สารวัด ฉบับที่ 869 วันอาทิตย์ที่ 12 กันยายน 2553 เทศกาลธรรมดา

บอกเล่าให้ฟัง

เราเรื่องขำๆแต่คิดให้ดีคิดให้ลึกซึ้งแล้วไม่ขำเลย สุนัขในบ้านพ่อออกลูก 2 คอก คอกแรก 7 ตัว คอกที่สอง 3 ตัว มีผู้ใจดีขอไปเลี้ยงเวลานี้เหลือ 4 ตัวไว้เฝ้าวัด เพราะตัวใหญ่ๆเริ่มแก่เริ่มตายตามๆกันไป ยังมีสุนัขข้างถนนออกลูกอีก 2 คอก คอกแรก 8 ตัว คอกที่สอง 2 ตัว แต่มันเหลือเชื่อจริงๆสุนัขในบ้านพ่อ พ่อต้องเอาไปทำวัคซีน ไปฉีดยาอะไรต่อมิอะไรมากมายยังแทบรักษาชีวิตมันไว้ไม่ได้ยวบยาบเต็มที ส่วนสุนัขข้างถนนอาหารก็ไม่คอยจะมีกิน ตากแดดตากฝนตามยถากรรม ไม่ต้องให้ยา ไม่ต้องทำวัคซีน แต่พวกมันแข็งแรงโตเอาโตเอา แถมยังน่ารักอีกต่างหากจนมีคนนำมันไปเลี้ยงเหมือนกัน ทำให้พ่อคิดถึงคำสอนของพระเยซูคริสตเจ้าที่ว่า “ท่านอย่ากังวลใจว่าจะเอาอะไรกิน อะไรดื่ม เอาอะไรมานุ่งห่ม เพราะขนาดนกกระจอกพระบิดายังเลี้ยงอย่างดี ดอกหญ้าในทุ่งยังสวยกว่าอาภรของกษัตริย์ซาโลมอน”

เรื่องเหล่านี้ชวนให้คิดถึงชีวิตของเรา หลายๆครอบครัวเลี้ยงลูกเหมือนไข่ในหิน ตามใจ มดไม่ให้ไต่ไรไม่ให้ตอม ไม่เคยขัดใจลูกบ้างเลย เลี้ยงลูกแบบนี้น่ากลัวเพราะชีวิตของลูกจะไม่แกร่ง ลำบากไม่เป็น ผิดหวังไม่ได้ วันข้างหน้าจะเป็นอย่างไรบ้างก็ไม่รู้ เพราะพ่อแม่คงไม่สามารถอยู่ปกป้องลูกได้ตลอดไป ตอนที่พ่อทำงานกับเด็กๆ และเยาวชนพบว่ามีเด็กๆ และเยาวชนจำนวนไม่น้อยฆ่าตัวตาย สำเร็จบ้างไม่สำเร็จบ้าง สาเหตุล้วนมาจากเรื่องเล็กๆในสายตาของเรา อาทิ ถามแล้วพ่อแม่ไม่ตอบ สอบติด F สองสามตัว ชอบเรียนอย่างนี้แต่พ่อแม่ให้เรียนอีกอย่าง ฯลฯ พ่อเคยไปเยี่ยมเด็กๆ และเยาวชนที่ติดสรรพัดติด ติดเที่ยว ติดเกมส์ ติด Sex ติดเหล้า ติดยา ฯลฯ เมื่อลองๆไปถามดูส่วนมากมาจากครอบครัวที่มีฐานะดี พ่อแม่มีหน้ามีตาเป็นส่วนใหญ่ เพราะเงินบันดาลไม่ได้ทุกสิ่ง

