บอกเล่าให้ฟัง
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่วเป็นคำพูดที่เราได้ยินบ่อยๆจนทำให้หลายๆคนรอผลของการกระทำตลอดเวลา หรือในศาสนาพุทธเขาเรียกว่าผลแห่งกรรม เมื่อผลที่ปรากฏภายนอกไม่ได้เป็นอย่างที่พูดๆกัน ก็ทำให้หลายคนท้อใจขาดความมั่นใจในพลังแห่งความดี และพระยุติธรรมของพระเจ้า จนกล่าวออกมาในทำนองน้อยใจว่า “ทำดีได้ดีมีที่ไหน ทำชั่วได้ดีมีถมไป” ประโยคนี้ทำให้เกิดคำถามโยงใยไปถึงพระยุติธรรมของพระเจ้า ซึ่งเป็นคำถามที่ทำให้หลายคนถอดใจในการทำความดี หลายคนที่ศรัทธามีความเชื่อเมื่อเจอคำถามเช่นนี้ก็อึ้งไปตอบคำถามไม่ได้ แต่ถ้าเราลองคิดให้ถ่องแท้เราจะพบว่าการทำดีที่แท้จริง จะต้องเป็นการกระทำที่ไม่รอผล การทำความดีที่แท้ต้องไม่หวังผลตอบแทน ความรักที่แท้ต้องเป็นความรักที่ไม่มีเงื่อนไข อาทิ รักเพื่อเขาจะได้รักตอบ รักเพราะเขาเป็นคนน่ารัก รักเพราะเขาเคยให้โน้นเคยช่วยนี่แก่ฉันฯลฯ ความรักดั่งตัวอย่างเป็นความรักที่มีเงื่อนไขจึงเป็นความรักไม่แท้ แต่เป็นการกระทำเพื่อตัวเองหรือเห็นแก่ตัว
เชื่อไหมครับว่าบางคนเกิดมา50,60,70 ปีแล้วจนไม่อยากคิดไกลเกินวัน เพราะคิดทีไรก็เห็นโลงศพตั้งขวางหน้าอยู่ แต่ยังไม่เคยทำความดีเลยสักครั้งเดียว แต่เขาอาจจะทำกิจการที่ดีมานับครั้งไม่ถ้วน สาเหตุเพราะอะไรนะหรือ ก็เพราะว่าชีวิตของเขาเต็มไปด้วยเงื่อนไขซับซ้อนแยบยลกลโกง และจะโกงแม้กระทั่งความดีของผู้อื่นเมื่อมีโอกาส คนแบบนี้พระเยซูคริสตเจ้าตั้งฉายาให้ว่า “คนหน้าซื่อใจคด” ยังบอกด้วยว่า “กิจการดีที่เขาทำนั้น ได้รับรางวัลต่อหน้ามนุษย์ที่เขาอวดไปแล้ว” พระบิดาเจ้าสวรรค์ก็จะไม่ให้รางวัลเขาอีก เพราะฉะนั้นเขาจึงเป็นคนหน้าชื่นอกตรมตลอดเวลา ส่วนคนที่ทำกิจการใดๆโดยไม่มีเงื่อนไขมากมาย ไม่หวังผลตอบแทนใดๆ ทำด้วยความซื่อตรงต่อความคิดและความบริสุทธิ์ใจของตน พระเจ้าจะให้รางวัลแก่เขาทันทีไม่ต้องรอหลังความตาย เพราะจะมีปิติสุขภายในใจของเขา สิ่งต่างๆที่กล่าวมาแต่ต้นจึงเป็นแง่คิดเชิญชวนให้เราทุกคนให้ไตร่ตรองตนเองดูว่า “ความปีติสุขเคยเกิดขึ้นในใจเราบ้างไหม” ถ้าไม่เคยก็ชัดแล้วละครับว่า “เรายังไม่เคยทำความดี” เราจึงต้องกลับไปทบทวนการกระทำของเราว่า ทำทำไม เพื่ออะไร เพื่อใคร และลดเงื่อนไข ความซับซ้อนลง เพิ่มความจริงใจ ความบริสุทธิ์ใจให้มากขึ้น อย่าทำดีหวังผลใดๆตอบแทน วันหนึ่งความปีติสุขจะเกิดขึ้นในใจของเรา
