สารวัด ฉบับที่ 838 วันอาทิตย์ที่ 7 กุมภาพันธ์ 2553 อาทิตย์ที่ 5 เทศกาลธรรมดา

บอกเล่าให้ฟัง

ในการทำงานอภิบาลพระสงฆ์มีหน้าที่นำความชุ่มชื่นใจมาให้สัตบุรุษ พ่อมาอยู่วัดพระชนนีของพระเป็นเจ้าประมาณ 8 เดือนแล้วพ่อบอกได้เพียงว่าพ่อจะพยายามสุดความสามารถ และต้องอาศัยความร่วมมือจากพี่น้องด้วยเช่นเดียวกัน การพยายามจัดเตรียมพิธีกรรมอย่างดีให้เหมาะสมกับการนมัสการถวายเกียรติ์แด่พระเป็นเจ้า การจัดให้มีกิจศรัทธาต่างๆ ตามเทศกาลและวันเวลาที่เหมาะสม อาทิเดือนแม่พระจัดให้มีการสวดสายประคำตามบ้านหรือสวดหน้าถ้ำแม่พระ เวลาปิดเดือนแม่พระจัดให้มีแห่แม่พระ เทศกกาลเตรียมรับเสด็จพระคริสตเจ้ามีการเชิญพระกุมารไปอวยพรตามบ้านร้องเพลงคริสตมาส เมื่อถึงเวลาฉลององค์อุปถัมภ์ของวัดก็พยายามจัดเตรียมอย่างสง่างามฯลฯ พ่อคิดว่าสิ่งต่างๆเหล่านี้เป็นสิ่งที่นำความชุ่มชื่นใจมาให้กับทุกๆคนในชุมชนแห่งความเชื่อ แต่ทั้งนี้และทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับความร่วมมือร่วมอกร่วมใจของบรรดาสัตบุรุษด้วย

พี่น้องจะเห็นว่าสิ่งที่พ่อกล่าวถึงไม่มีอะไรใหม่เลย ขอเพียงเราใส่ใจและร่วมมือกันเราจะสามารถสร้างความมีชีวิตชีวาให้กับวัดของเรา ดังนั้นการทำให้วัดหรือชุมชนแห่งความเชื่อมีชีวิตชีวาไม่จำเป็นต้องสร้างโน้นสร้างนี่ หรือทำอะไรใหม่เสมอไป ตรงกันข้ามคนที่ชอบสร้างธรรมเนียมปฏิบัติใหม่ๆอยู่ตลอดเวลาหรือพยายามตัดโน้นต่อนี่ก็เป็นสิ่งที่น่ากลัว เพราะในระยะยาวจะเกิดผลอย่างไรเป็นภาระให้กับใครหรือไม่ก็ไม่ทราบ ทุกอย่างมีเวลาของมันอย่างเหมาะสมปัญญาจารย์กล่าวไว้เช่นนี้ เพราะท่านเป็นผู้ที่เข้าใจชีวิตของมนุษย์และความเป็นไปของสรรพสิ่งอย่างถ่องแท้ เพราะฉะนั้นการเร่งเวลาหรือปฏิกิริยาใดๆจึงไม่มีความจำเป็น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะเป็นคนเฉื่อยแฉะไม่ทำอะไร ตรงกันข้ามเราต้องพยายามผลักดันพัฒนาทุกๆอย่างไปตามจังหวะเวลาของมัน

