บอกเล่าให้ฟัง
“ความรักมันหมดไปแล้ว” “ในเมื่อเราเข้ากันไม่ได้จะอยู่กันไปทำไมลำบากด้วยกันทั้งสองฝ่าย” “เราแยกกันแต่ยังเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันนะ” คำพูดเหล่านี้รวมคำทั้งพูดอื่นอีกมากมาย เป็นคำพูดของสามีภรรยาที่หย่าร้างกันแล้ว แต่พยายามสรรหาคำพูดที่ฟังแล้วดูดีมาพูดกันเพื่อรักษาหน้าตาทางสังคมทั้งสิ้น แม้จะพยายามสรรหาคำพูดให้ดูดีสักเท่าใด แต่พระศาสนจักรก็ยังคงยืนยันอัตลักษณ์การแต่งงานแบบคาทอลิก คือ ความเป็นเอกภาพ และหย่าร้างไม่ได้อย่างไม่เคยเปลี่ยนแปลง ที่พระศาสนจักรมีท่าทีเช่นนี้มิใช่เพราะพระศาสนจักรไม่ยอมรับสภาพความเป็นจริงที่เกิดขึ้น ตรงกันข้ามพระศาสนจักรเข้าใจดีจึงสอนศริสตชนให้เห็นคุณค่าความสำคัญของการเตรียมแต่งงาน ต้องให้เวลาอย่ารีบร้อน บ่าวสาวต้องให้เวลาในการศึกษากันและกัน ต้องเรียนรู้หน้าที่ต่างๆความเป็นจริงที่จะเกิดขึ้นหลังจากแต่งงาน รู้ล่วงหน้าแล้วจึงตัดสินใจแต่งงานสิ่งที่รู้หลังจากแต่งงานแล้วถ้าไม่ใช่ข้อขัดขวางที่มีน้ำหนักเพียงพอ จะใช้เป็นเหตุผลในการแยกกันไม่ได้ แต่น่าเสียดายความรักมักจะบังตาอะไรๆก็ดูดีเป็นสีชมพูไปหมด เวลานั้นจะเอาอะไรมารั้งก็รั้งไม่อยู่เสียแล้ว พ่อแม่ผู้ใหญ่ที่มีประสบการณ์ผ่านร้อนผ่านหนาวมาแล้วแทนที่จะช่วยกันเตือนสติแต่กลับเป็นไปกับเขาด้วย
จากคุณพ่อเจ้าวัด
คุณค่าแห่งชีวิตนิรันดร
ชีวิตนิรันดรหมายความว่าอะไร มนุษย์ประกอบด้วยร่างกายและวิญญาณ ร่างกายเป็นส่วนที่ตายได้ต้องเสื่อมสลายไปตามกาลเวลา ส่วนวิญญาณเป็นอมตะไม่รู้จักตาย ความรอดพ้นตามความเชื่อของเราคือความรอดพ้นทั้งร่างกายและวิญญาณ นั่นหมายความว่าวันหนึ่งร่างกายที่เสื่อมสลายไปตามกาลเวลาจะมารวมกับวิญญาณอีกครั้งหนึ่ง ชีวิตหลังความตายจะเป็นอย่างไรขึ้นกับผลการกระทำขณะที่อยู่บนโลกใบนี้ คนดีจะได้รับความสุขนิรันดร คนชั่วก็จะได้รับความทุกข์ตลอดนิรันดรเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นความตายที่มนุษย์กลัวและต้องเผชิญอย่างหลีกเลี่ยงไปพ้น จึงไม่ใช่ความตายที่แท้จริงพระศาสนจักรจึงใช้คำว่า “หลับไป” เพราะเชื่อว่าวันหนึ่งมนุษย์ทุกคนจะกลับคืนชีพ ความตายที่แท้จริงจึงหมายถึงมนุษย์ที่ได้รับโทษทัณฑ์ตลอดนิรันดร “ที่นั่นหนอนไม่รู้ตาย ไฟไม่รู้ดับ”(มก.9:48) ตรงกันข้ามชีวิตนิรันดรหมายถึงการได้รับความสุขตลอดนิรันดรในพระอาณาจักรของพระเจ้า “ท่านจะเข้าสู่ชีวิตนิรันดร(พระอาณาจักรของพระเจ้า)”(มก.9:45,47)
พระเยซูคริสตเจ้าทรงสอนว่าชีวิตนิรันดรเป็นสิ่งที่มีค่ามาก พระเจ้ามีพระประสงค์ให้มนุษย์ทุกคนได้รับชีวิตนิรันดร “ข้าพเจ้าเฝ้ารักษาเขาเหล่านั้นไว้ในพระนามของพระองค์ ข้าพเจ้าเฝ้ารักษาไว้ และไม่มีผู้ใดพินาศ”(ยน.17:12) ในส่วนของมนุษย์นั้นต้องเห็นคุณค่า และต้องออกแรงพยายามสุดความสามารถที่จะไขว่คว้าเอามาให้ได้ เหมือนคนที่พบขุมทรัพย์ในนา และคนที่พบไข่มุกเม็ดงาม “ยินดีขายทุกสิ่งที่มี นำไปซื้อนาแปลงนั้น และไข่มุกเม็ดนั้น”(มธ.13:44-45) อีกทั้งต้องยอมแลกยอมสละทุกสิ่งแม้จะเป็นชีวิตและอวัยวะด้วย “ถ้าผู้ใดอยากติดตามเรา ก็ให้เขาเลิกคิดถึงตนเอง ให้แบกไม้กางเขนของตน และตามเรามา ผู้ใดใคร่รักษาชีวิตของตนให้รอดพ้น จะต้องสูญเสียชีวิตนั้น แต่ผู้ใดเสียชีวิตของตนเพราะเรา และเพราะข่าวดีก็จะรักษาชีวิตได้”(มก.8:34-35) “ถ้ามือ..