ฉบับที่ 976 วันอาทิตย์ที่ 30 กันยายน 2555 เทศกาลธรรมดา

สัปดาห์ที่ 30-09-2012

บอกเล่าให้ฟัง

“ความรักมันหมดไปแล้ว” “ในเมื่อเราเข้ากันไม่ได้จะอยู่กันไปทำไมลำบากด้วยกันทั้งสองฝ่าย” “เราแยกกันแต่ยังเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันนะ” คำพูดเหล่านี้รวมคำทั้งพูดอื่นอีกมากมาย เป็นคำพูดของสามีภรรยาที่หย่าร้างกันแล้ว แต่พยายามสรรหาคำพูดที่ฟังแล้วดูดีมาพูดกันเพื่อรักษาหน้าตาทางสังคมทั้งสิ้น แม้จะพยายามสรรหาคำพูดให้ดูดีสักเท่าใด แต่พระศาสนจักรก็ยังคงยืนยันอัตลักษณ์การแต่งงานแบบคาทอลิก คือ ความเป็นเอกภาพ และหย่าร้างไม่ได้อย่างไม่เคยเปลี่ยนแปลง ที่พระศาสนจักรมีท่าทีเช่นนี้มิใช่เพราะพระศาสนจักรไม่ยอมรับสภาพความเป็นจริงที่เกิดขึ้น ตรงกันข้ามพระศาสนจักรเข้าใจดีจึงสอนศริสตชนให้เห็นคุณค่าความสำคัญของการเตรียมแต่งงาน ต้องให้เวลาอย่ารีบร้อน บ่าวสาวต้องให้เวลาในการศึกษากันและกัน ต้องเรียนรู้หน้าที่ต่างๆความเป็นจริงที่จะเกิดขึ้นหลังจากแต่งงาน รู้ล่วงหน้าแล้วจึงตัดสินใจแต่งงานสิ่งที่รู้หลังจากแต่งงานแล้วถ้าไม่ใช่ข้อขัดขวางที่มีน้ำหนักเพียงพอ จะใช้เป็นเหตุผลในการแยกกันไม่ได้ แต่น่าเสียดายความรักมักจะบังตาอะไรๆก็ดูดีเป็นสีชมพูไปหมด เวลานั้นจะเอาอะไรมารั้งก็รั้งไม่อยู่เสียแล้ว พ่อแม่ผู้ใหญ่ที่มีประสบการณ์ผ่านร้อนผ่านหนาวมาแล้วแทนที่จะช่วยกันเตือนสติแต่กลับเป็นไปกับเขาด้วย

ความรักหมดได้จริงหรือ ถ้าจะพูดกันจากใจจริงแล้วความรักแท้ไม่มีวันหมด แต่ที่บอกว่าหมดรักแล้วนั่นหมายความว่าสามีภรรยาคู่นั้นไม่ได้รักกันตั้งแต่แรกแล้ว สิ่งที่เขาทั้งคิดว่าเป็นความรักนั้นมันเป็นเพียงสัญชาติญาณทางเพศที่ชายและหญิงมาพบกัน ความสวยงามรูปลักษณ์ภายนอก “การมี”ทั้งหลายทั้งปวงทำให้เขาตัดสินใจมาอยู่ด้วยฉันท์สามีภรรยา คำนิยามของความรักที่นักบุญเปาโลสอน ทำให้แน่ใจได้ว่าความรักแท้ไม่มีวันหมด ความรักอดทนนาน ความรักแท้ทำคุณให้ ความรักให้อภัยเสมอ ความรักเช่นนี้จะทำให้เราสามารถรักอย่างที่เขาเป็น เราไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า ความรักแบบรักแรกพบ การตกหลุมรัก มันอาจจะจืดจางไปตามกาลเวลาเมื่ออยู่กันไปนานๆ เมื่อรู้จักกันมากขึ้น เพราะฉะนั้นความรู้สึกรักมันเป็นไปได้ที่จะแปรเปลี่ยน ออกมาเป็นความหมายได้หลายอย่าง อาทิ ความเข้าใจ ความห่วงใย ความสงสาร การให้อภัยมองข้ามความผิดในเรื่องเล็กๆน้อยๆ การชื่นชม การให้เกียรติ ฯลฯ แต่เชื่อเถอะว่ามันไม่ได้หมดไปไหนคนมันเข้ากันไม่ได้ คนที่เติบโตมาในการอบรม ในครอบครัว ในสภาพแวดล้อมที่ต่างกัน จะเข้ากันได้ทุกเรื่องมันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว แต่การเรียนรู้ที่จะปรับตัวเป็นสิ่งที่ทำได้ พระศาสนจักรจึงปรารถนาให้เรามีเวลาในการศึกษากันและกัน ว่าทั้งสองต่างกันมากไหม ในทุกๆมิติ ในทุกๆด้าน ถ้ามันต่างกันมากมายเหลือเกินศาสนบริกรผู้อบรมจะให้คำแนะนำ ให้ชายหญิงคู่นั้นไปไตร่ตรองและทบทวนใหม่ว่าจะแต่งงานกันหรือไม่ ถ้าเป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆก็จะสอนให้ปรับตัวและเข้าใจในความเป็นจริง ส่วนการเข้ากันไม่ได้จริงๆ อาทิ การเบี่ยงเบนทางเพศ การไร้สมรรถภาพทางเพศชั่วคราวกับคนบางคนหรือแบบถาวร ทำให้แต่งงานกันไม่ได้อยู่แล้ว ถ้ามีเรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นต้องพูดกันแบบตรงไปตรงมา ด้วยความเข้าใจและยอมรับความเป็นจริง จากสิ่งที่พ่อเล่ามานี้แสดงให้เห็นว่าพระศาสนจักรมีความรอบคอบ ความห่วงใย และต้องการช่วยเหลือเรา กำหนดกฎเกณฑ์ต่างๆมีไว้เพื่อป้องกันและช่วยเหลือ ไม่ใช่เพื่อสร้างความยุ่งยากหรืออุปสรรค์แต่อย่างใด

