ฉบับที่ 948 วันอาทิตย์ที่ 18 มีนาคม 2555 อาทิตย์ที่ 4 เทศกาลมหาพรต

บอกเล่าให้ฟัง

เรื่องสวรรค์และนรกเป็นเรื่องนามธรรม ซึ่งเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่มนุษย์พยายามหาคำตอบอยู่เสมอ สวรรค์และนรกมีจริงหรือไม่ ถ้ามีมันอยู่ที่ไหน จนเป็นที่มาของคำตอบที่ว่า “สวรรค์อยู่ในอกนรกอยู่ในใจ” คำตอบนี้เราจะไม่พิจารณาว่าผิดหรือถูก แต่จะพิจารณาถึงที่มาของคำตอบว่ามันมาจากไหน เชื่อว่าต้องมาจากคำตอบของคนที่เน้นความรู้สึกเป็นหลัก เมื่อไรมีความสุขก็คือสวรรค์ เมื่อไรมีความทุกข์ก็คือนรก อาทิ มีความสุขใจหรือไม่ สบายใจหรือไม่ มีความสงบภายในจิตใจหรือไม่ ถ้ามีก็ถือว่าอยู่ในสวรรค์ หรือถ้ามีความทุกข์ร้อนรุ่มกลุ้มใจก็แสดงว่าเราอยู่ในนรก แต่สำหรับพระเยซูคริสตเจ้าพระองค์ให้คำตอบว่า “สวรรค์หรือนรกขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์” เรามีความสัมพันธ์ที่ดีหรือไม่ดีกับพระเจ้าและเพื่อนมนุษย์ คำตอบที่พระองค์ให้รวมความถึง สวรรค์หรือนรกบนแผ่นดินนี้และความสุขหรือความทุกข์นิรันดรหลังความตายด้วย

พระคัมภีร์หนังสือปฐมกาลได้ให้ภาพพจน์ของสวนสวรรค์อย่างชัดเจน พระเจ้าสร้างมนุษย์ตามภาพลักษณ์ของพระองค์ให้มีความสุขกับพระองค์ในสวรรค์ ในช่วงเวลาที่มนุษย์มีความสุขก็คือช่วงเวลาที่มนุษย์มีความสัมพันธ์อันดีกับพระเจ้า พระองค์กับมนุษย์เดินชมสวนตั้งชื่อสรรพสิ่งที่พระองค์ทรงสร้างขึ้นด้วยกัน สภาพอย่างนี้แหละคือสวรรค์แต่หลังจากที่มนุษย์ทำบาปไม่เชื่อฟังพระเจ้า มนุษย์กลัวหนีไปซ่อนตัวไม่กล้าเผชิญหน้ากับพระเจ้า พระองค์ทรงทราบทันทีว่ามนุษย์ได้ละเมิดคำสั่งทำบาปไปแล้ว และพระองค์ก็บอกความจริงกับมนุษย์ตรงไปตรงมาว่า มนุษย์จะต้องเผชิญกับทุกข์ยากลำบาก ต้องทำงานหนักอาบเหงื่อต่างน้ำ แผ่นดินจะให้พืชผลที่มีหนามแก่มนุษย์ และในที่สุดมนุษย์ต้องตาย นี่คือสภาพของนรกซึ่งเกิดขึ้นจากความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์ถูกทำลายลง เพราะบาปที่มนุษย์ได้กระทำลงไปบาปที่มนุษย์กระทำลงไปนั้นเป็นความผิดที่ยิ่งใหญ่ เกินกว่าที่มนุษย์ธรรมดาสามัญคนใดคนหนึ่งจะชดเชยใช้โทษได้ เพราะฉะนั้นพระบุตรจึงต้องบังเกิดเป็นมนุษย์แท้และพระเจ้าแท้ ปราศจากมลทินบาปใดๆเพื่อชดเชยใช้โทษบาปแทนเรา โดยการยอมรับทนทรมาน สิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน ซึ่งเป็นการรื้อฟื้นความสัมพันธ์ที่เสียไปให้กลับคืนสู่สภาพเดิม มนุษย์สามารถคืนดีกับพระเจ้า นั่นหมายความว่าสภาพสวรรค์สามารถเกิดขึ้นได้บนแผ่นดินนี้ ด้วยเหตุนี้พันธกิจที่สำคัญที่พระเยซูคริสตเจ้าได้รับมอบหมายจากพระบิดา ก็คือการมาสถาปนาพระอาณาจักรของพระเจ้าบนแผ่นดิน ซึ่งเป็นอาณาจักรแห่งความรัก สันติสุข ความยุติธรรม และความชื่นชมยินดี เป็นอาณาจักรที่มีพระเจ้าปกครองและทุกคนตั้งมั่นอยู่ในความรักและสันติธรรม เพราะถือตามบทบัญญัติแห่งความรักที่พระเยซูคริสตเจ้าทรงสอน

