สารวัด ฉบับที่ 852 วันอาทิตย์ที่ 16 พฤษภาคม 2553 สมโภชพระเยซูเจ้าเสด็จขึ้นสวรรค์

บอกเล่าให้ฟัง

การรับศีลมหาสนิทเป็นเรื่องที่สำคัญสำหรับชีวิตคริสตชน ที่เราต้องนำมาพิจารณา เพราะการละเลยไม่ไปรับศีลมหาสนิทบ่อยๆอย่างไม่มีเหตุผลอันควร เป็นอันตรายต่อชีวิตจิตวิญญาณของเรา ในหนังสือจำลองแบบพระคริสต์ บทที่ 3 อธิบายถึงเรื่องนี้ว่า “ศีลมหาสนิทเป็นโอสถทิพย์แห่งจิตวิญญาณ” หลังจากมนุษย์ตกในบาปมนุษย์มีความโน้มเอียงในทางชั่ว เหมือนคนป่วยที่ต้องกินยาอย่างสม่ำเสมอ ถ้าไม่กินยาอาการป่วยจะทรุดหนักมากขึ้นจนถึงขั้นทำให้เสียจิตวิญญาณ “ประสาทความรู้สึกต่างๆ ของมนุษย์ มักลำเอียงไปทางชั่วนับแต่วัยรุ่น และหากไม่ได้โอสถทิพย์คอยช่วยเหลือแล้ว ไม่ช้ามนุษย์จะตกอยู่ในสถานะเลวร้ายยิ่งขึ้น ฉะนั้นการรับศีลมหาสนิทจึงช่วยฉุดเขาออกจากความชั่ว และทำให้เขาตั้งมั่นอยู่ในความดี”

พี่น้องเวลาที่พ่อเห็นคนมาร่วมมิสซาบูชาขอบพระคุณมากๆ พ่อก็ดีใจไม่ใช่เพราะคิดว่านี่เป็นผลงานของพ่อนะ แต่พ่อรู้สึกว่าพี่น้องอยู่ในหนทางที่ปลอดภัยฝ่ายจิตวิญญาณ ในทำนองเดียวกัน เวลาที่พ่อเห็นคนมาร่วมมิสซาบูชาขอบพระคุณแล้ว ไม่รับศีลมหาสนิท พ่อก็รู้สึกเป็นห่วงและมีคำถามมากมายในใจ ทำไม ? มีปัญหาอะไรหรือเปล่า ? พ่อพอจะช่วยอะไรได้บ้างไหม ? จากประสบการณ์หลายปีในชีวิตสงฆ์ของพ่อ พ่อพบความเข้าใจผิดมากมาย ที่ทำให้หลายๆคนไม่กล้าเข้าไปรับศีลมหาสนิท และปัญหาส่วนใหญ่เกิดจาก การคิดไปเอง แล้วทึกทักว่าตนเองรับศีลมหาสนิทไม่ได้ อาทิ คำพ้องจอง กินน้ำกินท่า กินข้าวกินปลา แก้บาปรับศีล แล้วพี่น้องก็คิดว่าจะต้องแก้บาปทุกครั้ง จึงจะสามารถไปรับศีลได้ หลายๆคนจึงก็ถือว่าการไปรับศีลมหาสนิท โดยไม่ได้รับศีลอภัยบาปก่อนเป็นบาปหนัก ความจริงแล้วพระศาสนจักรไม่เคยสอนอย่างนี้เลย มันเป็นเรื่องคำพ้องจองและการคิดไปเอง พระศาสนจักรสอนว่าถ้ามีบาปหนัก ให้ไปรับศีลอภัยบาปก่อน แล้วจึงไปรับศีลมหาสนิทไม่เช่นนั้นจะเป็นการทุราจารศีลมหาสนิท ถ้ามีบาปเบา หรือไม่มีอะไรมากมายให้เป็นทุกข์ถึงบาปอย่างสมบูรณ์ สวดบทแสดงความทุกข์ แล้วไปรับศีลมหาสนิทได้ หรือบางคนแต่งงานแล้วเกิดครอบครัวแตกแยก ภรรยาไปมีสามีใหม่ สามีไปมีภรรยาน้อยซึ่งไม่ใช่ความผิดของตนเอง และตัวเขาเองก็ไม่ได้ไปมีสามี หรือภรรยาใหม่ แต่ไม่ไปรับศีลมหาสนิท เพราะคิดว่ารับศีลมหาสนิทไม่ได้ อีกบางคนแต่งงานไม่เรียบร้อยจริงแต่ปัญหานั้นจบแล้ว เช่นฝ่ายหนึ่งเสียชีวิตหรือแยกทางกันไปแล้ว ก็สามารถมารับศีลอภัยบาป และศีลมหาสนิทได้แล้วฯลฯ แม้ว่าบางคนจะรับไม่ได้จริงๆ ก็สามารถเป็นทุกข์ถึงบาป และสวดภาวนาวอนขอพระเยซูคริสตเจ้า ให้เสด็จมาประทับในจิตวิญญาณของเราได้ เราเรียกว่า “การรับศีลมหาสนิทด้วยความปรารถนา” เพราะฉะนั้นพี่น้องอย่าละเลยการรับศีลมหาสนิทง่ายๆ และอย่าคิดเองถ้าสงสัยไม่แน่ใจ ไม่รู้ ไม่เข้าใจ ให้มาถามหรือปรึกษาพระสงฆ์ก่อน ถ้าใครคิดว่าสวดภาวนา วอนขอรับศีลมหาสนิทด้วยความปรารถนาไม่เป็น ให้มาขอบทภาวนาจากพ่อได้นะครับ

