บอกเล่าให้ฟัง
เทศกาลมหาพรตเป็นเวลา 40 วันที่คริสตชนใช้เตรียมจิตใจ เพื่อสมโภชพระธรรมล้ำลึกปัสกา นั่นก็คือพระเยซูคริสตเจ้าทรงรับทนทรมาน สิ้นพระชนม์ และกลับคืนพระชนมชีพเพื่อไถ่โทษมนุษย์ทั้งมวล ด้วยการสวดภาวนา ทำกิจเมตตา และจำศีลอดอาหารทำกิจใช้โทษบาป ถ้าเราสังเกตจิตตารมณ์ของเทศกาลมหาพรต และกิจการต่างๆที่พระศาสนจักรจัดให้เราคริสตชนปฏิบัติ เราจะพบว่า “เทศกาลมหาพรตไม่ใช่เทศกาล ลด ละ เลิก เท่านั้น แต่ต้องมีการปฏิบัติด้วย โดยแสดงความรัก ทำกิจเมตตา และทำความดีในลักษณะต่างๆ อาทิ การสวดภาวนา การทำบุญให้ทาน”
และเพื่อพี่น้องจะได้ดำเนินชีวิตอย่างถูกต้องตามจิตตารมณ์ของเทศกาลมหาพรต ขอให้พี่น้องได้ปฏิบัติดังต่อไปนี้
- ตามพระบัญญัติของพระเป็นเจ้า คริสตชนทุกคนต้องชดเชยใช้โทษบาปของตนตามวิธีการของแต่ละคน และเพื่อการปฏิบัติร่วมกัน จึงกำหนดวันชดเชยใช้โทษบาปซึ่งคริสตชนจะได้สวดภาวนา ปฏิบัติกิจเมตตาปราณีและความรักเป็นพิเศษ เสียสละตนเอง และทำหน้าที่ของตนอย่างซื่อสัตย์ (ม.1249)
- ทุกวันศุกร์ตลอดปี และทุกวันในเทศกาลมหาพรตเป็นวันพลีกรรม ในพระศาสนจักรทั่วไป (ม.1250)
- ทุกวันศุกร์ตลอดปี ยกเว้นวันฉลองใหญ่ เป็นวันอดเนื้อหรืออาหารอื่นตามข้อกำหนดของสภาพระสังฆราชฯ วันพุธรับเถ้าและวันศุกร์ศักดิ์สิทธิ์ เป็นวันอดเนื้อและอดอาหาร (ม. 1251)
- คริสตชนทุกคนที่มีอายุ 14 ปีบริบูรณ์ขึ้นไปต้องอดเนื้อ และคริสตชนทุกคนที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไปจนถึง 59 ปีบริบูรณ์ ต้องอดอาหาร
เป็นหน้าที่ของผู้อภิบาลและบิดามารดาที่จะต้องอบรมผู้น้อยที่ยังไม่ต้องถือกฎการอดเนื้อ และอดอาหารให้เข้าใจจิตตารมณ์ของการพลีกรรม (ม. 1252) สำหรับประเทศไทย อาศัยอำนาจตามมาตรา 1253 ของกฎหมายพระศาสนจักร สภาพระสังฆราชฯ จึงกำหนดวิธีการอดเนื้อและอดอาหารดังต่อไปนี้
การอดเนื้อ
ผู้ที่ได้ปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่งตามกำหนดนี้ ถือว่าได้ถือตามกฎการอดเนื้อ คือ
- อดเนื้อ
- ปฏิบัติกิจศรัทธานอกเหนือไปจากที่เคยปฏิบัติ อาทิ เดินรูป 14 ภาค เฝ้าศีลมหาสนิท สวดสายประคำ ฯลฯ
- ปฏิบัติกิจเมตตาปราณี เช่น ให้ทานคนจน เยี่ยมคนเจ็บป่วย ฯลฯ
- งดเว้นอาหารหรือสิ่งที่เคยปฏิบัติเป็นประจำ อาทิ งดดื่มสุราและเบียร์ งดสูบบุหรี่ ฯลฯ
- รู้จักอดออมและละเว้นสิ่งฟุ้งเฟ้อต่างๆ
การอดอาหาร
หมายถึงการรับประทานอาหารอิ่มเพียงมื้อเดียว
พ่อหวังว่าเทศกาลมหาพรตจะเป็นเวลาพิเศษที่ช่วยเราทุกคนให้เติบโตขึ้นทางความเชื่อ และมีชีวิตสนิทสัมพันธ์กับพระเป็นเจ้ามากขึ้น
จากคุณพ่อเจ้าวัด
ซื่อตรงในความคิดและกิจการ
ถ้าเราอ่านพระวรสารเราจะพบบ่อยๆว่าพระเยซูคริสตเจ้าทรงประณาม พวกหน้าไหว้หลังหลอกกลับกลอกเล่นลิ้น เสแสร้งในการปฏิบัติศาสนกิจแสดงตนว่าศรัทธา และพูดถึงพระเจ้าไม่หยุดปากเสมอ “วิบัติแก่พวกท่าน บรรดาชาวฟาริสี ธรรมาจารย์ นักกฎหมายหน้าซื่อใจคด”(ลก.11:42-47) เพราะคนพวกนี้สอนดี มีสำนวนโวหารที่น่าฟัง แต่การปฏิบัติของเขาไม่สอดคล้องกับคำสอน พวกเขาเคร่งครัดกับผู้อื่นแต่ตนเองไม่ปฏิบัติ คนไทยเรียกว่า “ปากถือศีล” การนับถือศาสนา ความเชื่อ ความรักในพระเจ้าจะใช้แต่ปากไม่ได้ แต่ต้องแสดงออกด้วยกิจการและตามความเป็นจริง “คนที่กล่าวว่าแก่เราว่า พระเจ้าข้า พระเจ้าข้า มิใช่ทุกคนจะได้เข้าสู่อาณาจักรสวรรค์ แต่ผู้ที่ปฏิบัติตามพระประสงค์ของพระบิดาของเรา ผู้สถิตในสวรรค์นั่นแหละจะเข้าสวรรค์ได้”(มธ.7:21) คำสอนนี้แสดงถึงความจำเป็นของความซื่อตรงในความคิดและกิจการของเรา
มิใช่ทุกคนจะได้เข้าสู่อาณาจักรสวรรค์ แสดงว่ามีบางคนเข้าสวรรค์ได้นั่นก็คือคนที่เรียกหาพระเจ้า พระเจ้าข้า สรรเสริญพระองค์ด้วยความจริงใจพวกเขาไม่ได้ทำด้วยปากเท่านั้น แต่ด้วยกิจการและตามความเป็นจริง ทำดีทั้งต่อหน้าและลับหลังในทุกๆสถานการณ์ คำพูดและการดำเนินชีวิตของพวกเขานั้นสอดคล้องกัน พระวาจาของพระเจ้ากล่าวชัดเจนว่ามีคนเข้าสวรรค์ได้และคนเข้าสวรรค์ไม่ได้ แสดงว่าการแสดงละคร เสแสร้งหน้าไหว้หลังหลอกตบตามนุษย์ได้ชั่วคราว แต่ตบตาพระเจ้าไม่ได้ เพราะพระองค์ทรงหยั่งรู้ถึงก้นบึ้งแห่งจิตใจมนุษย์ ในวันพิพากษาประมวลพร้อมแสงแห่งความชอบธรรมจะทำให้ทุกสิ่งปรากฏแจ้ง และพระตุลาการจะประกาศว่า “ท่านผู้กระทำชั่ว จงไปให้พ้นหน้าเรา”(มธ.7:23) แม้เขาจะอ้างถึงความสัมพันธ์กับพระองค์ ทั้งนี้เพราะพระเจ้าทรงหยั่งรู้ทุกสิ่งในจิตใจมนุษย์ ทุกสิ่งจึงต้องถูกตัดสินตามความเป็นจริง
ผู้ที่ปฏิบัติตามพระประสงค์ของพระบิดาของเรา….จะเข้าสวรรค์ได้ พระวาจาตอนนี้เน้นความสำคัญของการปฏิบัติ และไม่ใช่ปฏิบัติพอผ่านๆทำตามหน้าที่ ทำให้ดูดี ทำเพื่อเอาหน้า หรือทำอะไรก็ได้ตามใจชอบ แต่ต้องทำตามพระประสงค์ของพระเจ้า การนับถือศาสนาจึงต้องมีการปฏิบัติ ความเชื่อต้องมีกิจการ และกิจการต้องสอดคล้องกับสิ่งที่เชื่อ ความรักแท้ต้องพิสูจน์ด้วยกิจการที่ส่งเสริมคุณค่าและความดีของกันและกัน