บอกเล่าให้ฟัง
เราเรื่องขำๆแต่คิดให้ดีคิดให้ลึกซึ้งแล้วไม่ขำเลย สุนัขในบ้านพ่อออกลูก 2 คอก คอกแรก 7 ตัว คอกที่สอง 3 ตัว มีผู้ใจดีขอไปเลี้ยงเวลานี้เหลือ 4 ตัวไว้เฝ้าวัด เพราะตัวใหญ่ๆเริ่มแก่เริ่มตายตามๆกันไป ยังมีสุนัขข้างถนนออกลูกอีก 2 คอก คอกแรก 8 ตัว คอกที่สอง 2 ตัว แต่มันเหลือเชื่อจริงๆสุนัขในบ้านพ่อ พ่อต้องเอาไปทำวัคซีน ไปฉีดยาอะไรต่อมิอะไรมากมายยังแทบรักษาชีวิตมันไว้ไม่ได้ยวบยาบเต็มที ส่วนสุนัขข้างถนนอาหารก็ไม่คอยจะมีกิน ตากแดดตากฝนตามยถากรรม ไม่ต้องให้ยา ไม่ต้องทำวัคซีน แต่พวกมันแข็งแรงโตเอาโตเอา แถมยังน่ารักอีกต่างหากจนมีคนนำมันไปเลี้ยงเหมือนกัน ทำให้พ่อคิดถึงคำสอนของพระเยซูคริสตเจ้าที่ว่า “ท่านอย่ากังวลใจว่าจะเอาอะไรกิน อะไรดื่ม เอาอะไรมานุ่งห่ม เพราะขนาดนกกระจอกพระบิดายังเลี้ยงอย่างดี ดอกหญ้าในทุ่งยังสวยกว่าอาภรของกษัตริย์ซาโลมอน”
ปัญหาที่เกิดขึ้นหลายๆครั้ง เกิดขึ้นเพราะชีวิตที่ไม่แกร่งพอที่จะเผชิญกับโลกของความเป็นจริง เราอย่าปล่อยให้ลูกของเราอยู่ในความฝันนานเกินไป นั่นก็คือ อยากได้อะไรต้องได้ หวังอะไรต้องสมหวัง คิดอะไรต้องเป็นดั่งคิด ในโลกแห่งความเป็นจริง เราผู้มีประสบการณ์มาอย่างโชติโชนก็รู้กันอยู่แล้วว่ามันไม่ใช่อย่างนั้น พระศาสนจักรเรียกโลกแห่งความเป็นจริงใบนี้ว่า “เหวน้ำตา” เพราะเราต้องฟันฝ่าอุปสรรค์มากมายกว่าจะถึงที่หมาย เราผิดหวังมากี่ครั้งแล้ว ล้มเหลวมากี่หน ทุกอย่างล้วนเป็นบทเรียนทำให้ชีวิตของเราแกร่งขึ้นทุกวัน เพราะฉะนั้นบางครั้งเราต้องขัดใจลูกบ้าง ฝึกให้เขาผิดหวังบ้าง สอนให้เขาทำงานมือ เพื่อเขาจะได้รับรู้ถึงความลำบากของพ่อแม่ พ่อเชื่อว่าสิ่งต่างๆเหล่านี้ทำลูกเราไม่ถึงตาย แต่จะทำให้ชีวิตของเขาแกร่งขึ้น สามารถเผชิญปัญหาต่างๆ ในโลกแห่งความเป็นจริงใบนี้ได้
จากคุณพ่อเจ้าวัด
พระเมตตาอันหาขอบเขตมิได้
ข่าวดีที่เราได้ยินนี้ “ชาวฟาริสีและธรรมาจารย์ต่างบ่นว่า คนนี้ต้อนรับคนบาปและกินอาหารร่วมกับเขา”(ลก.15:2) อาจไม่กระทบความรู้สึกอะไรของเราเลย ถ้าเราคิดว่า เราไม่ได้ทำบาปผิดอะไร เราเป็นคนดีอยู่แล้ว ไม่ต้องการพระเมตตาของพระเป็นเจ้า แต่ในบริบทของสังคมชาวยิวมีคนมากมายที่ถูกตราหน้าว่า เป็นคนบาปไปสวรรค์ไม่ได้ อาทิ คนพิการ คนยากจน คนเก็บภาษี หญิงโสเภณี ฯลฯ การเทศน์สอนสมัยนั้นก็กดขี่ประณามพวกเขาตลอดเวลา ห้ามไปคบหาด้วยใครไปคบหาด้วยก็จะมีมลทิน แม้แต่การนมัสการพระเป็นเจ้าก็ยังถูกกีดกันให้อยู่ในที่ต่างหาก ดูเหมือนว่าประตูสวรรค์จะปิดตายสำหรับคนพวกนี้ ดังนั้นเมื่อพระเยซูคริสตเจ้าเสด็จมาให้ความหวังกับพวกเขา “โดยประกาศว่าพระอาณาจักรของพระเจ้าเปิดต้อนรับทุกคน ทุกคนมีสิทธิ์ไปสวรรค์ได้ มีข้อแม้เพียงประการเดียวเท่านั้นคือ ต้องกลับใจเปลี่ยนวิถีชีวิตอย่างถอนรากถอนโคน”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ คนที่สิ้นหวัง และถูกกดขี่ประณามมาตลอดจึงดีใจและมีความหวัง และไม่แปลกอะไรที่พวกเขาจะจัดงานเลี้ยง และเชิญพระเยซูคริสตเจ้าไปร่วมโต๊ะด้วย