ เป็นการเตรียมตัวให้พร้อมอยู่เสมอที่จะต้อนรับองค์พระเยซูคริสตเจ้า เมื่อพระองค์จะเสด็จมาในวันเวลาที่เราไม่คาดคิด ฉะนั้นเราต้องระวังเรื่องการเข้าใจผิด หลายๆคนเข้าใจความหมายของการสวดภาวนาแคบเกินไป คิดว่าคือการท่องบทสวด เฝ้าศีล ฯลฯ จนกระทั่งละเลยกิจการที่มีคุณค่าอื่นๆ อาทิ การแสดงความรักความเมตตาต่อเพื่อนพี่น้อง ซึ่งเป็นสาระสำคัญของพิพากษา อีกหลายคนก็เตรียมโน้นเตรียมนี่มากมายตามคำร่ำลือ แต่สิ่งที่สำคัญกับไม่ได้เตรียม นั่นก็การมั่นทำคุณงามความดีอยู่เสมอ คนที่เข้าใจผิดอย่างนี้จะไม่ได้รับความรอดพ้น ขอให้พระวาจาของพระเจ้าทำให้เราเข้าใจและเตรียมตัวอย่างดีอย่างถูกต้อง และเมื่อวันนั้นมาถึง เราจึงจะสามรถไปยืนอยู่เฉพาะพระพักตร์บุตรแห่งมนุษย์ได้ด้วยความชื่นชมยินดี.

พระเจ้าสถิตกับท่าน

คุณพ่อ สมชาย อัญชลีพรสันต์

*********************************************************************************

ประกาศ

  1. ขอจิตอาสาแสดงละครคริสต์มาส เด็ก-เยาวชน-ผู้ใหญ่

ครูเบญจ์จะมาเริ่มซ้อมแล้ว และนัดซ้อมเป็นครั้งๆไป ลงชื่อได้ที่คุณเล็ก

  1. ในช่วงวันคริสต์มาส-วันฉลองวัด

ทางวัดจะจัดกิจกรรมหลายอย่าง พี่น้องท่านใดมีความประสงค์จะช่วยทางวัดในด้านปัจจัยต่างๆที่จะใช้ในงาน อาทิ ของขวัญ  ในวันคริสต์มาส อาหารที่จะเลี้ยงกันในวันครอบครัว และเลี้ยงสัตบุรุษในวันฉลองวัด ให้มาติดต่อหรือมอบได้ที่คุณพ่อเจ้าวัด ผอ.สภาอภิบาล และบริจาคได้ที่ตู้ทานกลางวัด

  1. ขอให้เด็กๆ ที่อายุไม่เกิน 18 ปี บริบูรณ์

ลงชื่อ เพื่อสอยดาวรับของขวัญในคืนวันที่ 24  ธ.ค. ได้ที่หน้าวัด

  1. ครอบครัวใดต้องการเชิญพระกุมาร และคณะนักขับร้อง

ไปร้องเพลงอวยพรที่บ้าน ให้ลงชื่อ ที่อยู่เบอร์โทรศัพท์ และที่สังเกตที่ชัดเจนได้ที่หน้าวัด

  1. วันอาทิตย์ที่ 9 ธ.ค. 2018 ประชุมสภาภิบาล

หลังมิสซาเวลา 10.30 น. ขอเชิญคณะกรรมการสภาภิบาลที่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการแล้ว เข้าร่วมประชุมโดยพร้อมเพรียง

  1. วันอาทิตย์ที่ 9 ธ.ค. 2018 ขอให้ผู้ช่วยมิสซา ผู้ที่จะมาฝึกช่วยมิสซา และผู้ที่ปรารถนาอ่านพระคัมภีร์ร่วมกัน รวมกันที่ศาลาเรือนไทย หลังมิสซา เวลา 10.30 น.  เพื่อหัดช่วยมิสซาและอ่านพระคัมภีร์ร่วมกัน
  1. ประกาศ แต่งงาน