สวรรค์ตามคำสอนของพระเยซูคริสตเจ้าจึงไม่ใช่เรื่องไกลตัว เป็นนามธรรม หรือเป็นเฉพาะเรื่องหลังความตาย แต่เป็นเรื่องใกล้ตัว เป็นรูปธรรม และทำให้เป็นจริงได้ตั้งแต่บนแผ่นดินนี้แล้ว ซึ่งพระเยซูคริสตเจ้าเชิญชวนเราทุกคนที่เชื่อในพระองค์ ให้ร่วมมือกับพระองค์ในการเสริมสร้างสวรรค์หรือพระอาณาจักรของพระเจ้าให้เป็นจริง โดยการปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งความรัก “ที่ใดมีความรักและความเมตตากรุณา พระเจ้าประทับอยู่ที่นั่น” และที่ๆพระเจ้าประทับอยู่ก็คือสวรรค์นั่นเอง ด้วยเหตุนี้เราจึงสามารถทำให้ทุกที่เป็นสวรรค์โดยการรักกันและกันตามคำสอนของพระเยซูคริสตเจ้า.

จาก คุณพ่อเจ้าวัด

การพิจารณามโนธรรมและการยอมรับความจริง

“โมเสสจึงทำงูทองสัมฤทธิ์ตัวหนึ่ง และติดไว้ที่เสา ถ้าใครถูกงูกัด แล้วมองไปที่งูทองสัมฤทธิ์นั้น เขาก็จะมีชีวิตอยู่ได้”(กดว.21:9) นักบุญยอห์นได้ใช้เรื่องราวในพันธสัญญาเดิมจากหนังสือกันดารวิถี เพื่อเน้นให้เห็นความสำคัญของการ พิศเพ่ง การมองดู การเพ่ง และยกตาขึ้นยังพระเจ้าและตนเอง “โมเสสยกรูปงูขึ้นในถิ่นทุรกันดารฉันใด บุตรแห่งมนุษย์ก็จะต้องถูกยกขึ้นฉันนั้น”(ยน.3:14) การมองดู การพิศเพ่ง อาจพิจารณาได้ 2 ด้าน ด้านพระเจ้าและมนุษย์ ในด้านของพระเจ้าพระคัมภีร์ได้ย้ำเตือนเราหลายๆครั้งว่า พระองค์ทรงหยั่งรู้ทุกสิ่งไม่มีอะไรสามารถซ่อนเร้นจากสายพระเนตรของพระองค์ได้ “พระองค์ไม่ทรงปรารถนาให้ผู้ใดเป็นพยานในเรื่องมนุษย์เพราะทรงทราบดีว่ามีสิ่งใดอยู่ในใจมนุษย์”(ยน.2:25) นักบุญหลายๆท่านได้สอนให้เราตระหนักถึงเรื่องนี้ เพื่อเราจะได้เกิดความเคารพยำเกรงพระเจ้า เวลาที่เราจะทำอะไรจะได้ยับยั้งชั่งใจก่อนที่เราจะกระทำ จงตั้งตนต่อพระพักตร์พระเจ้าเสมอ

ด้านของมนุษย์ในเทศกาลมหาพรตเป็นเวลาพิเศษ ซึ่งพระศาสนจักรกำหนดไว้ให้เราสำรวจตนเองหรือพิจารณามโนธรรม เพื่อการพัฒนาชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณและการกลับใจ ถ้าเราพิจารณาแล้วพบว่ามีอะไรที่ดีเป็นประโยชน์เราต้องพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น อะไรที่เป็นความบกพร่องเราต้องพยายามแก้ไข เป็นทุกข์ถึงบาปกลับใจเปลี่ยนวิถีทางดำเนินชีวิต การกลับใจจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อคนหนึ่งพิจารณาตนเองอย่างจริงจัง รู้จักตนเอง ยอมรับความเป็นจริงแห่งตน เป็นทุกข์เสียใจถึงความผิดบกพร่องที่ตนได้กระทำ และเปลี่ยนวิถีทางดำเนินชีวิต ภาษาทางธรรมเขาเรียกว่า “การตายจากตนเอง ตายจากความเป็นมนุษย์เก่าที่ดำเนินชีวิตในความมืดมนแห่งชีวิต” นักบุญยอห์นได้อธิบายทำให้เราเห็นภาพพจน์ชัดเจนว่า “ความสว่างเข้ามาในโลกนี้แล้ว แต่มนุษย์รักความมืดมากกว่ารักความสว่าง เพราะการกระทำของเขานั้นชั่วร้าย ทุกคนที่ทำความชั่วย่อมเกลียดความสว่าง และไม่เข้าใกล้ความสว่าง เพราะเกรงว่าการกระทำของตนจะปรากฏชัดแจ้ง”(ยน.3:19-20) ถ้าเราปรารถนาจะกลับใจจริงๆคงจะต้องยอมเจ็บสักครั้ง เหมือนคนที่อยู่ในความมืดนานๆต้องกล้าค่อยๆลืมตายอมแสบตาบ้างแล้วเขาจะสามารถเห็นแจ้ง

