สารวัด ฉบับที่ 851 วันอาทิตย์ที่ 9 พฤษภาคม 2553 อาทิตย์ที่ 6 เทศกาลปัสกา

บอกเล่าให้ฟัง

วัดเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์เป็นที่ประทับของพระเป็นเจ้า เพราะมีพระแท่นบูชา และศีลมหาสนิท ซึ่งหมายถึงการประทับอยู่ของพระเยซูคริสตเจ้าในสถานที่นั้น เพราะฉะนั้นการเข้าไปในวัดจะต้องมีความเคารพ และสำรวมด้วยท่าที และการแสดงออกทุกอย่าง พ่อดีใจครับที่วัดของเรามีการติดประกาศเตือนให้สำนึกว่า “ต้องแต่งกายให้เรียบร้อย และให้ปิดเครื่องมือสื่อสาร” เรื่องโทรศัพท์มือถือก็มีเสียงดังขึ้นมาบ้าง แต่นานๆ ครั้งก็ถือว่าเป็นความเผลอเลอลืมปิดไปไม่ว่ากัน บางทีพ่อก็ยังลืมเหมือนกัน ส่วนเรื่องการแต่งกายส่วนใหญ่ก็แต่งกายเรียบร้อยพอสมควรอยู่แล้ว แต่ก็มีบางส่วนควรปรับปรุงตัวให้เข้ากับกาลเทศะเหมือนกัน พี่น้องต้องสอนลูกหลาน และเป็นแบบอย่างให้กับพวกเขาในเรื่องนี้ด้วย เหมือนกับสมัยปู่ยาตายายของเรา พวกท่านจะจัดหาชุดพิเศษไว้แต่งมาวัดกันเลยทีเดียว นี่เป็นเรื่องดีนะครับควรเก็บรักษาไว้และปฏิบัติกันต่อไป สำหรับคุณพ่อคุณแม่ควรระวังเป็นพิเศษ เพราะในสายตาของเราลูกๆ ของเราจะดูเป็นเด็กตลอดกาล แต่ความจริงพวกเขาโตแล้ว และโตเร็วกว่าสมัยของเราด้วย เราต้องสอนให้พวกเขาแต่งตัวมาวัดอย่างเหมาะสม อาทิ การสวมกางเกงขาสันเต่อมาวัด เพราะเขาโตแล้วไม่ใช่เด็กเล็กๆเหมือนแต่ก่อน แม้แต่หลานพ่อเอง และเด็กๆ หลายคนที่พ่อเลยเห็นมาตั้งแต่เล็กๆ สมัยยังเป็นเด็กเล็กอยู่พวกเขาก็มากอดคอเกาะแขนเกาะขาพ่อเหมือนกัน แต่พอเจอกันภายหลังเด็กๆหลายคนก็ทำแบบเดิมพ่อจึงต้องบอกเขาว่า “ลูกทำอย่างนี้ไม่ได้แล้วลูกเพราะเวลานี้ลูกโตเป็นสาวแล้ว” สาเหตุที่ต้องทำอย่างนี้เพราะบางครั้งเด็กๆ เองก็ลืมตัวได้เหมือนกัน

กิริยาท่าทางอื่นๆ อาทิ การนั่ง การเดิน การพูดจา เป็นต้นคุยในวัด การยืน การพนมมือระหว่างฟังพระวาจาของพระเจ้า ก็คงไม่ต้องบอกนะครับว่าต้องทำอย่างไร เพราะเชื่อว่าพี่น้องทราบดีอยู่แล้ว เพียงแต่เราต้องพยายามช่วยกันทำอย่างจริงจัง และจริงใจด้วยความสำนึกที่ดีงามเท่านั้น การเข้ามารับศีลมหาสนิทพี่น้องก็ทำถูกต้อง และดีขึ้นเรื่อยๆ “นั่นก็คือเวลาเข้ามารับศีลมหาสนิท ต้องทำความเคารพอย่างใดอย่างหนึ่งต่อศีลมหาสนิทก่อน และตอบว่า อาแมน แล้วจึงรับศีลมหาสนิทได้” การพนมมือระหว่างฟังพระวาจาของพระเจ้า ตอนบทอ่านที่หนึ่งและสอง พ่อประกาศไปแล้ว และพ่อได้พนมมือฟังพระวาจาของพระเจ้า เป็นแบบอย่างให้พี่น้องเห็นแล้ว พ่อสังเกตว่ามีคนทำตามมากขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน พ่อหวังว่าอีกไม่นานพวกเราจะได้เห็นภาพการถวายเกียรติ แด่พระเป็นเจ้าอย่างพร้อมเพียง และงดงามของพี่น้องทุกๆ ท่านในการร่วมพิธีกรรมที่วัดพระชนนีของพระเป็นเจ้าของเรา