ระหว่าง               ยอห์นบัปติสตา อนุวัตร เกษกรรณ์

บุตร                    นาย สมร และมารีอา วรรณา เกษกรรณ์

กับ                           นางสาว เสมอเหมือน โลหะกิจ

บุตรี                        นาย สมาน และนาง สมศรี โลหะกิจ

จะทำพิธีแต่งงานวันเสาร์ที่ 8 ธ.ค. 2018 ผู้ใดทราบว่าทั้งสองมีข้อขัดขวางใดๆในการแต่งงาน ต้องแจ้งให้คุณพ่อเจ้าอาวาสทราบ

สารวัด ฉบับที่ 151203 วันอาทิตย์ที่ 25 พฤศจิกายน ค.ศ. 2018

Tuesday, November 27th, 2018

บอกเล่าให้ฟัง

         ชีวิตบนโลกเปรียบเหมือนการเดินทาง และเราก็กำลังเข้าใกล้ที่หมายเข้าไปทุกที นั่นคือความตายซึ่งเป็นปลายทางของชีวิตบนโลกใบนี้ คนที่ดำเนินชีวิตอย่างรอบคอบจะพยายามก้าวไปข้างหน้าด้วยความระมัด ระวัง โดยพิจารณาไตร่ตรองถึงสัจธรรมความจริงที่อยู่ตรงหน้า “ชีวิตเดินทางมาจนถึงวัยนี้แล้ว ย่อมเหลือเวลาอีกไม่มากเท่าไร” คนที่เดินทางชีวิตด้วยความรอบคอบและเข้าใจในสัจธรรมอย่างนี้ ย่อมไม่ปล่อยเวลาไปให้สูญเปล่า แต่จะพยายามใช้ชีวิตของตนให้มีคุณค่ามากที่สุด ทำให้ชีวิตของตนอยู่ในความทรงจำที่ดีๆน่าประทับใจของผู้คน ในช่วงนี้พ่อได้นำรูปของคุณพ่อ มาร์แซล แปร์เรย์ ไปตั้งไว้ในวัดตลอดเดือนพฤศจิกายน เพื่อพวกเราจะได้คิดถึงท่านเป็นพิเศษในเดือนที่เราคิดถึงผู้ล่วงลับ พี่น้องครับ คุณพ่อ มาร์แซล แปร์เรย์ท่านไม่เพียงเป็นผู้ที่มาบุกเบิก ก่อตั้งชุมชนแห่งความเชื่อวัดพระชนนีของพระเป็นเจ้าแห่งนี้เท่านั้น แต่ชีวิตของท่านยังมีคุณค่ามากมายในความทรงจำของผู้คนรอบข้างอีกด้วย ในคณะสงฆ์แห่งอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ และสัตบุรุษวัดแม่พระลูกประคำ (กาลหว่าร์) คงไม่ใครลืมเลือนพระสงฆ์นักฟังแก้บาปท่านนี้ไปได้ ในหมู่คนด้อยโอกาสแถบๆวัดแม่พระลูกประคำ (กาลหว่าร์) ก็คงไม่มีใครลืมเลือนผู้ให้ด้วยใจกว้างผู้นี้ไปได้เช่นกัน พ่อเคยอยู่กับท่าน 3 ปี วันหนึ่งพ่อนึกเป็นห่วงท่าน เพราะท่านเดินออกไปข้างนอกเข้าเงินไปฝากธนาคาร พ่อจึงเดินไปดูอยู่ห่างๆแต่มีเสียงมาจากด้านหลังบอกพ่อว่า “พ่อไม่ต้องเป็นห่วงท่านหรอกนะเพราะไม่มีใครทำร้ายพ่อพระของคนยากคนนี้แน่นอน” พี่น้องนี่งัยครับ คนที่ใช้ชีวิตเป็นที่พยายามใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า และความดีงามในชีวิตของท่าน ยังอยู่ประทับตราตรึงในใจของผู้คนอย่างไม่รู้เลือน