บุตรแห่งมนุษย์ก็จะต้องถูกยกขึ้น การยกขึ้นสูงเป็นการทำให้เห็นมากขึ้น นักบุญยอห์นต้องการอธิบายเรื่องการถูกตรึงบนไม้กางเขนและถูกยกขึ้นจากแผ่นดินของพระเยซูคริสตเจ้าว่า เป็นการช่วยให้มนุษยชาติให้ได้รับความรอดพ้น ต้องผ่านหนทางแห่งไม้กางเขนจึงสามารถไปถึงพระสิริรุ่งโรจน์ของพระเจ้า ท่านได้ใช้ความคิดจากพันธสัญญาเดิมมาอธิบายความรอดพ้นซึ่งเกิดจากไม้กางเขนของพระเยซูคริสตเจ้า “ผู้ที่ถูกงูกัดเมื่อมองไปที่งูทองสัมฤทธิ์ที่ถูกแขวนไว้จะมีชีวิตต่อไป”(กดว.21:9) “เพื่อทุกคนที่มีความเชื่อในพระองค์จะมีชีวิตนิรันดร”(ยน.3:15) ในเทศกาลมหาพรตพระศาสนจักรจึงเชิญชวนเราให้รำพึงถึงมหาทรมานและการสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนของพระเยซูคริสตเจ้าบ่อยๆ อาทิ การเดินมรรคาศักดิ์สิทธิ์ การเล่าเรื่องมหาทรมาน ฯลฯ เพื่อให้เราพิศเพ่งไปยังไม้กางเขนของพระองค์ ไม่ใช่เพื่อจะได้เห็นการสิ้นพระชนม์ของพระองค์อย่างน่าอนาถบนไม้กางเขนเท่านั้น แต่เพื่อเราจะได้เข้าใจในความรักของพระเจ้า เชื่อมั่นในพระเมตตา และเข้ามาขอพึ่งพระเมตตาของพระองค์เสมอ ผู้ที่มีความเชื่อเช่นนี้ทุกคนจะได้รับชีวิตนิรันดร.

พระเจ้าสถิตกับท่าน
คุณพ่อ สมชาย อัญชลีพรสันต์

ประกาศ

  1. วันอาทิตย์นี้ ขอเชิญผู้อ่านบทอ่าน ผู้ที่สนใจมาช่วยอ่านบทอ่าน และผู้ที่ปรารถนามาอ่านพระคัมภีร์ร่วมกัน รวมกันที่ศาลาเรือนไทย หลังมิสซาเวลา 10.30 น. เพื่อจัดตารางเวลาและอ่านพระคัมภีร์ร่วมกัน
  2. คลินิกครอบครัวสุขสันต์ วันเสาร์ที่ 24 มี.ค. 2012 ที่วัดพระแม่มหาการุณย์ ลงทะเบียนเวลา 9.00 น.- 9.30 น. จบเวลา 15.00 น. ขอเชิญพี่น้องเข้าร่วมกิจกรรมนี้ ผู้ใดต้องการไปร่วมลงชื่อและความต้องการไปกับรถได้ที่หน้าวัด
  3. วันอาทิตย์ที่ 25 มี.ค. 2012 ขอเชิญผู้ช่วยมิสซา ผู้ที่สนใจจะมาช่วยมิสซา และผู้ที่สนใจมาอ่านพระคัมภีร์ร่วมกัน รวมกันที่ศาลาเรือนไทย หลังมิสซาเวลา 10.30 น. เพื่ออ่านพระคัมภีร์ร่วมกันและซ้อมช่วยมิสซา
  4. ค่ายคำสอนภาคฤดูร้อน ในปีนี้จะเริ่มประมาณปลายเดือนมีนาคมหรือต้นเดือนเมษายน ผู้ปกครองที่ต้องการส่งลูกหลานมาเรียนคำสอน ลงชื่อที่อยู่เบอร์โทรศัพท์ความต้องรถรับส่งได้ที่หน้าวัด

download ไฟล์ สารวัดฉบับเต็ม ได้ที่นี่ สารวัดประจำสัปดาห์ 18-03-2012

Tags: , ,

'งดแสดงความคิดเห็น'.