ฉบับที่ 890 วันอาทิตย์ที่ 6 กุมภาพันธ์ 2554 เทศกาลธรรมดา

บอกเล่าให้ฟัง

การอ่านเป็นช่องทางการเรียนรู้ของมนุษย์ที่สำคัญ พ่อเคยได้ยินสุภาษิตบทหนึ่งกล่าวว่า “วาจานั้นโบยบิน สิ่งที่เขียนไว้นั้นคงอยู่” เพราะฉะนั้นคนที่เขียนหนังสือหรือบันทึกอะไรไว้ ถ้าเข้าใจสุภาษิตบทนี้สิ่งที่เขาเขียนไว้ก็น่าจะได้รับการกลั่นกรองมาพอสมควร คิดถึงสมัยวัยเด็กเราถือว่าหนังสือเป็นสิ่งที่สำคัญ เวลาเก็บเวลาวางต้องเก็บต้องวางไว้ในที่ๆเหมาะสม จะเอามารองนั่งเอามาเยียบย่ำไม่ได้เพราะคนสมัยนั้นถือว่าหนังสือเป็นครูอาจารย์ที่ให้ความรู้กับเรา เราจึงต้องให้ความเคารพต่อหนังสือตามสมควร นิสัยรักการเป็นนิสัยที่ดีที่เราควรที่จะปลูกฝังให้ลูกของเราและตัวเราเอง เมื่อไม่นานนี้พ่อดูข่าวจากในทีวีฟังแล้วน่าตกใจ ผู้รายงานข่าวรายงานเรื่องสถิติการอ่านหนังสือ เขาบอกว่าโดยเฉลี่ยแล้ว “คนไทยอ่านหนังสือสองเล่มครึ่งต่อปี” “คนเวียดนามอ่านหนังสือหกสิบเล่มต่อปี” “คนสิงคโปร์อ่านหนังสือสี่สิบห้าเล่มต่อปี” นี่ยังไม่ทราบรายละเอียดว่าหนังสือไร้สาระรวมด้วยหรือเปล่า คิดดูแล้วก็น่าตกใจนี่ขนาดเรื่องทางโลกที่เราใฝ่ฝันอยากมีความรู้ อยากให้ลูกของเรามีการศึกษาสูงๆจะได้มีปัญญาเป็นอาวุธ เท่าทันโลกเท่าทันคน คนไทยยังแทบไม่ได้เปิดหนังสือขึ้นอ่านเลย แล้วทางธรรมที่หลายคนมองว่าเป็นเรื่องไกลตัวไร้สาระ เขาจะเปิดหนังสือธรรมะ หนังสือศรัทธา และพระคัมภีร์ขึ้นอ่านหรือ

ยิ่งในปัจจุบันนี้นาย Google มันรู้ไปเสียแทบทุกเรื่อง พี่น้องจำได้ไหมสมัยที่นาย Google ยังไม่เกิด เวลาเราต้องทำรายงานส่งครูเราทำกันอย่างไร เราต้องไปที่ห้องสมุดค้นคว้าหาหนังสือที่เกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ ต้องลอกเนื้อเรื่องที่ต้องการ รายละเอียดของหนังสือที่อ้างอิงถึงกว่าจะทำเสร็จต้องค้นคว้าอ่านหนังสือมากมาย และนำเรื่องต่างๆมาร้อยเรียงกันเป็นเรื่องราว แต่เดี่ยวนี้เด็กๆเขามีนาย Google เป็นผู้ช่วย เขาถามมันแล้วก็กด Enter ทุกอย่างก็มาที่หน้าจอยังไม่ทราบเลยว่านอกจากหัวเรื่องแล้วเนื้อเรื่องได้อ่านกันบ้างหรือเปล่า เด็กสมัยนี้จึงดูเหมือนว่าฉลาดเกินตัวเรียนรู้เรื่องราวมากมายอย่างรวดเร็ว แต่พอถามกันลึกๆเรื่องสาระชีวิตเรื่องสาระสำคัญของเรื่องต่างๆกลับไม่คอยรู้เรื่อง เพราะพวกเขาเรียนรู้ได้หลายอย่างอย่างรวดเร็วแต่ผิวเผินมากๆ ขนาดเด็กชาวต่างประเทศที่เราคิดว่าพูดภาษาอังกฤษได้ดี แต่ที่จริงแล้วไวยากรณ์ไม่ได้เรื่องเลยก็มี