เมื่อคิดถึงเรื่องเหล่านี้ พ่อคิดว่ามันน่าเสียดายนะที่หลายๆคนใช้ชีวิตไม่เป็น อยู่มาจนถึงยามเย็นของชีวิตแล้วยังไม่เคยทำเรื่องดีๆไว้ให้คนอื่นจดจำไว้บ้างเลย คุณพ่อฟรังซิสเซเวียร์ สุทศ ประมวลพร้อม ท่านแต่งบทสวดยามเย็นของชีวิต ท่านได้แต่งบางช่วงบางตอนไว้อย่างน่าอ่านรำพึงว่า “โปรดอย่าให้ข้าพเจ้าหลงลืมความจริง ที่พระองค์ไขแสดงให้ทราบมาแล้ว โปรดอย่าให้ข้าพเจ้าเข้าใจอะไรได้ยาก เพราะข้าพเจ้ามีประสบการณ์มามาก” พ่อเชื่อว่าถ้าเราดำเนินชีวิตด้วยความรอบคอบในทุกย่างก้าวแห่งชีวิต พยายามพิจารณาไตร่ตรองเหตุการณ์ต่างๆ ซึ่งเป็นเครื่องหมายแห่งกาลเวลาที่พระเจ้าประทานให้ และยอมรับมัน เราก็จะสามารถเข้าถึงสัจธรรมความจริงแห่งชีวิตได้อย่างถ่องแท้  เมื่อเข้าใจสัจธรรมความจริงแห่งชีวิตอย่างถ่องแท้แล้ว ชีวิตของเราก็จะสงบไม่ยึดติดกับสิ่งที่เป็นอนิจจังของโลก ชีวิตคนเราเมื่อเดินทางมาถึงยามเย็นของชีวิตน่าจะถึงพร้อมในสัจธรรมความจริงแห่งชีวิต แต่น่าเวทนาหลายๆคนยังคงดิ้นรนแก่งแย่งแข่งขัน กอบโกยไม่รู้จักพอ ยังเอารัดเอาเปรียบผู้อื่นอยู่เลย ถามว่าจะทำไปเพื่ออะไรพ่อคิดว่าคงจะตอบกับตนเองไม่ได้  เพราะว่าหลายๆคนก็ยังไม่เข้าใจว่าตนเองต้องการอะไรในชีวิตกันแน่ เนื่องมาจากไม่ยอมรับในสัจธรรมความจริงแห่งชีวิต และไม่เคยคิดอย่างถ่องแท้จริงๆสักครั้ง แต่ชีวิตบนโลกใบนี้ยังคงดำเนินต่อไปจนถึงที่หมายสุดท้ายของมันคือความตาย บุคคลเหล่านี้จะเป็นบุคคลที่น่าสงสารเป็นยิ่งเพราะชีวิตของพวกเขาจะไม่ได้เหลือคุณงามความดีไว้ให้ใครจดจำ ตายแล้วจึงตายจากไม่มีอะไรเหลืออยู่ในความทรงจำดีๆของใครทั้งสิ้น.

จาก คุณพ่อเจ้าวัด

++++++++++++++++++++++++++

  ใครเป็นกษัตริย์ที่แท้จริงของเรา

กษัตริย์หมายถึง ผู้ปกครองประชากรของประเทศหรืออาณาจักร การเป็นกษัตริย์ที่สมบูรณ์แบบจะต้องมีอาณาจักรปกครอง ด้วยเหตุนี้เวลาที่ปีลาตถามพระเยซูคริสตเจ้าว่า ท่านเป็นกษัตริย์ของชาวยิวหรือ” (ยน.18:33) พระองค์จึงตอบว่า “อาณาจักรของเราไม่ได้เป็นของโลกนี้” (ยน.18:36) พระองค์ตอบเช่นนี้ต้องการจะบอกว่า พระองค์เป็นกษัตริย์จริง แต่เป็นกษัตริย์ที่ปกครองอาณาจักรฝ่ายจิตหรืออาณาจักรสวรรค์ ซึ่งเป็นอาณาจักรแห่งความศักดิ์สิทธิ์ ความรัก ความยุติธรรม ความชื่นชมยินดี และสันติสุข ในโอกาสที่พระศาสนจักรสมโภชพระเยซูเจ้ากษัตริย์แห่งสากลจักรวาล พระศาสนจักรต้องการตั้งคำถามให้เราไตร่ตรองว่า “ใครเป็นกษัตริย์ของเรา” คำถามนี้ไม่ใช่คำถามเกี่ยวกับประเทศหรืออาณาจักรฝ่ายโลก แต่เป็นคำถามเกี่ยวกับฝ่ายจิต เราอยู่ในช่วงสิ้นปีพิธีกรรม เวลาผ่านไปแล้วอีกหนึ่งปี เราผ่านชีวิต เรื่องราว และ ผู้คนมากมาย เราจึงต้องหันกลับมาทบทวนดูว่า อะไรที่มีอิทธิพลเหนือจิตใจเรา ครอบครองหรือปกครองจิตใจเราอยู่