วันเวลาเปลี่ยนยุคสมัยเปลี่ยนความต้องการของคนก็เปลี่ยนด้วย บางอย่างในเวลานั้นอาจจะดีแต่เวลานี้อาจจะไม่เหมาะไปเสียแล้ว ความต้องการความคิดใหม่ๆเกิดขึ้นตามยุคตามสมัยอยู่เสมอ บางอย่างต้องตามให้ทัน แต่บางอย่างไม่จำเป็นต้องตามก็ได้เพราะมันไม่ใช่สิ่งดีงามอะไร เมื่อของเก่าดีอยู่แล้วก็ควรรักษาไว้ สรุปแล้วเราต้องพยายามเท่าทันโลกเท่าทันชีวิตไม่เช่นนั้นเราจะเป็นคนหลงยุคหรือไม่ก็ตกยุคไปเลย ที่พ่อเขียนเรื่องนี้ขึ้นมาให้พี่น้องอ่าน เพราะพ่อไม่ต้องการให้สัตบุรุษของพ่อเป็นเหมือนเด็กที่เห่อของเล่นใหม่ตลอดเวลาพอเบื่อแล้วก็ทิ้งแล้วพ่อแม่ต้องตามเก็บ เราจะต้องเป็นคนที่มีสติมั่นทำอะไรด้วยความสำนึกรู้มีวิจารณญาณไม่เฮไหนเฮนั่นเห็นเขาทำก็ทำบ้างโดยไม่ดูความเป็นจริงของตนเองเลย แน่นอนที่สุดถ้าเราพยายามทำทุกสิ่งทุกอย่างที่ดีงามด้วยความสำนึกรู้ สิ่งที่เราทำก็จะนำประโยชน์และความชุ่มชื่นใจมาให้กับผู้คน

จากคุณพ่อเจ้าวัด

แล่นเรือออกไปที่ลึก

พระเยซูคริสตเจ้าตรัสว่า “จงแล่นเรือออกไปที่ลึกและหย่อนอวนลงจับปลาเถิด” (ลก.5:4) สิ่งที่พระเยซูคริสตเจ้าบอกให้นักบุญเปโตรทำถ้ามองกันตามประสามนุษย์แล้ว มันเป็นสิ่งที่ไม่น่าเสี่ยงที่จะทำตามเลยเพราะนักบุญเปโตรเป็นชาวประมงมืออาชีพแต่พระเยซูคริสตเจ้าเป็นลูกช่างไม้ แต่นักบุญเปโตรเสี่ยงที่จะทำตาม “พระอาจารย์พวกเราทำงานหนัก……แต่จับปลาไม่ได้เลย แต่….พระองค์มีพระดำรัส ข้าพเจ้าก็จะลงอวน” (ลก.5:5) สิ่งที่นักบุญเปโตรทำนั้นแสดงให้เห็นประสบการณ์ความเชื่อที่แฝงเร้นอยู่ในจิตใจของท่าน แน่นอนที่สุดท่านคงไม่ได้พบพระเยซูคริสตเจ้าเป็นครั้งแรกแต่ท่านคงได้ยินได้ฟังคำสอน และคงจะเห็นกิจการหลายอย่างที่พระองค์กระทำด้วยท่านจึงกล้าเสี่ยงที่จะเหนื่อยฟรีและทำตามพระดำรัส การทำตามพระดำรัสนี้ทำให้เกิดผลมากมายและเพิ่มพูนความเชื่อความวางใจของท่านและเพื่อนๆขึ้นอีก

ชีวิตคริสตชนเป็นการเสี่ยง เป็นการดำเนินตามพระประสงค์ของพระเป็นเจ้า คำเชื้อเชิญและการเรียกของพระองค์ด้วยความเชื่อและความวางใจ เรากำลังเสี่ยงกับสิ่งที่เรามองไม่เห็น สัมผัสไม่ได้ และยังไม่บรรลุผลสมบูรณ์ อาทิ ฉันมาวัดวันอาทิตย์แทนที่จะไปเที่ยวที่อื่นเพื่ออะไร ฉันสวดภาวนา ฉันทำกิจการดีงามมากมายแสดงความรักความเมตตาและให้อภัย แล้วฉันได้อะไรขึ้นมา บางครั้งเรามองไปที่คนอื่นที่ไม่ดีไม่น่ารักเลยก็ยิ่งน่าตกใจดูเหมือนว่าเขามีชีวิตที่มีความสุขและดีกว่าเรา พระวาจาของพระเจ้า พระสัญญาของพระองค์ จะเป็นความจริงหรือ สวรรค์อยู่ที่ไหนเราไม่เคยเห็น เราจะสามารถมั่นใจในสิ่งเหล่านี้ได้ต่อเมื่อเรามีประสบการณ์แห่งความเชื่อ การมีประสบการณ์แห่งความเชื่อหมายถึงการที่คนหนึ่งเข้าไปสัมผัสลิ้มรสความดีงาม และการประทับอยู่ของพระเป็นเจ้าด้วยตัวเอง โดยทางการปฏิบัติตามพระวาจา การมาร่วมมิสซาบูชาขอบพระคุณ การสวดภาวนา การทำกิจศรัทธาและการทำความดีต่างๆ ถ้าสิ่งต่างๆเหล่านี้เป็นการกระทำด้วยใจและตามความเป็นจริง บุคคลที่กระทำจะต้องเกิดปีติภายในมีความสุข และนี่เป็นประสบการณ์แห่งความเชื่อที่จะทำให้เรากล้าเสี่ยงในการติดตามองค์พระเยซูคริสตเจ้า