จากคุณพ่อเจ้าวัด

คุณค่าแห่งชีวิตนิรันดร

ชีวิตนิรันดรหมายความว่าอะไร มนุษย์ประกอบด้วยร่างกายและวิญญาณ ร่างกายเป็นส่วนที่ตายได้ต้องเสื่อมสลายไปตามกาลเวลา ส่วนวิญญาณเป็นอมตะไม่รู้จักตาย ความรอดพ้นตามความเชื่อของเราคือความรอดพ้นทั้งร่างกายและวิญญาณ นั่นหมายความว่าวันหนึ่งร่างกายที่เสื่อมสลายไปตามกาลเวลาจะมารวมกับวิญญาณอีกครั้งหนึ่ง ชีวิตหลังความตายจะเป็นอย่างไรขึ้นกับผลการกระทำขณะที่อยู่บนโลกใบนี้ คนดีจะได้รับความสุขนิรันดร คนชั่วก็จะได้รับความทุกข์ตลอดนิรันดรเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นความตายที่มนุษย์กลัวและต้องเผชิญอย่างหลีกเลี่ยงไปพ้น จึงไม่ใช่ความตายที่แท้จริงพระศาสนจักรจึงใช้คำว่า “หลับไป” เพราะเชื่อว่าวันหนึ่งมนุษย์ทุกคนจะกลับคืนชีพ ความตายที่แท้จริงจึงหมายถึงมนุษย์ที่ได้รับโทษทัณฑ์ตลอดนิรันดร “ที่นั่นหนอนไม่รู้ตาย ไฟไม่รู้ดับ”(มก.9:48) ตรงกันข้ามชีวิตนิรันดรหมายถึงการได้รับความสุขตลอดนิรันดรในพระอาณาจักรของพระเจ้า “ท่านจะเข้าสู่ชีวิตนิรันดร(พระอาณาจักรของพระเจ้า)”(มก.9:45,47)

พระเยซูคริสตเจ้าทรงสอนว่าชีวิตนิรันดรเป็นสิ่งที่มีค่ามาก พระเจ้ามีพระประสงค์ให้มนุษย์ทุกคนได้รับชีวิตนิรันดร “ข้าพเจ้าเฝ้ารักษาเขาเหล่านั้นไว้ในพระนามของพระองค์ ข้าพเจ้าเฝ้ารักษาไว้ และไม่มีผู้ใดพินาศ”(ยน.17:12) ในส่วนของมนุษย์นั้นต้องเห็นคุณค่า และต้องออกแรงพยายามสุดความสามารถที่จะไขว่คว้าเอามาให้ได้ เหมือนคนที่พบขุมทรัพย์ในนา และคนที่พบไข่มุกเม็ดงาม “ยินดีขายทุกสิ่งที่มี นำไปซื้อนาแปลงนั้น และไข่มุกเม็ดนั้น”(มธ.13:44-45) อีกทั้งต้องยอมแลกยอมสละทุกสิ่งแม้จะเป็นชีวิตและอวัยวะด้วย “ถ้าผู้ใดอยากติดตามเรา ก็ให้เขาเลิกคิดถึงตนเอง ให้แบกไม้กางเขนของตน และตามเรามา ผู้ใดใคร่รักษาชีวิตของตนให้รอดพ้น จะต้องสูญเสียชีวิตนั้น แต่ผู้ใดเสียชีวิตของตนเพราะเรา และเพราะข่าวดีก็จะรักษาชีวิตได้”(มก.8:34-35) “ถ้ามือ..เท้า..ตาข้างหนึ่งของท่านเป็นเหตุให้ท่านทำบาป จงตัดจงควักมันทิ้งเสีย ท่านจะเข้าสู่ชีวิตนิรันดรโดยมีอวัยวะพิการยังดีกว่า……ถูกโยนลงนรก”(มก.9:43-47) เพื่อจะได้ชีวิตนิรันดรเราต้องเสียสละขนาดนี้เชียวหรือ ชีวิตนิรันดรความรอดพ้นของมนุษย์มีค่าแค่ไหน ถ้าต้องการทราบเราต้องมองและรำพึงถึงเรื่องราวแห่งไม้กางเขน เพื่อความรอดพ้นของมนุษย์พระเจ้าทรงยอมรับทรมานและสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน ค่าของชีวิตนิรันดรจึงเทียบเท่าค่าที่พระเจ้าทรงยอมตายสละชีวิตเพื่อเราทั้งหลาย