จากคุณพ่อเจ้าวัด

สมโภชพระเยซูคริสตเจ้าเสด็จขึ้นสวรรค์

การเสด็จขึ้นสวรรค์ของพระเยซูคริสตเจ้า เป็นการยืนยันถึงความเชื่อเรื่องชีวิตหลังความตาย มนุษย์ไม่ได้จบสิ้นทุกสิ่งเมื่อตาย แต่หลังความตายแล้วยังมีชีวิตต่อเนื่องไป แต่จะสุขหรือทุกข์นั้น ก็ขึ้นอยู่กับการดำเนินชีวิตในโลกนี้ ใครทำดีก็จะได้รับความสุข ใครทำชั่วก็จะได้รับความทุกข์ ความเชื่อเรื่องชีวิตหลังความตาย เป็นเรื่องที่สำคัญเพราะมีความสัมพันธ์กับการดำเนินชีวิตของเรา มีหลายคนเชื่อว่าสวรรค์นรกไม่มีจริง มนุษย์จบทุกสิ่งเมื่อตาย สำหรับคนเหล่านี้ การทำความดีไม่มีคุณค่าสำหรับพวกเขา พวกเขาจึงมุ่งแสวงหาความสุขในโลกนี้ให้มากที่สุด โดยไม่คำนึงถึงบาปบุญคุณโทษ เพราะมนุษย์ตายแล้วก็จบทุกสิ่ง ยังมีคนอีกบางกลุ่มเน้นเรื่องสวรรค์มากเกินไป สวรรค์เป็นเรื่องหลังความตายเท่านั้น คนจำพวกนี้ก็มักจะละเลยหน้าที่การงานฝ่ายโลก ในการร่วมมือกับพระเป็นเจ้าในการสร้างสรรค์โลกนี้ให้น่าอยู่มีสันติสุข สำหรับพรเยซูคริสตเจ้าพระอาณาจักรของพระเจ้า หรือสวรรค์เริ่มต้นตั้งแต่ในโลกนี้แล้ว เราจึงสามารถสร้างสวรรค์บนแผ่นดินนี้ โดยการทำคุณงามความดีทำให้โลกนี้ เป็นสวรรค์หรือพระอาณาจักรของพระเจ้า ซึ่งเป็นอาณาจักรแห่งความศักดิ์สิทธิ์ ความรัก ความยุติธรรม สันติสุขและความชื่นชมยินดี และนี่คือพันธกิจที่สำคัญ ที่พระเยซูคริสตเจ้าทรงมอบให้กับเราทุกๆคนให้สืบสานต่อจนสำเร็จ