จากคุณพ่อเจ้าวัด

เมตตาธรรมค้ำจุนชีวิต

“ผู้ใดรักเรา ผู้นั้นจะปฏิบัติตามวาจาของเรา พระบิดาของเราจะทรงรักเขา พระบิดาจะเสด็จมาพร้อมกับเรามาหาเขา จะทรงพำนักอยู่กับเขา” (ยน.14:23) พระวาจาที่พระเยซูคริสตเจ้าทรงสอนทั้งหมด สรุปสั้นๆก็คือบทบัญญัติแห่งความรัก รักพระเป็นเจ้า และรักเพื่อนมนุษย์ พระวาจาของพระเจ้าที่อ้างถึงข้างต้นนี้แสดงให้เห็นว่า “ที่ใดมีความรักและความเมตตากรุณา พระเป็นเจ้าประทับอยู่ที่นั่น” พระเยซูคริสตเจ้าตรัสกับเราอย่างชัดเจนว่า ผู้ใดรักพระองค์จะต้องปฏิบัติตามพระวาจาของพระองค์ ดังนั้นความรักที่ไม่มีกิจการจึงเป็นความรักที่หลอกลวง เพราะฉะนั้นเราอย่ารักกันแต่ปากแต่ให้เรารักกันด้วยกิจการด้วย การที่เราจะบอกกับใครสักคนว่า “ผมรักคุณ” คงไม่ใช่เรื่องยากอะไรนัก แต่เมื่อไรประโยคที่เรากล่าวนั้นมันเรียกร้องกิจการ ที่ต้องแสดงออกอย่างเป็นรูปธรรม ก็น่าคิดอยู่เหมือนกันว่ามันจะง่ายอย่างที่พูดหรือเปล่า อาทิ เราบอกว่าเรารักสามีหรือภรรยาของเรา แล้ววันหนึ่งเขาอาจจะมิได้เป็นอย่างที่เราคาดหวัง หรืออาจจะทำอะไรพลาดไปในบางเรื่อง ที่เรียกร้องความเข้าใจและการให้อภัย เราจะสามารถให้อภัยเขา และรักเขาเหมือนเดิมได้หรือเปล่า ความรักแท้ให้อภัยเสมอและไม่จดจำความผิด

พระเยซูคริสตเจ้าทรงสอนเรื่องความรัก ความเมตตา และการให้อภัยบ่อยๆเพื่อย้ำเตือนเราว่า บทบัญญัตินี้เป็นเอกลักษณ์ของเรา เราต้องปฏิบัติตาม “ถ้าพวกท่านรักกันคนทั้งหลายจะรู้ว่าท่านเป็นศิษย์ของเรา” (ยน.13:35) รักพระเป็นเจ้าและรักเพื่อนมนุษย์ เป็นเรื่องสองเรื่องที่แยกจากกันไม่ได้ เราจะรักพระเป็นเจ้าที่เรามองไม่เห็นได้อย่างไร ในเมื่อเราไม่สามารถรักเพื่อนพี่น้องที่อยู่ใกล้ชิด และเห็นกันอยู่ตำตา พระเป็นเจ้าเป็นความรัก เราจึงแน่ใจได้ว่าที่ใดมีความรัก และความเมตตา พระเป็นเจ้าประทับอยู่ที่นั่น พระเยซูคริสตเจ้าทรงสอนเรื่องเหล่านี้เป็นดังคำมั่นสัญญา และเป็นกำลังใจสำหรับสาวกของพระองค์ว่า ถ้าพวกเขารักกันและกัน ไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ที่ไหนและทำอะไรในนามของพระองค์ ก็ไม่ต้องกลัวสิ่งใด เพราะพระองค์จะประทับอยู่ที่นั้นเป็นดั่งเกราะป้องกันภัย และเป็นพลังในการทำกิจการต่างๆ ของพวกเขา “ถ้าพวกท่านตั้งแต่สองคนขึ้นไปทำอะไรไม่ว่าในนามของเรา เราจะอยู่ที่นั่น และไม่ว่าท่านจะวอนขอสิ่งใดพระบิดาจะฟังคำของพวกท่าน” (มธ.18:19-20)