การแล่นเรือออกไปในที่ลึก เป็นสัญลักษณ์ของการพัฒนาความเชื่อของเราคริสตชน ที่เราจะต้องกล้าเสี่ยงในการติดตามพระเยซูคริสตเจ้าแบกกางเขนของตนแล้วตามพระองค์ไป เป็นการพัฒนาความเชื่อของตนให้ลึกซึ้งมากขึ้นทุกๆวันท่ามกลางอุปสรรค์ ปัญหาต่างๆ และความอ่อนแอของตนเอง เช่นเดียวกับประกาศกอิสยาห์ นักบุญเปาโล และนักบุญเปโตร ทุกท่านล้วนรู้ถึงความจำกัดของตนเอง ไม่แน่ใจ แต่ด้วยความเชื่อและวางใจที่แฝงเร้นอยู่จิตใจของพวกท่าน ทำให้พวกท่านกล้าเสี่ยงที่จะตอบสนองการเรียกหรือพระประสงค์ของพระเป็นเจ้า จึงทำให้ชีวิตของพวกท่านมีคุณค่าและเกิดผลมากมาย ขอให้พระวาจาของพระเจ้าในวันนี้ทำให้พวกเราเดินในหนทางของพระเจ้าด้วยความมั่นใจและมีความสุขเพราะถึงแม้จะเป็นการเสี่ยงแต่ก็เป็นการเสี่ยงแบบคุ้มสุดคุ้ม

พระเจ้าสถิตกับท่าน
คุณพ่อ สมชาย อัญชลีพรสันต์

ประกาศ

  1. วันอาทิตย์ที่ 14 ก.พ. 2010 เป็นวันตรุษจีน มีมิสซาฉลองตรุษจีน และจะมีพิธีเสกและแจกส้มหลังมิสซา และก่อนมิสซาจะมีพระสงฆ์ที่พูดภาษาเวียดนามได้มาฟังแก้บาปเชิญชาวเวียดนามมารับศีลอภัยบาปด้วย
  2. วันพุธที่ 17 ก.พ. 2010 เป็นวันพุธรับเถ้าเริ่มต้นเทศกาลมหาพรต เชิญพี่น้องมาร่วมมิสซาเสกและโปรยเถ้าเวลา 19.00 น. ด้วย และในวันนี้คริสตชนที่มีอายุตั้งแต่ 14 ปีบริบูรณ์ขึ้นไปต้องอดเนื้อ คริสตชนที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไปจนถึง 59 ปีบริบูรณ์ต้องอดอาหาร การอดอาหาร หมายถึง การรับทานอาหารอิ่มเพียงมื้อเดียว
  3. ขอให้พี่น้องเอาใบลานเก่ามาคืนที่วัด เพื่อจะได้นำไปเผาทำเถ้าเสกสำหรับโปรยในวันพุธรับเถ้า
  4. ผู้ที่ใช้เส้นทางเข้าออกประตูวิทยาเขตด้านหลังวัด กรุณาแจ้งชื่อและทะเบียนรถที่คุณไพโรจน์ เพื่อทำสติกเกอร์

Tags: , ,

'งดแสดงความคิดเห็น'.