เพราะพวกเขาได้รับรู้ และได้สัมผัสพระเมตตาอันหาขอบเขตมิได้ของพระเป็นเจ้า ความรู้สึกสิ้นหวัง และความเจ็บช้ำเพราะบาปจึงเป็นสิ่งที่สำคัญทำให้เกิดการกลับใจ และร้องเรียกหาพระเมตตาจากพระเป็นเจ้า จะทำให้คนๆหนึ่งได้สัมผัสพระเมตตาของพระองค์อย่างแท้จริง ดังนั้นพระเยซูคริสตเจ้าจึงสอนเราว่า “ผู้ที่ได้รับการอภัยน้อยก็ย่อมมีความรักน้อย”(ลก.7:47) ตรงกันข้ามผู้ที่ได้รับการอภัยมากก็จะรักมากด้วย เพราะเขาได้สัมผัสพระเมตตาของพระเป็นเจ้า
สิ่งที่เราควรไตร่ตรองก็คือ “เราเคยได้สัมผัสพระเมตตาของเป็นเจ้าหรือไม่” เวลาเราไปรับศีลอภัยบาปเรารู้สึกและสำนึกอะไรบ้างไหม ถ้าไม่รู้สึกสำนึกอะไรเลยก็น่าเป็นห่วงมากๆ เพราะเราอาจจะไม่ต่างอะไรกับพวกธรรมาจารย์ และฟาริสีที่คิดว่าตนเองดีอยู่แล้ว ไม่ต้องการกลับใจและพระเมตตา พระเยซูคริสตเจ้าตรัสว่า “ในสวรรค์จะมีความยินดีเช่นนี้เพราะคนบาปคนหนึ่งกลับใจมากกว่าความยินดี เพราะคนชอบธรรมเก้าสิบเก้าคนที่ไม่ต้องการกลับใจ”(ลก.15:7) ที่เป็นเช่นนี้เพราะพระเป็นเจ้าทรงทราบถึงความอ่อนแอของมนุษย์เป็นอย่างดี ทุกคนต้องการกลับใจและพระเมตตาของพระองค์ คนที่ครบครันทุกอย่างที่ไม่ต้องพึ่งพระเมตตา และความช่วยเหลือใดๆจากพระองค์มีเพียงคนเดียวเท่านั้นคือ “คนจองหอง” คนอย่างนี้อันตรายเพราะเขาจะไม่แสวงหาความครบครันฝ่ายจิตวิญญาณ และไม่ขอพระเมตตาเพราะเขาคิดว่าเขาดีอยู่แล้ว จึงไม่ต้องการความช่วยเหลือจากพระเป็นเจ้า และไม่มีทางที่จะสร้างความสัมพันธ์อันดีกับพระองค์และเพื่อนมนุษย์ คนแบบนี้จึงมีสิทธิ์เสียวิญญาณ หรือตกนรกได้ง่ายที่สุด ด้วยเหตุนี้บรรดานักบุญผู้มีประสบการณ์ทางความเชื่อจึงย้ำอยู่เสมอว่า “ต่อพระพักตร์ของพระเป็นเจ้า เรามีไม่ความดีอะไรที่คู่ควรมาอวดอ้าง เราจึงต้องขอพระเมตตาจากพระองค์บ่อยๆ การวอนขอพระเมตตานี่แหละจะนำความรอดพ้นมาถึงเราทั้งหลาย”
พระเจ้าสถิตกับท่าน
คุณพ่อ สมชาย อัญชลีพรสันต์
ประกาศ
- เดือนกันยายนเราฉลองเทิดทูนไม้กางเขน ซึ่งเป็นเครื่องหมายแห่งความรักของพระเป็นเจ้าต่อมนุษยชาติ ขอให้พวกเราได้สวดภาวนา อ่านพระคัมภีร์ ทำพลีกรรม เป็นพิเศษในครอบครัว และร่วมกิจกรรมเขียนความดีข้อตั้งใจลงบนกระดาษรูปหัวใจของสภาภิบาลต่อไป
- พ่อได้ทำตารางเวลามิสซาของทุกวันติดไว้ที่เสาประตูทางเข้า ขอให้พี่น้องไปดู และเชิญชวนพี่น้องมาร่วมมิสซาในวันเวลาดังที่ติดไว้ เป็นต้นในโอกาสพิเศษต่างๆ ของครอบครัว และของตัวเรา ถ้ามีอะไรเปลี่ยนแปลงพ่อจะประกาศให้รับทราบล่างหน้า
- วันอาทิตย์ที่ 19 ก.ย. 2010 ขอเชิญผู้อ่านบทอ่านและผู้ที่สนใจจะช่วยอ่านบทอ่าน พบกันที่ศาลาเรือนไทยข้างบ้านพักพระสงฆ์ เพื่อแบ่งปันประสบการณ์การอ่านบทอ่านและแบ่งปันพระวาจา
- เดือนตุลาคม เป็นเดือนแม่พระ ผู้ใดมีความประสงค์ที่จะเชิญแม่พระ และคณะสวดไปสวดตามบ้าน ลงชื่อที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ และที่สังเกตที่ชัดเจนได้ที่หน้าวัด
Tags: วัดรังสิต, สารวัด, สารวัด วัดพระชนนีของพระเป็นเจ้า รังสิต