จากคุณพ่อเจ้าวัด
ความซื่อตรงในความคิดและความจริงใจ
การทำความดี การปฏิบัติศาสนกิจ การถือพระบัญญัติ ซึ่งเป็นคารวกิจนมัสการถวายเกียรติแด่พระเจ้า ต้องเป็นกิจการที่มาจากความซื่อตรงในความคิดและความจริงใจ กิจการนั้นๆจึงมีค่าในสายพระเนตรของพระเจ้า “ผู้นมัสการแท้จริงจะนมัสการพระบิดาด้วยจิตและตามความจริง”(ยน.4:23) ที่พระเยซูคริสตเจ้าทรงสอนว่า “นมัสการตามความจริง” เพราะหลายๆครั้งสิ่งที่เราแสดงออกภายนอก กับสิ่งที่มันแฝงเร้นอยู่ในใจของเรามันไม่ตรงกัน หรือถ้าจะพูดแบบไทยๆก็คือ “หน้าอย่างหลังอย่าง” “หน้าไหว้หลังหลอก” นั่นเอง
“ในบริเวณพระวิหาร พระองค์ทรงพบ พ่อค้าขายโค พ่อค้าขายแกะ พ่อค้าขายนกพิราบ และคนแลกเงินนั่งอยู่ที่โต๊ะ”(ยน.2:14) สิ่งที่เราต้องคิดในการปฏิบัติสิ่งต่างๆก็คือ เราทำสิ่งต่างๆเหล่านั้นเพื่ออะไร เป็นการกระทำเพื่อถวายเกียรติแด่พระเจ้าหรือไม่ ถ้าเราพิจารณาด้วยความจริงใจเราจะพบว่าในการปฏิบัติของเรา มีหลายสิ่งหลายอย่างที่เราจะต้องสะสาง เพื่อทำให้กิจการที่เราทำนั้นบริสุทธิ์เหมาะสมที่จะเป็นเครื่องบูชาคารวกิจถวายเกียรติแด่พระเจ้า โค แกะ นกพิราบ และการแลกเงิน ที่พระเยซูคริสตเจ้าไปพบว่ามีคนนำมาขายในบริเวณพระวิหารนั้น ก็คือเครื่องบูชา และเงินที่ใช้ทำบุญบำรุงพระวิหาร ความจริงการมานมัสการพระเจ้าที่พระวิหาร การถวายบูชาแด่พระเจ้า และการทำบุญบำรุงพระวิหารเป็นสิ่งที่ดี แต่มันกลับกลายเป็นสิ่งที่ทุราจารพระวิหาร “จงนำของเหล่านี้ออกไป อย่าทำบ้านของพระบิดาของเราให้เป็นตลาด”(ยน.2:16) เพราะหลายๆคนนำเอาเรื่องดีๆเหล่านี้มาเป็นหนทางแสวงหาผลประโยชน์ใส่ตน และเบียดเบียนผู้อื่น ด้วยเหตุว่าที่ๆพวกเขาค้าขายนั้นมันเป็นที่ของคนชั้นต่ำที่ถูกกีดกันทางสังคมอยู่แล้ว
“พระองค์ทรงใช้เชือกทำเป็นแส้ ทรงขับไล่ ทุกคนรวมทั้งแกะและโคออกจากพระวิหาร ทรงปัดเงินกระจายเกลื่อนกลาด และคว่ำโต๊ะของผู้แลกเงิน”(ยน.2:15) สิ่งที่พระเยซูคริสตเจ้าปฏิบัติแสดงให้เห็นว่า การนับถือศาสนา การปฏิบัติกิจศรัทธา และการทำความดีใดๆที่มีผลประโยชน์แอบแฝง ไม่ใช่เป็นเพียงสิ่งที่ไม่คุณค่าในสายพระเนตรของพระเจ้าเท่านั้น แต่ยังเป็นสิ่งที่พระองค์ไม่พอพระทัยอีกด้วย ผลประโยชน์ที่แอบแฝงของการทำความดี