ปัญหาที่เกิดขึ้นหลายๆครั้ง เกิดขึ้นเพราะชีวิตที่ไม่แกร่งพอที่จะเผชิญกับโลกของความเป็นจริง เราอย่าปล่อยให้ลูกของเราอยู่ในความฝันนานเกินไป นั่นก็คือ อยากได้อะไรต้องได้ หวังอะไรต้องสมหวัง คิดอะไรต้องเป็นดั่งคิด ในโลกแห่งความเป็นจริง เราผู้มีประสบการณ์มาอย่างโชติโชนก็รู้กันอยู่แล้วว่ามันไม่ใช่อย่างนั้น พระศาสนจักรเรียกโลกแห่งความเป็นจริงใบนี้ว่า “เหวน้ำตา” เพราะเราต้องฟันฝ่าอุปสรรค์มากมายกว่าจะถึงที่หมาย เราผิดหวังมากี่ครั้งแล้ว ล้มเหลวมากี่หน ทุกอย่างล้วนเป็นบทเรียนทำให้ชีวิตของเราแกร่งขึ้นทุกวัน เพราะฉะนั้นบางครั้งเราต้องขัดใจลูกบ้าง ฝึกให้เขาผิดหวังบ้าง สอนให้เขาทำงานมือ เพื่อเขาจะได้รับรู้ถึงความลำบากของพ่อแม่ พ่อเชื่อว่าสิ่งต่างๆเหล่านี้ทำลูกเราไม่ถึงตาย แต่จะทำให้ชีวิตของเขาแกร่งขึ้น สามารถเผชิญปัญหาต่างๆ ในโลกแห่งความเป็นจริงใบนี้ได้

จากคุณพ่อเจ้าวัด

พระเมตตาอันหาขอบเขตมิได้

ข่าวดีที่เราได้ยินนี้ “ชาวฟาริสีและธรรมาจารย์ต่างบ่นว่า คนนี้ต้อนรับคนบาปและกินอาหารร่วมกับเขา”(ลก.15:2) อาจไม่กระทบความรู้สึกอะไรของเราเลย ถ้าเราคิดว่า เราไม่ได้ทำบาปผิดอะไร เราเป็นคนดีอยู่แล้ว ไม่ต้องการพระเมตตาของพระเป็นเจ้า แต่ในบริบทของสังคมชาวยิวมีคนมากมายที่ถูกตราหน้าว่า เป็นคนบาปไปสวรรค์ไม่ได้ อาทิ คนพิการ คนยากจน คนเก็บภาษี หญิงโสเภณี ฯลฯ การเทศน์สอนสมัยนั้นก็กดขี่ประณามพวกเขาตลอดเวลา ห้ามไปคบหาด้วยใครไปคบหาด้วยก็จะมีมลทิน แม้แต่การนมัสการพระเป็นเจ้าก็ยังถูกกีดกันให้อยู่ในที่ต่างหาก ดูเหมือนว่าประตูสวรรค์จะปิดตายสำหรับคนพวกนี้ ดังนั้นเมื่อพระเยซูคริสตเจ้าเสด็จมาให้ความหวังกับพวกเขา “โดยประกาศว่าพระอาณาจักรของพระเจ้าเปิดต้อนรับทุกคน ทุกคนมีสิทธิ์ไปสวรรค์ได้ มีข้อแม้เพียงประการเดียวเท่านั้นคือ ต้องกลับใจเปลี่ยนวิถีชีวิตอย่างถอนรากถอนโคน”

เมื่อได้ยินเช่นนี้ คนที่สิ้นหวัง และถูกกดขี่ประณามมาตลอดจึงดีใจและมีความหวัง และไม่แปลกอะไรที่พวกเขาจะจัดงานเลี้ยง และเชิญพระเยซูคริสตเจ้าไปร่วมโต๊ะด้วย เพราะพวกเขาได้รับรู้ และได้สัมผัสพระเมตตาอันหาขอบเขตมิได้ของพระเป็นเจ้า ความรู้สึกสิ้นหวัง และความเจ็บช้ำเพราะบาปจึงเป็นสิ่งที่สำคัญทำให้เกิดการกลับใจ และร้องเรียกหาพระเมตตาจากพระเป็นเจ้า จะทำให้คนๆหนึ่งได้สัมผัสพระเมตตาของพระองค์อย่างแท้จริง ดังนั้นพระเยซูคริสตเจ้าจึงสอนเราว่า “ผู้ที่ได้รับการอภัยน้อยก็ย่อมมีความรักน้อย”(ลก.7:47) ตรงกันข้ามผู้ที่ได้รับการอภัยมากก็จะรักมากด้วย เพราะเขาได้สัมผัสพระเมตตาของพระเป็นเจ้า