“ไม่มีผู้ใดเป็นข้าสองเจ้าบ่าวสองนายได้ เขาจะชังนายคนหนึ่งและรักนายอีกคนหนึ่ง เขาจะจงรักภักดีต่อนายคนหนึ่ง และดูหมิ่นนายอีกคนหนึ่ง ท่านทั้งหลายจะปรนนิบัติรับใช้พระเจ้าและเงินทองพร้อมกันไม่ได้” (ลก.16:13) สิ่งที่พระเยซูคริสตเจ้าตรัสไว้ คือความจริงที่เกิดขึ้นในชีวิตของเรา ชนชาติอิสราเอลประชากรของพระเจ้า ทราบดีว่าองค์พระเจ้าเป็นกษัตริย์ของพวกเขา และพระองค์ทรงแต่งตั้งโมเสสให้เป็นปกครองดูแลพวกเขาแทนพระองค์ แต่เมื่อโมเสสขึ้นไปรับพระบัญญัติบนภูเขาซีนาย และค้างอยู่บนนั้นหลายวัน พวกเขานำเงินทองโลหะที่มีมาหล่อหลอมทำรูปวัว แห่กันรอบค่ายพร้อมกับประกาศว่า “นี่เป็นพระเจ้าที่นำพวกเขาออกจากประเทศอียิปต์” เพราะฉะนั้นเมื่อเผชิญหน้ากับคำถามที่ว่า “ใครเป็นกษัตริย์ของเรา” เราอย่าเพิ่งแน่ใจว่าคำตอบคือพระเยซูคริสตเจ้า เพราะในปีหนึ่ง เราผ่านเรื่องราว ผ่านงาน ผ่านคน และผ่านชีวิตสับสนวุ่นวายมามากมาย เราแน่ใจแล้วหรือว่าเรายังคงซื่อสัตย์ในความเชื่อ พระเยซูคริสตเจ้ายังคงเป็นเอกในชีวิตของเรา เราได้จัดความสำคัญให้พระเจ้าเป็นอัน ดับที่หนึ่งในชีวิตของเรา