การปฏิบัติกิจศรัทธา การนับถือศาสนา มีหลายรูปแบบทั้งทางตรงและทางอ้อม อาทิ ทำเพื่อหน้าตา เพื่อให้ตนเองดูดี ทำเพราะกลัวโทษผิดกลัวบาปเลยทำพอผ่านไปเพื่อทำให้มโนธรรมสงบ เพราะเคยถูกปลูกฝังมาอย่างนั้นไม่ทำก็กระไรอยู่ บางคนมาขอรับศีลล้างบาปเพราะอยากแต่งงานแบบคาทอลิก อยากเรียนในโรงเรียนคาทอลิก ฯลฯ ประกาศกโยเอลเตือนเราตั้งแต่เริ่มเทศกาลมหาพรตว่า “จงฉีกใจของท่าน มิใช่ฉีกเฉพาะเสื้อผ้า”(ยอล.2:12-13) แสดงว่ากิจการต่างๆที่เราทำจะมีคุณค่าในสายพระเนตรของพระเจ้า ต้องเป็นกิจการที่มาจากใจที่รักและภักดีในพระเจ้า เพราะฉะนั้นความซื่อตรงในความคิดและความจริงใจในการกระทำจึงสำคัญ เพราะพระเจ้าทรงสามารถหยั่งรู้ทุกสิ่งจนถึงก้นบึ่งแห่งใจมนุษย์ การกระทำที่หน้าไหว้หลังหลอก การกระทำที่ดีเพียงเปลือกนอก จึงสามารถตบตามนุษย์ได้ชั่วคราวเพราะวันหนึ่งธาตุแท้จะต้องปรากฏ แต่ไม่สามารถตบตาพระองค์ ขอให้พระวาจาของพระเจ้าชำระใจเราให้บริสุทธิ์ เพื่อเราจะได้สามารถนมัสการพระเจ้าด้วยใจและตามความเป็นจริง
พระเจ้าสถิตกับท่าน
คุณพ่อ สมชาย อัญชลีพรสันต์
ประกาศ
- คลินิกครอบครัวสุขสันต์ วันเสาร์ที่ 24 มี.ค. 2012 ที่วัดพระแม่มหาการุณย์ ลงทะเบียนเวลา 9.00 น.- 9.30 น. จบเวลา 15.00 น. ขอเชิญพี่น้องเข้าร่วมกิจกรรมนี้ ผู้ใดต้องการไปร่วมลงชื่อและความต้องการไปกับรถได้ที่หน้าวัด
- วันอาทิตย์ที่ 18 มี.ค. 2012 ขอเชิญผู้อ่านบทอ่าน ผู้ที่สนใจมาช่วยอ่านบทอ่าน และผู้ที่ปรารถนามาอ่านพระคัมภีร์ร่วมกัน รวมกันที่ศาลาเรือนไทย หลังมิสซาเวลา 10.30 น. เพื่อจัดตารางเวลาและอ่านพระคัมภีร์ร่วมกัน
- ค่ายคำสอนภาคฤดูร้อน ในปีนี้จะเริ่มประมาณปลายเดือนมีนาคมหรือต้นเดือนเมษายน ผู้ปกครองที่ต้องการส่งลูกหลานมาเรียนคำสอน ลงชื่อที่อยู่เบอร์โทรศัพท์ความต้องรถรับส่งได้ที่หน้าวัด
- ประกาศแต่งงานระหว่าง คริสโตเฟอร์ วัชระ ทิพารมย์ บุตรของ นาย คำนึง ทิพารมย์ และ เทเรซา รวีวรรณ รุ่งเรืองกนกกุล กับ นางสาว ทิวารัตน์ ศิริปรุ บุตรีของ นาย สมพงษ์ ศิริปรุ และ นาง แดง ศิริปรุ ผู้ใดทราบว่าทั้งสองมีข้อขัดขวางใดๆในการแต่งงาน ต้องแจ้งให้คุณพ่อเจ้าอาวาสทราบ
download ไฟล์ สารวัดฉบับเต็ม ได้ที่นี่ สารวัดประจำสัปดาห์ 11-03-2012
Tags: วัดรังสิต, สารวัด, สารวัด วัดพระชนนีของพระเป็นเจ้า รังสิต