สิ่งที่เราควรไตร่ตรองก็คือ “เราเคยได้สัมผัสพระเมตตาของเป็นเจ้าหรือไม่” เวลาเราไปรับศีลอภัยบาปเรารู้สึกและสำนึกอะไรบ้างไหม ถ้าไม่รู้สึกสำนึกอะไรเลยก็น่าเป็นห่วงมากๆ เพราะเราอาจจะไม่ต่างอะไรกับพวกธรรมาจารย์ และฟาริสีที่คิดว่าตนเองดีอยู่แล้ว ไม่ต้องการกลับใจและพระเมตตา พระเยซูคริสตเจ้าตรัสว่า “ในสวรรค์จะมีความยินดีเช่นนี้เพราะคนบาปคนหนึ่งกลับใจมากกว่าความยินดี เพราะคนชอบธรรมเก้าสิบเก้าคนที่ไม่ต้องการกลับใจ”(ลก.15:7) ที่เป็นเช่นนี้เพราะพระเป็นเจ้าทรงทราบถึงความอ่อนแอของมนุษย์เป็นอย่างดี ทุกคนต้องการกลับใจและพระเมตตาของพระองค์ คนที่ครบครันทุกอย่างที่ไม่ต้องพึ่งพระเมตตา และความช่วยเหลือใดๆจากพระองค์มีเพียงคนเดียวเท่านั้นคือ “คนจองหอง” คนอย่างนี้อันตรายเพราะเขาจะไม่แสวงหาความครบครันฝ่ายจิตวิญญาณ และไม่ขอพระเมตตาเพราะเขาคิดว่าเขาดีอยู่แล้ว จึงไม่ต้องการความช่วยเหลือจากพระเป็นเจ้า และไม่มีทางที่จะสร้างความสัมพันธ์อันดีกับพระองค์และเพื่อนมนุษย์ คนแบบนี้จึงมีสิทธิ์เสียวิญญาณ หรือตกนรกได้ง่ายที่สุด ด้วยเหตุนี้บรรดานักบุญผู้มีประสบการณ์ทางความเชื่อจึงย้ำอยู่เสมอว่า “ต่อพระพักตร์ของพระเป็นเจ้า เรามีไม่ความดีอะไรที่คู่ควรมาอวดอ้าง เราจึงต้องขอพระเมตตาจากพระองค์บ่อยๆ การวอนขอพระเมตตานี่แหละจะนำความรอดพ้นมาถึงเราทั้งหลาย”

พระเจ้าสถิตกับท่าน
คุณพ่อ สมชาย อัญชลีพรสันต์

ประกาศ

  1. เดือนกันยายนเราฉลองเทิดทูนไม้กางเขน ซึ่งเป็นเครื่องหมายแห่งความรักของพระเป็นเจ้าต่อมนุษยชาติ ขอให้พวกเราได้สวดภาวนา อ่านพระคัมภีร์ ทำพลีกรรม เป็นพิเศษในครอบครัว และร่วมกิจกรรมเขียนความดีข้อตั้งใจลงบนกระดาษรูปหัวใจของสภาภิบาลต่อไป
  2. พ่อได้ทำตารางเวลามิสซาของทุกวันติดไว้ที่เสาประตูทางเข้า ขอให้พี่น้องไปดู และเชิญชวนพี่น้องมาร่วมมิสซาในวันเวลาดังที่ติดไว้ เป็นต้นในโอกาสพิเศษต่างๆ ของครอบครัว และของตัวเรา ถ้ามีอะไรเปลี่ยนแปลงพ่อจะประกาศให้รับทราบล่างหน้า
  3. วันอาทิตย์ที่ 19 ก.ย. 2010 ขอเชิญผู้อ่านบทอ่านและผู้ที่สนใจจะช่วยอ่านบทอ่าน พบกันที่ศาลาเรือนไทยข้างบ้านพักพระสงฆ์ เพื่อแบ่งปันประสบการณ์การอ่านบทอ่านและแบ่งปันพระวาจา
  4. เดือนตุลาคม เป็นเดือนแม่พระ ผู้ใดมีความประสงค์ที่จะเชิญแม่พระ และคณะสวดไปสวดตามบ้าน ลงชื่อที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ และที่สังเกตที่ชัดเจนได้ที่หน้าวัด

Tags: , ,

'งดแสดงความคิดเห็น'.