บอกเล่าให้ฟัง
คำว่า “รัก” เป็นคำที่มีความหมาย และให้ความรู้สึกที่ดีๆเวลาที่เราพบ อาทิ รักการเรียนถ้าใครบอกว่าลูกของเรารักการเรียน ก็แสดงว่าลูกของเราขยันเรียนใฝ่รู้ ก็เชื่อได้เลยว่าลูกของเราต้องเรียนดีมีอนาคตแน่นอน รักบ้าน รักครอบครัว แสดงว่าคนนี้ต้องอยู่ติดบ้าน และดูแลเอาใจใส่ครอบครัวเป็นอย่างดี รักธรรมชาติสิ่งแวดล้อม แสดงว่าเขาจะต้องพยายามรักษาดูแลธรรมชาติสิ่งแวดล้อมไม่ยอมให้มันถูกทำลาย รักลูก รักพระเป็นเจ้า ฯลฯ ถ้าเราสังเกตดีๆ จะพบว่าคำนี้ให้ความรู้สึกทางแง่บวกแทบทั้งนั้น แต่ก็อย่าลืมนะครับยังมีคำว่า “ความรักเป็นเพียงแค่ลมปาก” พระเยซูคริสตเจ้าสอนเราว่าอย่ารักกันแต่ปากแต่ต้องรักกันด้วยกิจการ หลายๆครั้งเรารักกันแต่ปากแต่จิตใจ และกิจการยังห่างจากสิ่งที่เราบอกว่ารักมากนัก รักแบบนี้จึงเป็นรักที่หลอกลวง
ปัญหาในครอบครัวทุกวันนี้ ส่วนใหญ่มาจากการขาดความสมดุลดังที่กล่าวแล้ว พ่อแม่บอกว่ารักลูก เพราะฉันอุตส่าห์ทำมาหากินเหนื่อยยากเพื่อให้ลูกสบาย แต่ลูกกลับมองว่าพ่อแม่บ้างานรักตนเองไม่สนใจเขา ไม่มีเวลาให้พวกเขาเลย สามีภรรยาบอกว่ารักกัน แต่ไม่เคยถามทุกข์สุขกันเลย ไม่เคยแสดงออกภายนอก แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าเธอรักฉัน ลองหาเวลาใช้ชีวิตร่วมกัน ถามทุกข์สุข ให้คำชมเชยจากใจจริงกันบ้าง ลองสัมผัสลูกบ้าง จะเป็นการโอบกอด โอบไหล่ จับมือ ลูบศีรษะเบาๆ สิ่งเล็กๆน้อยเหล่านี้มันแทบไม่ต้องลงทุนลงแรงอะไร แต่มันจะทำให้ปัญหาหลายเรื่องในครอบครัวคลี่คลายลง นักสังคมวิทยาคนหนึ่งเคยกล่าวเป็นประโยคที่น่าฟังว่า “เราอย่าบอกว่าเราไม่มีเวลา เพราะทุกคนมีเวลาวันละ 24 ชั่วโมงเท่าๆกัน แต่คุณควรจะใช้เวลาที่เหลืออยู่ หรือที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด” เรามุมานะทำงานเพื่อทำให้ครอบครัวของเรามีความสุขไม่ใช่หรือ ถ้าทำแล้วครอบครัวไม่มีความสุข ก็แสดงว่าการกระทำนั้นไม่บรรลุเป้าหมาย แต่ถ้าเราแบ่งเวลาให้กับครอบครัวบ้าง และจะทำให้ครอบครัวของเรามีความสุขมากขึ้นก็น่าจะทำ เพราะนั่นเป็นเป้าหมายแท้ของความพยายามสร้างเนื้อสร้างตัวของเรา ยิ่งดีกว่านั้นอีก ถ้าเราให้เวลาสำหรับสรรเสริญพระเป็นเจ้าด้วยความรู้คุณบ้าง พระองค์จะอวยพรครอบครัวของเราให้มีความสุข พ่อคิดว่านี่เป็นการกระทำที่คุ้มสุดคุ้มนะครับ ถ้าเรารักพระองค์จริง