ที่พ่อเล่าเรื่องเหล่านี้ให้พี่น้องฟังก็หวังว่าจะทำให้พี่น้องฉุกคิดอะไรได้บ้าง บางทีเรื่องเก่าๆก็อาจเป็นเรื่องที่ท้าทายและทำให้เรารู้จริงรู้ลึกและมีความรู้ที่แน่นอยู่บนรากฐานที่ดีที่ถูกต้องก็เป็นได้ ในปัจจุบันเราอาจจะไม่ได้อ่านจากหนังสือเพราะเทคโนโลยีมันทันสมัย แต่จะอ่านจากที่ไหนไม่สำคัญที่สำคัญต้องอ่าน และเลือกอ่านเรื่องที่ดีๆมีสาระประเทืองปัญญาเสริมสร้างความรู้ ที่พ่อเขียนเช่นนี้ก็แสดงให้เห็นชัดเจนว่าไม่ใช่อะไรๆก็อ่านได้ทุกอย่าง แต่ต้องเลือกอ่านสิ่งที่มีประโยชน์ คุณพ่อคุณแม่คงจะต้องตระหนักถึงความสำคัญของเรื่องเหล่านี้ด้วยเหมือนกัน เพราะนี่คือหนึ่งในหน้าที่หลักของคุณพ่อคุณแม่ที่ต้องอบรมลูกๆทั้งเรื่องทางโลกและทางธรรม เพื่อช่วยให้ลูกๆเติบโตขึ้นเป็นคนมีคุณภาพของสังคมให้จงได้

จากคุณพ่อเจ้าวัด

เกลือดองแผ่นดินและแสงสว่างส่องโลก

เราใช้เกลือถนอมอาหารไว้กินนานๆ เพราะความเค็มของเกลือสามารถรักษาอาหารไม่ให้เน่าเสียง่าย อาทิ เราทำของดองต่างๆเก็บไว้ เวลาที่ไหนน้ำเสียสมัยก่อนเขาก็ใส่เกลือลงในน้ำเพื่อทำให้น้ำดีขึ้น ด้วยเหตุนี้พระเยซูคริสตเจ้าจึงเปรียบเทียบชีวิตของเราคริสตชนเหมือนกับเกลือดองชุมชนหรือดองสังคม ที่จะต้องรักษาความดีงามของสังคมไว้เหมือนกับเกลือรักษาความเค็ม ซึ่งเป็นคุณสมบัติสำคัญที่ทำให้เกลือสามารถถนอมอาหารไม่ให้เน่าเสียสามารถเก็บไว้กินได้นานๆ “ท่านทั้งหลายเป็นเกลือดองแผ่นดิน”(มธ.5:15) คำเปรียบเทียบของพระเยซูคริสตเจ้าทำให้เราเห็นบทบาทหน้าที่ของคริสตชนต่อสังคมหรือชุมชนอย่างชัดเจน “คริสตชนมีบทบาทหน้าที่ทำให้สังคมดีและน่าอยู่มากขึ้นโดยยืนหยัดมั่นคงในความดี” ในมหาบุญลาภ 8 ประการเราเห็นแบบอย่างของบุคคลที่มั่นคงยืนหยัดในความดี ไม่ย่อท้อแม้ถูกเบียนข่มเหงต่างๆนาๆ การสอนให้เราคริสตชนเป็นเกลือดองแผ่นดิน เป็นการขยายความสำคัญของการดำเนินชีวิตตามหลักของมหาบุญลาภ 8 ประการ เราต้องคำเนินชีวิตและมั่นคงในแนวทางนี้เสมอ เพราะนี่เป็นพลังที่สำคัญที่สามารถให้สังคมดีขึ้นได้ และพ้นจากการดำเนินชีวิตเลวร้ายไร้สาระไปวันๆ คำถามที่สำคัญและน่าสนใจก็คือ คริสตชนแสดงบทบาทหน้าที่เป็นเกลือดองแผ่นได้จริงหรือไม่ ชุมชนที่มีคริสตชนอยู่กับชุมชนที่ไม่มีคริสตชนอยู่ต่างกันหรือไม่อย่างไร ดีกว่าหรือแย่กว่า ถ้าที่ๆมีคริสตชนอยู่ไม่มีอะไรดีขึ้นเลยซึ่งไม่มีอะไรแตกต่างจากชุมชนอื่นๆ ก็น่าคิดอยู่เหมือนกันว่าเรามีชีวิตเป็นอย่างไร “ถ้าเกลือจืดไปแล้ว จะเอาอะไรมาทำให้เค็มอีกเล่า เกลือนั้นย่อมไม่ประโยชน์อะไร นอกจากทิ้งให้คนเหยียบย่ำ”(มธ.5:13)