นอกเหนือนี้จึงเรียกว่าความรักไม่ได้แต่เป็นความเห็นแก่ตัว การปฏิบัติกิจการต่างๆจะมีค่าในสายพระเนตรของพระเจ้าก็ต่อเมื่อมาจากน้ำใสใจจริงของเรา คำภาวนาในบทข้าแต่พระบิดาที่ว่า “พระประสงค์จงสำเร็จในแผ่นดินเหมือนในสวรรค์” จึงแสดงให้เห็นว่าการแสวงหาและปฏิบัติตามพระประสงค์ของพระเจ้าเป็นเรื่องที่สำคัญและจำเป็นในการดำเนินชีวิตของเราคริสตชน
สัมพันธภาพที่ดีเกิดจากความซื่อตรงในความคิดและกิจการของการดำเนินชีวิต ทำให้เราสามารถอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ปราศจากความหวาดระแวง เพราะเรารู้ว่าทุกสิ่งล้วนมาจากความจริงใจ ความปรารถนาดี และไม่มีใครคิดร้าย กิจการทุกอย่างจะมีคุณค่าในสายพระเนตรของพระเจ้า ต่อเมื่อมาจากความซื่อตรงในความคิดและกิจการ จงจำไว้เสมอว่าการหน้าไหว้หลังหลอกเสแสร้งตบตาพระองค์ไม่ได้ เพราะพระองค์ทรงหยั่งรู้ทุกสิ่งถึงก้นบึ้งแห่งจิตใจของเรา
พระเจ้าสถิตกับท่าน
คุณพ่อ สมชาย อัญชลีพรสันต์
ประกาศ
- วันที่ 28 มีนาคม-สิ้นเดือนเมษายน 2011 ทางวัดจะเปิดค่ายสอนคำสอนภาคฤดูร้อน สำหรับเด็กๆเพื่อเตรียมรับศีลศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ผู้ปกครองที่ต้องการส่งเด็กมาเรียนคำสอน ลงชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ และความต้องการรถรับส่งหรือไม่ให้ชัดเจนได้ที่หน้าวัด
- วันพุธที่ 9 มี.ค. 2011 เป็นวันพุธรับเถ้า คริสตชนทุกคนที่มีอายุ 14 ปีบริบูรณ์ขึ้นไปต้องอดเนื้อ และคริสตชนทุกคนที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไปจนถึง 59 ปีบริบูรณ์ ต้องอดอาหาร การอดอาหารหมายถึงรับประทานอาหารอิ่มเพียงมื้อเดียว และเชิญพี่น้องมาร่วมมิสซาโปรยเถ้า เวลา 19.00 น.ด้วย
- วันพฤหัสฯที่ 10–วันศุกร์ที่ 11 มี.ค. 2011 เป็นวันเข้าเงียบของพระสงฆ์ ขอมิสซาในวันดังกล่าว และขอคำภาวนาด้วย
- วันอาทิตย์ที่ 13 มี.ค. 2011 มีการติดตามผลอบรม 3 เสาร์ที่ผ่านมา วิทยากรจะมาพูดเรื่อง “วันพระเจ้า” ขอเชิญพี่น้องทุกท่านรับฟังที่ศาลาเรือนไทย หลังมิสซาเวลา 10.30 น.
- ประกาศแต่งงานระหว่าง นาย ณรงค์ศักดิ์ เกาะทอง บุตรของ นาย สิริวงศ์ เกาะทอง และ นาง บุญจง งามพริ้ง กับ เทเรซา ปริชาติ ศรีวิไล บุตรีของ เปโตร ลพ ปัญยะ และ อันนา บัวใส ดวงดี ผู้ใดพบว่าทั้งสองมีข้อขัดขวางใดๆที่ทำให้แต่งงานไม่ได้ ต้องแจ้งให้คุณพ่อเจ้าวัดทราบ ไม่แจ้งมีความผิดตามกฏหมายพระศาสนจักร
Tags: วัดรังสิต, สารวัด, สารวัด วัดพระชนนีของพระเป็นเจ้า รังสิต