จากคุณพ่อเจ้าวัด
เป็นพยานด้วยการดำเนินชีวิต
“ถ้าท่านมีความรักต่อกัน ทุกคนจะรู้ว่า ท่านเป็นศิษย์ของเรา” (ยน.13:32) การประกาศข่าวดีไม่ใช่การแสดงวาทศิลป์หรือการโต้แย้งกันด้วยเหตุผล แต่เป็นการประกาศข่าวดีจริงๆ คือนำเอาคำสอน และการปฏิบัติที่จะทำให้มนุษย์ได้รับความรอดพ้น และไปถึงเป้าหมายแท้จริงของชีวิต ไปบอกให้กับผู้อื่นทราบด้วยจิตตารมณ์แห่งความรัก และการแบ่งปัน ดังนั้นการประกาศข่าวดี จึงไม่ใช่การประกาศด้วยคำพูดเท่านั้น แต่ต้องเป็นการดำเนินชีวิตให้ประจักษ์ชัดว่า “เราดำเนินชีวิตตามคำสอนนี้แล้วเรามีความสุข ชีวิตของเรามีคุณค่า และบังเกิดผลตามคำสอนจริง” ชีวิตที่เป็นพยานเป็นสิ่งที่ทำให้คำสอนของเรา มีน้ำหนัก และน่าเชื่อถือ คำสอนที่สำคัญของพระเยซูคริสตเจ้าคือ บทบัญญัติแห่งความรัก เราจึงต้องรักกันและกัน เป็นแบบอย่าง “ถ้าท่านรักกันและกัน คนเขาจะรู้ว่าท่านเป็นศิษย์ของเรา” นี่แหละคือการประกาศดีด้วยชีวิตที่เป็นพยาน
เนื้อหาของข่าวดีที่เราคริสตชนต้องประกาศคือ “เรื่องราวเกี่ยวกับพระอาณาจักรของพระเจ้า” ซึ่งเป็นอาณาจักรแห่งความรัก ความศักดิ์สิทธิ์ ความยุติธรรม ความชื่นชมยินดี และสันติสุข ในเทศกาลปัสกา เราสมโภชชัยชนะของพระเยซูคริสตเจ้าต่อบาป และความตายด้วยความชื่นชมยินดี เป็นเครื่องหมายว่าพระอาณาจักรของพระเจ้าเป็นจริง และเกิดขึ้นแล้วในตัวของผู้ที่มีความเชื่อในพระองค์ทุกคน โดยอาศัยมหาทรมาน การสิ้นพระชนม์ และการกลับคืนพระชนมชีพของพระองค์ เราทุกคนได้รับการไถ่ให้รอดพ้น เป็นสมาชิกในพระอาณาจักรของพระเจ้าแล้ว เราต้องพยายามรักษาความดีงาม ที่พระเป็นเจ้าคืนให้กับเราไว้อย่างดี ทำให้เติบโต และพยายามเผยแผ่ข่าวดีนี้ไปให้คนอื่นได้รับทราบด้วย ดังนั้นการประการข่าวดีจึงเริ่มต้นที่ตัวเรา ในกลุ่มคริสตชนของเราก่อน โดยเริ่มต้นจากการดำเนินชีวิตตามจิตตารมณ์ของพระอาณาจักรของพระเจ้า เพื่อทำให้ทุกคนได้สัมผัสกับบรรยากาศของพระอาณาจักรของพระเจ้าบนแผ่นดินนี้ เมื่อได้สัมผัสแล้ว เขาจะสนใจ และมีความเชื่อในองค์พระเยซูคริสตเจ้า
