บอกเล่าให้ฟัง
“รู้จริงหรือเปล่า” เป็นคำถามที่สำคัญที่เราควรจะถามก่อนที่เราจะพูดหรือทำอะไรลงไป เหตุก็เพราะว่าเมื่อพูดหรือทำอะไรลงไปแล้วก็เป็นการยากที่จะย้อนกลับมาแก้ไข ที่เขาเรียกกันว่า “รู้เท่าไม่ถึงการณ์” สิ่งที่เราต้องระมัดระวังเป็นพิเศษคือเรื่องอะไรที่สำคัญๆ ที่จะส่งผลกระทบในวงกว้าง หลายๆคนคิดว่าทุกสิ่งที่เราทำเป็นเรื่องส่วนตัวไม่เกี่ยวข้องกับผู้อื่น แต่พ่อคิดว่าความคิดเช่นนี้ไม่ชอบด้วยเหตุผล เพราะการกระทำแม้เล็กน้อยที่สุดส่งผลถึงผู้อื่นเสมอไม่มากก็น้อย อาทิ การพูดคำหยาบการแสดงอารมณ์รุนแรงกับลูกและกับสมาชิกในครอบครัว ดูเหมือนว่าเป็นเรื่องส่วนตัวเป็นเรื่องภายในครอบครัวของเรา แต่เราลองสังเกตพฤติกรรมของคนในสังคมปัจจุบัน ว่าทำไมถึงหยาบคายใจร้อนถึงปานนี้เวลาขับรถ รถติดหรือมีอะไรไม่ถูกใจหน่อยก็แสดงอารมณ์เกรี้ยวกราด บางคนก็ชักปืนขึ้นมาขู่ บางคนถึงขนาดจงใจขับรถพุ่งชนผู้อื่น ปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นล้วนมีรากฐานและเริ่มต้นที่ครอบครัวแทบทั้งสิ้น
“บาปการตัดสินผู้อื่นโดยเบาความ” จริงอยู่โดยธรรมชาติของมนุษย์เมื่อเรารับรู้หรือเห็นอะไร ก็จะมีการตัดสินอยู่แล้วว่าสิ่งนั้นหรือบุคคลนั้นดีหรือไม่ดี น่าคบหาหรือไม่คบหา ให้คุณหรือให้โทษ เพราะเราต้องคิดต้องตัดสินใจในความสัมพันธ์กับสิ่งนั้นหรือบุคคลนั้น แต่การตัดสินผู้อื่นโดยเบาความก็เป็นความผิดอยู่ดีนั่นแหละ เพราะเป็นการตัดสินโดยที่เราไม่มีเหตุผลหรือข้อมูลเกี่ยวเขา และเรื่องนั้นอย่างครบถ้วน ใครบ้างที่จะกล้าอ้างตนเองว่าเป็นผู้รอบรู้อย่างครบถ้วนแล้ว รู้แม้กระทั่งสิ่งที่ซ่อนเร้นอยู่ในก้นบึ้งแห่งจิตใจของผู้อื่น ความรู้ความคิดอ่านต่างๆของมนุษย์แม้แต่ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ที่ได้รับการพิสูจน์มาแล้วด้วยวิธีการต่างๆ ยังมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา นับประสาอะไรกับความคิดชั่วแล่นของเรา พระเยซูคริสตเจ้าตรัสว่า “อย่าตัดสินเขาแล้วท่านจะไม่ถูกตัดสิน ท่านตวงให้ผู้อื่นด้วยทะนานขนาดใด พระเป็นเจ้าจะตวงให้ท่านด้วยทะนานขนาดนั้น” เราต้องสำนึกอยู่เสมอว่าวาจาของเรามันโบยบิน ดังนั้นสิ่งที่เราพูดไปแล้วยากที่จะแก้ไขได้อย่างครบถ้วน เพราะเราไม่ทราบมันไปถึงใครถึงไหนและถูกตีความไปอย่างไร ขอให้สิ่งที่พ่อเล่าให้พี่น้องฟังเตือนใจพี่น้องให้พยายามดำเนินชีวิตอย่างรอบคอบ เพื่อวาจาและกิจการของเราจะได้เป็นสิ่งสร้างสรรค์ความดีงามให้กับสังคมของเรา