จากคำตรัสของพระเยซุคริสตเจ้าในพระวรสารนักบุญลูกา แสดงให้เราเห็นชัดเจนว่าหลายคนเปลี่ยนใจ เขายอมให้ทรัพย์สินเงินทองเป็นพระเจ้า เป็นกษัตริย์ครอบครองจิตใจของเขาไปแล้ว บางคนอาจจะกำลังลังเลสงสัยเพราะกำลังเผชิญกับปัญหาต่างๆ ขอแล้วไม่ได้ดั่งใจ หรืออีกหลายคน ก็อาจจะยังไม่เคยมีพระเจ้าเป็นกษัตริย์ครองใจเลยก็เป็นได้ เพราะการเป็นคริสตชนสำหรับคนประเภทนี้ เป็นเพียงสิ่งที่ได้รับมาจากบรรพบุรุษ และปฏิบัติตามๆกันมาโดยไม่คิดที่จะแสวงหาความเข้าใจในความเชื่อที่ลึกซึ้ง คนพวกนี้จึงไม่มาร่วมบูชาขอบพระคุณ ไม่ปฏิบัติศาสนกิจ อีกหลายคนก็มาบ้างไม่มาบ้างหรือมาปีละครั้งสองครั้งในเทศ กาลคริสตมาสและปัสกา ยิ่งกว่านั้นหลายคนปฏิบัติทุกอย่างดูดีไปหมดแต่ไม่เข้าใจอะไรเลย นี่เองจึงเป็นเหตุผลที่สำคัญที่พระศาสนจักรเชิญชวน ให้เราไตร่ตรองชีวิตคริสตชนอย่างจริงจังถึงความเชื่อ ความสัมพันธ์กับพระเจ้า เพื่อเราจะได้สามารถกลับใจทันท่วงที เพราะพระเยซูคริสตเจ้าจะเสด็จมาในฐานะกษัตริย์ผู้พิพากษาในวันเวลาที่เราไม่คาดคิด ถ้าวันนั้นมาถึงในขณะที่เรามีพระองค์เป็นกษัตริย์ครองใจเรา เราจะพบกับพระองค์ด้วยความชื่นชมยินดี.

พระเจ้าสถิตกับท่าน

                                                  คุณพ่อ สมชาย อัญชลีพรสันต์

++++++++++++++++++++++++++++++

ประกาศ

  1. ขอจิตอาสาแสดงละครคริสต์มาส เด็ก-เยาวชน-ผู้ใหญ่ ครูเบญจ์จะมาเริ่มซ้อมแล้ว และนัดซ้อมเป็นครั้งๆไป ลงชื่อได้ที่คุณเล็ก
  2. ในช่วงวันคริสต์มาส-วันฉลองวัด ทางวัดจะจัดกิจกรรมหลายอย่าง พี่น้องท่านใดมีความประสงค์จะช่วยทางวัดในด้านปัจจัยต่างๆที่จะใช้ในงาน อาทิ ของขวัญในวันคริสต์มาส อาหารที่จะเลี้ยงกันในวันครอบครัว และเลี้ยงสัตบุรุษในวันฉลองวัด ให้มาติดต่อหรือมอบได้ที่คุณพ่อเจ้าวัด ผอ.สภาอภิบาล และบริจาคได้ที่ตู้ทานกลางวัด
  3. ขอให้เด็กๆ ที่อายุไม่เกิน 18 ปี บริบูรณ์ ลงชื่อ เพื่อสอยดาว รับของขวัญในคืนวันที่ 24 ธ.ค. ได้ที่หน้าวัด
  4. ครอบครัวใดต้องการเชิญพระกุมาร และคณะนักขับร้องไปร้องเพลงอวยพรที่บ้าน ให้ลงชื่อ ที่อยู่เบอร์โทรศัพท์และที่สังเกตที่ชัดเจนได้ที่หน้าวัด
  1. วันอาทิตย์ที่ 9 ธ.ค. 2018 ประชุมสภาภิบาล หลังมิสซาเวลา30 น. ขอเชิญคณะกรรมการสภาภิบาลที่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการแล้ว เข้าร่วมประชุมโดยพร้อมเพรียง
  2. วันอาทิตย์นี้ เป็นวันกระแสเรียก ผู้ที่ปรารถนาที่จะบริจาคเพื่อช่วยสนับสนุนกระแสเรียก สามารถบริจาคได้ที่ตู้ทานกลางวัด
  3. ประกาศแต่งงาน

ระหว่าง    ยอห์นบัปติสตา อนุวัตร เกษกรรณ์

บุตร         นาย สมร และมารีอา วรรณา เกษกรรณ์

กับ           นางสาว เสมอเหมือน โลหะกิจ

บุตรี        นาย สมาน และนาง สมศรี โลหะกิจ

จะทำพิธีแต่งงานวันเสาร์ที่ 8 ธันวาคม 2018   ผู้ใดทราบว่าทั้งสองมีข้อขัดขวางใดๆ ในการแต่งงานต้องแจ้งให้คุณพ่อเจ้าอาวาสทราบ