เท้า..ตาข้างหนึ่งของท่านเป็นเหตุให้ท่านทำบาป จงตัดจงควักมันทิ้งเสีย ท่านจะเข้าสู่ชีวิตนิรันดรโดยมีอวัยวะพิการยังดีกว่า……ถูกโยนลงนรก”(มก.9:43-47) เพื่อจะได้ชีวิตนิรันดรเราต้องเสียสละขนาดนี้เชียวหรือ ชีวิตนิรันดรความรอดพ้นของมนุษย์มีค่าแค่ไหน ถ้าต้องการทราบเราต้องมองและรำพึงถึงเรื่องราวแห่งไม้กางเขน เพื่อความรอดพ้นของมนุษย์พระเจ้าทรงยอมรับทรมานและสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน ค่าของชีวิตนิรันดรจึงเทียบเท่าค่าที่พระเจ้าทรงยอมตายสละชีวิตเพื่อเราทั้งหลาย
ชีวิตนิรันดรมีค่ายิ่งแต่น่าเสียดายมนุษย์ไม่รู้ค่าไม่เห็นความสำคัญ “อีกประเดี๋ยวพระโลหิตจะไหลลง แต่คนบาปจำนวนมากจะไม่มาพึ่งพระบารมีของพระองค์” บางคนยึดเอาสิ่งของฝ่ายโลกซึ่งเป็นสิ่งอนิจจังเป็นสรณะ นักบุญยากอบจึงเตือนเราว่า “ทรัพย์สมบัติของท่านจะเสื่อมสลาย…เงินทองของท่านก็เป็นสนิม และสนิมนั้นจะเป็นพยานปรักปรำท่าน”(ยก.5:3) สาเหตุที่ท่านเตือนเราอย่างนี้ เพราะไม่ใช่เพียงแต่เราไม่เห็นคุณค่าของชีวิตนิรันดรเท่านั้น แต่เรายังให้ความสำคัญกับทรัพย์สมบัติฝ่ายโลกจนเกิดกิเลสความโลภและทำร้ายแย่งชิงจากผู้ที่อ่อนแอกว่าด้วย “ท่านได้คดโกงค่าจ้างกรรมกร…ค่าจ้างนั้นกำลังร้อง และเสียง…ไปถึงพระกรรณของพระเจ้าจอมโยธาแล้ว”(ยก.5:4-5) ขอให้พระวาจาของพระเจ้าเตือนใจเรา ให้เราเข้าใจคุณค่าแท้แห่งชีวิต และดำเนินชีวิตตามคุณค่านั้นโดยรักและรับใช้กันและกันจนกว่าจะได้รับชีวิตนิรันดร
พระเจ้าสถิตกับท่าน
คุณพ่อ สมชาย อัญชลีพรสันต์
ประกาศ
- ศาลาเอนกประสงค์ได้ดำเนินการก่อสร้างแล้ว สำหรับผู้ที่เคยแจ้งเจตจำนงที่จะช่วยเหลือ ถ้ายังมีเจตจำนงเหมือนเดิม และท่านอื่นๆที่ต้องการช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในการสร้างสามารถมามอบให้กับพ่อ และบริจาคได้ที่ตู้ทานหน้าวัดตามความสามารถ
- วันเสาร์ที่ 6 ต.ค. 2012 เป็นวันผู้สูงอายุของวัด ขอเชิญผู้สูงอายุมาร่วมมิสซา เวลา 10.30 น. ก่อนมิสซามีสวดสายประคำร่วมกัน
- ประชุมสภาภิบาล วันอาทิตย์ที่ 7 ต.ค. 2012 หลังมิสซาเวลา 10.30 น. ขอเชิญคณะกรรมการสภาภิบาลเข้าประชุมโดยพร้อมเพรียง
- วันอาทิตย์ที่ 7 ต.ค. 2012 เป็นวันอาทิตย์ต้นเดือน มีโปรดศีลล้างบาปเด็ก ผู้ที่ต้องการนำเด็กมารับศีลล้างบาป ให้กรอกข้อมูลล่วงหน้า ใบกรอกข้อมูลรับได้ที่บ้านพักพระสงฆ์ ส่งก่อนวันรับศีลล้างบาป
- เดือนตุลาคมเป็นเดือนแม่พระลูกประคำ ผู้ที่ปรารถนาที่จะเชิญพระรูปแม่พระ และคณะสวดประคำไปสวดที่บ้าน ลงชื่อที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ ที่สังเกตที่สังเกตได้ง่ายได้ที่หน้าวัด วันจันทร์ที่ 1 ต.ค. 2012 จะเริ่มสวดที่วัดเวลา 18.30 น ต่อด้วยมิสซาเวลา 19.00 น. ขอเชิญพี่น้องมาร่วมเปิดเดือนแม่พระลูกประคำ
download ไฟล์ สารวัดฉบับเต็ม ได้ที่นี่ สัปดาห์ที่ 30-09-2012
Tags: วัดพระชนนีของพระเป็นเจ้ารังสิต, สารวัด, สารวัด วัดพระชนนีของพระเป็นเจ้า รังสิต