สมัยแรกๆ คริสตชนประกาศข่าวดี และดำเนินชีวิตตามจิตตารมณ์แห่งพระอาณาจักรของพระเจ้า ด้วยความรัก ความเมตตา การแบ่งปันและช่วยเหลือคนยากจน จนในที่สุดที่เมืองอันทิโอก เมื่อคนที่นั่นเห็นว่า คนกลุ่มนี้เขารักกัน แบ่งปัน และช่วยเหลือกันและกัน พวกเขาจึงขนานนามคนกลุ่มนี้ว่า “คริสตชน” ซึ่งแปลว่า “ชนผู้ติดตามและปฏิบัติตามคำสอนของพระเยซูคริสตเจ้า” เพราะพวกเขารู้ว่าคนกลุ่มนี้เป็นศิษย์ของพระเยซูคริสตเจ้า นี่เป็นสาเหตุที่ทำให้การประกาศข่าวดีบังเกิดผล เพราะไม่ใช่เป็นการประกาศด้วยคำพูดเท่านั้น แต่ด้วยการดำเนินชีวิตเป็นพยานให้เห็นว่า “การดำเนินชีวิตตามคำสอนของพระเยซูคริสตเจ้า ส่งผลดีต่อชีวิตมนุษย์ และต่อสังคมจริง” ขอให้ชีวิตของคริสตชนป็นพยานถึงคำสอนของพระเยซูคริสตเจ้าว่า “เป็นคำสอนที่ไม่เลื่อนลอย แต่เป็นคำสอนที่ปฏิบัติได้จริง และส่งผลดีแก่มนุษยชาติ ทำให้พระอาณาจักรของพระเจ้าเป็นจริงบนแผ่นดินนี้”
พระเจ้าสถิตกับท่าน
คุณพ่อ สมชาย อัญชลีพรสันต์
ประกาศ
- ประชุมสภาภิบาลวันอาทิตย์ที่ 9 พ.ค. 2010 เวลา 10.30 น.
- วันอาทิตย์ที่ 6 มิ.ย. 2010 เป็นวันสมโภชพระกายและพระโลหิตพระคริสตเจ้า ขอเชิญเด็กๆ ช่วยโปรยดอกไม้ ลงชื่อได้ที่หน้าวัด จะเริ่มซ้อมต้นเดือน พ.ค. 2010 นี้
- ผู้ที่ต้องการไปร่วมพิธีรื้อฟื้นการสมรส 50 ปี 40 ปี 25 ปี และบวชพระสงฆ์ ในวันเสาร์ที่ 12 มิ.ย. 2010 ณ อาสนวิหารอัสสัมชัญ กรุงเทพฯ เวลา 10.00 น. ลงชื่อสำรองที่นั่งได้ที่หน้าวัด
- อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯอนุญาตให้ สังฆานุกร ยอแซฟ สุพัฒน์ หลิวสิริ รับศีลบวชเป็นพระสงฆ์ได้ ในวันเสาร์ที่ 12 มิ.ย. 2010 เวลา 10.00 น. ณ อาสนวิหารอัสสัมชัญ ผู้ใดทราบว่าสังฆานุกรท่านนี้มีข้อขัดขวางใดๆ ที่ทำให้บวชเป็นพระสงฆ์ไม่ได้ ให้แจ้งให้พระสังฆราชหรือคุณพ่อเจ้าวัดทราบ
- ขอให้พี่น้องนำกระบอกมหาพรตมาคืนที่วัด เพื่อพ่อจะได้ดำเนินการต่อได้อย่างรวดเร็ว
- ขอขอบคุณท่านผู้ปกครอง และพี่น้องทุกท่านที่ได้ให้ความร่วมมือ และความช่วยเหลือต่างๆ ทำให้การสอนคำสอนภาคฤดูร้อน ผ่านไปด้วยดี ขอพระเป็นเจ้าอวยพรทุกๆท่าน
- วันเสาร์ที่ 8 พ.ค. 2010 เป็นวันผู้สูงอายุของวัด ขอเชิญผู้สูงอายุมาร่วมมิสซาเวลา 9.30 น. และจะมีโปรดศีลเจิมคนไข้ระหว่างมิสซาด้วย
Tags: วัดรังสิต, สารวัด, สารวัด วัดพระชนนีของพระเป็นเจ้า รังสิต