ชีวิตนิรันดรมีค่ายิ่งแต่น่าเสียดายมนุษย์ไม่รู้ค่าไม่เห็นความสำคัญ “อีกประเดี๋ยวพระโลหิตจะไหลลง แต่คนบาปจำนวนมากจะไม่มาพึ่งพระบารมีของพระองค์” บางคนยึดเอาสิ่งของฝ่ายโลกซึ่งเป็นสิ่งอนิจจังเป็นสรณะ นักบุญยากอบจึงเตือนเราว่า “ทรัพย์สมบัติของท่านจะเสื่อมสลาย…เงินทองของท่านก็เป็นสนิม และสนิมนั้นจะเป็นพยานปรักปรำท่าน”(ยก.5:3) สาเหตุที่ท่านเตือนเราอย่างนี้ เพราะไม่ใช่เพียงแต่เราไม่เห็นคุณค่าของชีวิตนิรันดรเท่านั้น แต่เรายังให้ความสำคัญกับทรัพย์สมบัติฝ่ายโลกจนเกิดกิเลสความโลภและทำร้ายแย่งชิงจากผู้ที่อ่อนแอกว่าด้วย “ท่านได้คดโกงค่าจ้างกรรมกร…ค่าจ้างนั้นกำลังร้อง และเสียง…ไปถึงพระกรรณของพระเจ้าจอมโยธาแล้ว”(ยก.5:4-5) ขอให้พระวาจาของพระเจ้าเตือนใจเรา ให้เราเข้าใจคุณค่าแท้แห่งชีวิต และดำเนินชีวิตตามคุณค่านั้นโดยรักและรับใช้กันและกันจนกว่าจะได้รับชีวิตนิรันดร

พระเจ้าสถิตกับท่าน
คุณพ่อ สมชาย อัญชลีพรสันต์

ประกาศ

  1. ศาลาเอนกประสงค์ได้ดำเนินการก่อสร้างแล้ว สำหรับผู้ที่เคยแจ้งเจตจำนงที่จะช่วยเหลือ ถ้ายังมีเจตจำนงเหมือนเดิม และท่านอื่นๆที่ต้องการช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในการสร้างสามารถมามอบให้กับพ่อ และบริจาคได้ที่ตู้ทานหน้าวัดตามความสามารถ
  2. วันเสาร์ที่ 6 ต.ค. 2012 เป็นวันผู้สูงอายุของวัด ขอเชิญผู้สูงอายุมาร่วมมิสซา เวลา 10.30 น. ก่อนมิสซามีสวดสายประคำร่วมกัน
  3. ประชุมสภาภิบาล วันอาทิตย์ที่ 7 ต.ค. 2012 หลังมิสซาเวลา 10.30 น. ขอเชิญคณะกรรมการสภาภิบาลเข้าประชุมโดยพร้อมเพรียง
  4. วันอาทิตย์ที่ 7 ต.ค. 2012 เป็นวันอาทิตย์ต้นเดือน มีโปรดศีลล้างบาปเด็ก ผู้ที่ต้องการนำเด็กมารับศีลล้างบาป ให้กรอกข้อมูลล่วงหน้า ใบกรอกข้อมูลรับได้ที่บ้านพักพระสงฆ์ ส่งก่อนวันรับศีลล้างบาป
  5. เดือนตุลาคมเป็นเดือนแม่พระลูกประคำ ผู้ที่ปรารถนาที่จะเชิญพระรูปแม่พระ และคณะสวดประคำไปสวดที่บ้าน ลงชื่อที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ ที่สังเกตที่สังเกตได้ง่ายได้ที่หน้าวัด วันจันทร์ที่ 1 ต.ค. 2012 จะเริ่มสวดที่วัดเวลา 18.30 น ต่อด้วยมิสซาเวลา 19.00 น. ขอเชิญพี่น้องมาร่วมเปิดเดือนแม่พระลูกประคำ

download ไฟล์ สารวัดฉบับเต็ม ได้ที่นี่ สัปดาห์ที่ 30-09-2012

Tags: , ,

'งดแสดงความคิดเห็น'.