ในคำภาวนาก่อนที่พระเยซูคริสตเจ้าจะทรงสิ้นพระชนม์ พระองค์ทรงบอกกับพระบิดาว่าบรรดาสาวกของพระองค์ อยู่ท่ามกลางศัตรู และมีอันตรายอยู่รอบด้าน แท่นที่พระองค์จะวอนขอความช่วยเหลือหรือการปกป้องต่างๆแก่บรรดาสาวก พระองค์ไม่ขอสิ่งเหล่านั้นแต่พระองค์ขอว่า “ข้าแต่พระบิดา ข้าพเจ้าอธิษฐานภาวนา เพื่อให้ทุกคนเป็นหนึ่งเดียว” (ยน.17:21) แสดงว่าความรัก และความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันเป็นเรื่องที่สำคัญ เป็นดังเกราะป้องกันอันตรายมาแผ้วพาล เป็นพลังในการปฏิบัติพันธกิจที่ได้รับมอบหมาย เป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดสันติสุขความดีงาม และเป็นเครื่องหมายถึงการประทับอยู่ของพระเป็นเจ้า พระองค์เองนั่นแหละจะทรงช่วยเหลือ และค้ำจุนชีวิตของเรา พระเป็นเจ้าอยู่ฝ่ายเราแล้วเราจะต้องกลัวสิ่งใด พี่น้องเราทุกคนคงต้องการทำให้ครอบครัวของเรา ชุมชนวัดของเราอยู่กันอย่างปลอดภัย มีสันติสุข ถ้าเราต้องการเช่นนี้จริงก็ต้องทำตามคำสอนของพระเยซูคริสตเจ้า นั่นก็คือให้เรารักกัน และเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน พวกเราจะปลอดภัย และมีสันติสุขแน่นอน เพราะพระองค์ทรงสัญญาและถือตามเสมอ อาแมน

พระเจ้าสถิตกับท่าน
คุณพ่อ สมชาย อัญชลีพรสันต์

ประกาศ

  1. ประชุมสภาภิบาลวันอาทิตย์นี้ หลังมิสซา เวลา 10.30 น.
  2. วันอาทิตย์ที่ 6 มิ.ย. 2010 เป็นวันสมโภชพระกาย และพระโลหิตพระคริสตเจ้า ขอเชิญเด็กๆโปรยดอกไม้ ลงชื่อได้ที่หน้าวัด เวลานี้เริ่มซ้อมไปบ้างแล้ว
  3. ผู้ที่ต้องการไปร่วมพิธีปิดปีพระสงฆ์ บวชพระสงฆ์ และรื้อฟื้นการสมรส 50 ปี 40 ปี 25 ปี ในวันเสาร์ที่ 12 มิ.ย. 2010 ณ อาสนวิหารอัสสัมชัญ กรุงเทพฯ เวลา 10.00 น. ลงชื่อสำรองที่นั่งได้ที่หน้าวัด
  4. อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯอนุญาตให้ สังฆานุกร ยอแซฟ สุพัฒน์ หลิวสิริ รับศีลบวชเป็นพระสงฆ์ได้ ในวันเสาร์ที่ 12 มิ.ย. 2010 เวลา 10.00 น. ณ อาสนวิหารอัสสัมชัญ ผู้ใดทราบว่าสังฆานุกรท่านนี้มีข้อขัดขวางใดๆ ที่ทำให้บวชเป็นพระสงฆ์ไม่ได้ ให้แจ้งให้พระสังฆราชหรือคุณพ่อเจ้าวัดทราบ
  5. ขอให้พี่น้องนำกระบอกมหาพรตมาคืนที่วัด เพื่อพ่อจะได้ดำเนินการต่อได้อย่างรวดเร็ว
  6. วันพุธที่ 12-วันพฤหัสฯที่ 13 เป็นวันเข้าเงียบของพระสงฆ์กรุงเทพฯ ของดมิสซาและขอคำภาวนาด้วย

Tags: , ,

'งดแสดงความคิดเห็น'.