ก่อนที่จะเสด็จขึ้นสวรรค์ พระเยซูคริสตเจ้าทรงมอบพันธกิจให้บรรดาสาวกของพระองค์ ออกไปประกาศข่าวดีแก่นานาชาติ “ท่านทั้งหลายจงออกไปทั่วโลกประกาศข่าวดีให้มนุษย์ทั้งปวง”(มก.16:15) “จงต้องประกาศ……ให้นานาชาติกลับใจเพื่อรับอภัยบาปโดยเริ่มจากกรุงเยรูซาเล็ม”(ลก.24:47) ดูเหมือนพระวรสารจะบันทึกคำสั่ง ให้ทำพันธกิจไว้ไม่เหมือนกันแต่สาระของพัธกิจนั้นเหมือนกัน นักบุญลูกาท่านต้องการจะเน้นเรื่องการกลับใจใช้โทษบาป เพราะนี่คือแก่นสำคัญของข่าวดี การประกาศข่าวดีคือการทำให้มนุษย์กลับใจจากการดำเนินชีวิตแบบเดิมๆ มาดำเนินชีวิตตามจิตตารมณ์แห่งพระอาณาจักรของพระเจ้า นั่นก็คือดำเนินชีวิตในความเป็นหนึ่งเดียวกัน ความรัก และเมตตาธรรม เป็นการทำให้พระอาณาจักรของพระเจ้า ปรากฏเป็นจริงบนแผ่นดินนี้นั่นเอง

ขอให้คำสั่งสุดท้ายก่อนจะเสด็จขึ้นสวรรค์ของพระเยซูคริสตเจ้า ทำให้เราตระหนักถึงพันธกิจ ที่พระองค์มอบหมายให้กับเราในการประกาศข่าวดี ร่วมมือกับพระองค์ในการเสริมสร้างพระอาณาจักรของพระเจ้า ให้เป็นจริงบนแผ่นดินนี้ เพื่อสังคมของเราจะได้เป็นสังคมที่เต็มเปี่ยมด้วยความรัก สันติสุข และเป็นสังคมที่น่าอยู่สืบไป พระเยซูคริสตเจ้าทรงสั่งให้เริ่มประกาศข่าวดีที่กรุงเยรูซาเล็มก่อน นั่นหมายความว่าการประกาศข่าวดี ต้องเริ่มจากตัวเรา ครอบครัวของเรา และคนใกล้ชิดของเราก่อน แล้วนั่นข่าวดีก็จะแผ่ขยายจนสุดปลายแผ่นดิน

พระเจ้าสถิตกับท่าน
คุณพ่อ สมชาย อัญชลีพรสันต์

ประกาศ

  1. วันอาทิตย์ที่ 6 มิ.ย. 2010 เป็นวันสมโภชพระกายและพระโลหิตพระคริสตเจ้า ขอเชิญเด็กๆโปรยดอกไม้ ลงชื่อได้ที่หน้าวัด เวลานี้เริ่มซ้อมไปบ้างแล้ว
  2. ผู้ที่ต้องการไปร่วมพิธีปิดปีพระสงฆ์ บวชพระสงฆ์ และรื้อฟื้นการสมรส 50 ปี 40 ปี 25 ปี ในวันเสาร์ที่ 12 มิ.ย. 2010 ณ อาสนวิหารอัสสัมชัญ กรุงเทพฯ เวลา 10.00 น. ลงชื่อสำรองที่นั่งได้ที่หน้าวัด
  3. อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯอนุญาตให้ สังฆานุกร ยอแซฟ สุพัฒน์ หลิวสิริ รับศีลบวชเป็นพระสงฆ์ได้ ในวันเสาร์ที่ 12 มิ.ย. 2010 เวลา 10.00 น. ณ อาสนวิหารอัสสัมชัญ ผู้ใดทราบว่าสังฆานุกรท่านนี้มีข้อขัดขวางใดๆ ที่ทำให้บวชเป็นพระสงฆ์ไม่ได้ ให้แจ้งให้พระสังฆราชหรือคุณพ่อเจ้าวัดทราบ
  4. ขอให้พี่น้องนำกระบอกมหาพรต มาคืนที่วัดเพื่อพ่อจะได้ดำเนินการต่อได้อย่างรวดเร็ว
  5. วันอาทิตย์ที่ 23 พ.ค. 2010 คุณพ่อ ศรายุทธ คำภูแสน พระสงฆ์ใหม่จะมาถวายมิสซาบูชาขอบพระคุณที่วัดของเรา เวลา 8.30 น. ขอเชิญพี่น้องมารับพรและแสดงความยินดีกับพระสงฆ์ใหม่
  6. ขอต้อนรับสมาชิกสภาภิบาลวัดในเขต 2 ของอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ ที่มาร่วมประชุมกันที่วัดของเราในวันอาทิตย์ที่ 16 พฤษภาคม
  7. วันเสาร์ที่ 22 พ.ค. 2010 คณะกรรมผู้สูงอายุเขต 2 จะมาประชุมที่วัดของเรา เวลา 9.30 น.

Tags: , ,

'งดแสดงความคิดเห็น'.