ความมืดเป็นสัญลักษณ์ของความเลวร้าย เพราะฉะนั้นเมื่อมนุษย์ตกในบาปพระคัมภีร์จึงเรียกมนุษย์ว่า “ประชาชนที่จมอยู่ในความมืดและเงาแห่งความตาย” การเดินทางในที่มืดเป็นการเดินทางที่อันตรายเพราะเราไม่เห็นทางเดิน ไม่เห็นอุปสรรค์ สิ่งกีดขวาง และอันตรายทั้งหลายที่อยู่รอบด้าน พระเยซูคริสตเจ้าบอกกับเราว่า “คริสตชนต้องเป็นแสงสว่างส่องโลก” เพื่อทำให้ผู้ที่จมอยู่ในความมืดมนของชีวิตได้เห็นหนทางที่พึงเดิน และไม่เดินในหนทางที่ผิดหลง “ท่านทั้งหลายเป็นแสงสว่างส่องโลก”(มธ.5:14) คริสตชนเมื่อรับศีลล้างบาป เราได้รับองค์พระคริสตเจ้าซึ่งเป็นแสงสว่างที่ส่องเข้ามาในโลก ดังนั้นการเป็นแสงสว่างส่องโลกนั้นแสดงให้เห็นว่าพระเยซูคริสตเจ้าทรงให้เกียรติเรา เชื่อมั่นว่าเราเป็นคนดีมีคุณภาพที่น้อมรับพระองค์ซึ่งเป็นแสงสว่างแท้ที่ส่องเข้ามาในโลก เราจึงมีคุณค่าความดีงามในตัวเป็นดังแสงสว่างที่สามารถส่องให้ทุกคนเห็นหนทางที่ถูกต้อง และเป็นผู้ที่รู้ทางจึงสามารถนำทางผู้อื่นให้บรรลุเป้าหมายปลายทาง ในเมื่อพระองค์ให้เกียรติเราอย่างนี้เราจึงต้องดำเนินชีวิตสมเกียรติสมศักดิ์ศรีที่พระองค์ทรงให้กับเรา ดังนั้นพระองค์จึงตรัสต่อไปว่า “ไม่มีใครจุดตะเกียงแล้วเอามาวางไว้ใต้ถัง แต่ย่อมตั้งไว้บนเชิงตะเกียง จะได้ส่องสว่างแก่ทุกคนในบ้าน” (มธ.5:14) การดำเนินชีวิตสมเกียรติสมศักดิ์ศรีแห่งการเป็นคริสตชนคือ การใช้พระพรซึ่งเป็นของประทานจากพระเป็นเจ้าให้เกิดประโยชน์ ถ้าเราไม่ใช้ให้เกิดประโยชน์เราก็จะถูกทวงคืนตามความยุติธรรม ในลักษณะของผู้ที่ได้รับมากก็จะถูกทวงถามคืนมากเช่นเดียวกัน ถ้าเราพิจารณาการเป็นเกลือดองแผ่นดินและแสงสว่างส่องโลกอย่างลึกซึ้งจะพบว่าการกระทำทั้งสองล้วนเป็น “การกระทำเพื่อผู้อื่น” ชีวิตคริสตชนที่แท้จริงจึงต้องเรียบง่ายอุทิศตนดำเนินชีวิตเพื่อผู้อื่น ขอพระวาจาของพระเจ้าเตือนใจเราให้ตระหนักถึงบทบาทหน้าที่และความรับผิดชอบของเราต่อสังคม ในฐานะที่เป็นเกลือดองแผ่นดินและแสงสว่างส่องโลก มุ่งมั่นในการทำคุณงามความดีเพื่อเสียงแซดซ้องสรรเสริญพระบิดาเจ้าสวรรค์จะได้ดังก้องไปทั่วแผ่นดิน

พระเจ้าสถิตกับท่าน
คุณพ่อ สมชาย อัญชลีพรสันต์

ประกาศ

  1. เขต 2 จัดให้มีการอบรมฟื้นฟูคริสตชน 3 เสาร์ทุวัดในเขต 2 ทางวัดของเราจะมีอบรมฟื้นฟูคริสตชน วันเสาร์ที่ 12 , 19 , 26 กุมภาพันธ์ 2011 พ่อขอความร่วมมือเชิญชวนพี่น้องทุกท่าน และทุกองค์กรรวมทั้งกิจกรรมต่างๆของวัดเข้าร่วมอบรมครั้งนี้ด้วย สอบถามได้ที่ สภาภิบาล และองค์กรต่างๆ ลงชื่อได้ที่หน้าวัดเพื่อทางวัดจะได้สามารถจัดเตรียมอาหาร
  2. วันอาทิตย์นี้ หลังมิสซาขอเชิญผู้สูงอายุทุกท่านร่วมพบปะสังสรรค์และทานอาหารร่วมกัน
  3. ประมาณปลายเดือนมีนาคม-สิ้นเดือนเมษายน 2011 ทางวัดจะเปิดค่ายสอนคำสอนภาคฤดูร้อน สำหรับเด็กๆเพื่อเตรียมรับศีลศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ผู้ปกครองที่ต้องการส่งเด็กมาเรียนคำสอน ลงชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ และต้องการรถรับส่งหรือไม่ให้ชัดเจนได้ที่หน้าวัด
  4. ประกาศแต่งงานระหว่าง ยอแซฟ วรวัช เลิศธนาผล บุตรของ ยอแซฟ เป้งเฮี้ยง แซ่โล้ว และ เทเรซา ซ่อซัง แซ่ลิ้ม กับ นางสาว สายรุ้ง ปาสวัสดิ์ บุตรีของ นาย สุพจน์ ปาสวัสดิ์ และ นาง ชวนพิศ ปาสวัสดิ์ ผู้ใดพบว่าทั้งสองมีข้อขัดขวางใดๆที่ทำให้แต่งงานไม่ได้ ต้องแจ้งให้คุณพ่อเจ้าวัดทราบ ไม่แจ้งมีความผิดตามกฏหมายพระศาสนจักร

Tags: , ,

'งดแสดงความคิดเห็น'.