จากคุณพ่อเจ้าวัด
หนทางแห่งความสุภาพถ่อมตน
“ข้าแต่พระบิดาเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน ข้าพเจ้าสรรเสริญพระองค์ที่ทรงปิดบังเรื่องเหล่านี้ จากบรรดาผู้มีปรีชาและรอบรู้ แต่ทรงเปิดเผยแก่บรรดาผู้ต่ำต้อย”(มธ.11:25) ที่พระเยซูคริสตเจ้าตรัสเช่นนี้ไม่ใช่เพราะว่าพระองค์ไม่เห็นด้วย หรือตำหนิสติปัญญาความปรีชาความรอบรู้ของมนุษย์ ตรงกันข้ามสติปัญญาของมนุษย์เป็นพระพรที่สำคัญที่พระเป็นเจ้าประทานให้ ซึ่งทำให้มนุษย์มีอำนาจเหนือสรรพสิ่งทั้งหลาย และสามารถดำรงชีวิตอยู่รอดบนโลกใบนี้ได้ แต่ที่พระองค์ตรัสเช่นนี้เพราะหลายๆครั้งสติปัญญาของมนุษย์เป็นเหตุทำให้มนุษย์ ตามืดบอดไม่เห็นแสงแห่งธรรม มีความเย่อหยิ่งจองหอง หลงใหลในวิชาความรู้จนเกินเลย คิดว่าตนเองเก่งที่สุดรอบรู้ทุกอย่างจนในที่สุดปฏิเสธพระเป็นเจ้า และตั้งตนเป็นพระเจ้าเสียเอง ด้วยเหตุนี้หนทางไปสวรรค์จึงเป็นหนทางที่ผู้ปรีชารอบรู้ฝ่ายโลกมักมองข้ามเสมอ เพราะแนวความคิดฝ่ายโลกมุ่งแสวงหาหนทางสะดวกสบาย ความหรูหรา แต่หนทางสวรรค์เป็นหนทางที่เดินลำบากต้องการความเพียรอดทน เป็นหนทางแห่งไม้กางเขน ประตูสวรรค์เป็นประตูแคบๆมองหาลำบาก พระเยซูคริสตเจ้าจึงตรัสว่า “จงเข้าทางประตูแคบ เพราะประตูและทางที่นำไปสู่หายนะนั้นกว้างขวาง คนที่เข้าทางนี้มีจำนวนมาก แต่ประตูและทางซึ่งนำไปสู่ชีวิตนั้นคับแคบ คนที่พบทางนี้มีจำนวนน้อย”(มธ.7:13-14)
คนจำนวนน้อยที่พบหนทางและประตูสวรรค์ก็คือ “คนที่มีใจสุภาพถ่อมตน” คนประเภทนี้สามารถค้นพบหนทางและประตูสวรรค์ได้ ไม่ใช่เพราะความฉลาดรอบรู้ทางสติปัญญาฝ่ายโลก แต่เพราะความสุภาพถ่อมตนทำให้เขาสำนึกถึงความอ่อนแอ ความบกพร่องไม่สมบูรณ์พร้อมของตนเอง และพยายามแสวงหาความช่วยเหลือจากพระเป็นเจ้าโดยวอนขอพระเมตตา ขอความช่วยเหลือจากบุคคลที่อยู่รอบข้างโดยรับฟังความคิดเห็นจากผู้อื่น เขาจึงเป็นเหมือนกับภาชนะที่ว่างมีที่พร้อมพอที่จะรองรับสิ่งใหม่ๆที่เข้ามาในชีวิตอยู่เสมอ ถ้าพิจารณาด้านฝ่ายโลกคนประเภทนี้จะสามารถพัฒนาชีวิตของตน และค้นพบสิ่งใหม่ๆที่ประเทืองปัญญานำพาชีวิตไปสู่ความเจริญ ในด้านทางธรรมเนื่องจากใจที่สุภาพวอนขอพระเมตตาอยู่เสมอ ทำให้เขาเปิดใจน้อมรับพระหรรษทานความช่วยเหลือจากพระเป็นเจ้า เปิดโอกาสให้พระองค์สามารถเข้ามาทำงาน และชี้แนะหนทางสว่างแห่งพระอาณาจักรของพระองค์ให้กับเขา ความสุภาพถ่อมตนจึงเป็นหนทางที่พระเป็นเจ้าทรงเปิดเผยพระธรรมล้ำลึกแห่งพระอาณาจักรสวรรค์ให้ผู้ต่ำต้อยได้ทราบ
เพราะฉะนั้นหนทางแห่งความสุภาพถ่อมตน จึงเป็นเคล็ดลับที่สำคัญของการดำเนินชีวิตของเรา เพราะเราทราบดีจากพระวาจาของพระเจ้าว่า พระเป็นเจ้าทรงมีพระประสงค์อย่างไร พระองค์ทรงพอพระทัยคนประเภทไหน “พระองค์…..ทรงขับไล่ผู้มีใจมักใหญ่ใฝ่สูงให้กระจัดกระจายไป ทรงคว่ำผู้ทรงอำนาจจากบัลลังก์ และทรงยกย่องผู้ต้ำต่ำต้อยให้สูงขึ้น”(ลก.1:51-52) ผู้ต่ำต้อยที่พระคัมภีร์กล่าวถึงก็คือคนที่มีความสุภาพถ่อมตนนั่นเอง เมื่อเราทราบพระประสงค์ของพระเป็นเจ้าชัดเจนเช่นนี้แล้ว เราจึงต้องพยายามเดินบนหนทางที่พระองค์ทรงชี้แนะ เพื่อนำพาชีวิตของเราไปสู่เป้าหมายปลายทางคือพระอาณาจักรของพระองค์ ที่นั่นเราจะสามารถพักผ่อนหายเหนื่อยเป็นสุขในพระองค์
พระเจ้าสถิตกับท่าน
คุณพ่อ สมชาย อัญชลีพรสันต์
ประกาศ
- ประชุมสภาภิบาล วันอาทิตย์ที่ 10 ก.ค. 2011 หลังมิสซาเวลา 10.30 น. ขอเชิญคณะกรรมการสภาภิบาลทุกท่านเข้าประชุมโดยพร้อมเพียงกันด้วย
- วันอาทิตย์นี้ เป็นวันอาทิตย์ต้นเดือนหลังมิสซามีโปรดศีลล้างบาปเด็ก ผู้ใดปรารถนานำลูกหลานมารับศีลล้างบาป ให้กรอกข้อมูลล่วงหน้า ใบกรอกข้อมูลล่วงหน้ารับได้ที่บ้านพักพระสงฆ์
- วันอาทิตย์นี้เราคิดถึงท่านนักบุญ เปโตร และ เปาโล เป็นพิเศษ ขอให้เราสวดภาวนาให้พระสันตะปาปาและงานประข่าวดีของพระองค์ และพระศาสนจักรปรารถนาให้สัตบุรุษทั่วโลกร่วมบริจาคเงินเพื่อช่วยงานประกาศข่าวดีของพระสันตะปาปา กองทุนนี้ชื่อว่า “St. Peter’s Pence” พี่น้องร่วมบริจาคได้ที่ตู้ทานกลางวัด
- ขอบคุณพี่น้องทุกท่าน สำหรับกระบอกมหาพรต การทำพลับพลาเคลื่อนที่ ชุดอาภรณ์พระสงฆ์ และความร่วมมือต่างๆในวันสมโภชศีลมหาสนิทที่ทำให้ทุกอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย พ่อได้ดำเนินการทุกอย่างไปแล้ว ขอพระเป็นเจ้าตอบแทนน้ำใจดีของพี่น้องทุกท่าน
Tags: วัดรังสิต, สารวัด, สารวัด วัดพระชนนีของพระเป็นเจ้า รังสิต