สารวัด ฉบับที่ 848 วันอาทิตย์ที่ 18 เมษายน 2553 อาทิตย์ที่ 3 เทศกาลปัสกา

บอกเล่าให้ฟัง

ความกตัญญูรู้คุณเป็นคุณธรรมที่สำคัญประการหนึ่งของคนทุกศาสนาทุกวัฒนธรรม ในวันที่ 13 เมษายนของทุกปีเป็นวันสงกรานต์ปีใหม่ของไทย และเป็นวันผู้สูงอายุ ตามขนบธรรมเนียมประเพณีของไทยลูกหลานมักจะกลับไปเยี่ยมบ้านเพื่อรดน้ำขอพรผู้ใหญ่ ในพระศาสนจักรพระบัญญัติของพระเป็นเจ้าระบุอย่างชัดเจนว่า “จงนับถือบิดามารดา” พระบัญญัติประการนี้รวมความถึงญาติผู้ใหญ่ ครู อาจารย์ และประเทศชาติซึ่งเป็นบ้านเกิดเมืองนอนด้วย ในพระคัมภีร์กล่าวว่า “ใครนับถือบิดามารดาพระเป็นเจ้าจะอวยพร ใครดูหมิ่นบิดามารดาพระเป็นเจ้าจะสาปแช่ง”

เมื่อเราพิจารณาสภาพทางครอบครัว เทคโนโลยีทางการแพทย์ที่พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ เราจะทราบว่าในอนาคตจำนวนผู้สูงอายุจะมากขึ้นเป็นลำดับ พระศาสนจักรพิจารณาว่าสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ไม่ใช่ปัญหา แต่พยายามที่จะปลุกจิตสำนึกให้เราทุกๆคนตระหนักว่า “เราควรจะดูแลหรืออภิบาลคนกลุ่มนี้อย่างไร จึงจะสามารถเป็นพยานถึงคุณธรรมความกตัญญูรู้คุณนี้ได้” ก่อนอื่นเราต้องกตัญญูรู้คุณต่อพระเป็นเจ้า เพราะพระองค์เป็นผู้สร้างเรามา ให้ชีวิตเรา และยังทรงค้ำจุนชีวิตของเราจนถึงทุกวันนี้ รองลงมาผู้มีพระคุณต่อเรา พ่อแม่ ญาติผู้ใหญ่ ครู อาจารย์ บรรดาผู้สูงอายุทั้งหลายที่เคยสร้างคุณูปาการยิ่งใหญ่มากมาย ให้ชนรุ่นหลังอย่างเราได้ชื่นชม การมีชีวิตอยู่จนถึงวัยสูงอายุพระศาสนจักรถือว่า เป็นพระกระแสเรียกอย่างหนึ่ง พระเป็นเจ้าทรงเรียกเราให้รับใช้พระองค์ และรับใช้กันและกัน ในบทบาทหน้าที่ที่แตกต่างกัน บางคนมีครอบครัว บางคนเป็นนักบวชพระสงฆ์ และอาชีพการงานที่แตกต่างกันเพื่อร่วมมือกับพระองค์ ในการสร้างสังคมนี้ให้น่าอยู่มีความสงบสุข

การมีชีวิตจนถึงวัยผู้สูงอายุ เป็นพระกระแสเรียกเพราะไม่ใช่ทุกคนจะมีชีวิตอยู่จนถึงอายุปูนนี้ ในเมื่อพระเป็นเจ้ามีพระประสงค์ให้บางคนมีอายุยืนนานแสดงว่า “พระองค์มีพระประสงค์อะไรบางอย่างสำหรับเขาเป็นพิเศษ” สิ่งแรกที่เราเห็นก็คือมนุษย์ต้องการแบบอย่างในการดำเนินชีวิต ผู้สูงอายุจึงต้องตระหนักว่าตนต้องอยู่เป็นร่มโพธิ์ร่มไทร เป็นแบบอย่างชีวิตที่ดีสำหรับลูกหลาน ท่านทั้งหลายสามารถเป็นมโนธรรมสำหรับชนรุ่นหลัง ด้วยการตักเตือนและการแนะนำเพราะท่านมีประสบการณ์มากมาย แม้ดูเหมือนว่าผู้สูงอายุจะไม่สามารถทำงานแล้ว แต่ก็มีงานสำคัญที่รอท่านอยู่นั่นก็คือท่านสามารถสวดภาวนา และเป็นกำลังใจให้กับทุกคนที่กำลังทำงานเพื่อสร้างสังคมที่ดีต่อไป ส่วนลูกหลานก็ต้องสำนึกถึงพระคุณของท่านเหล่านี้ ด้วยการปรนนิบัติรับใช้ท่านอย่างดี เห็นคุณค่าของชีวิตและการกระทำของท่าน ให้เกียรติ์ท่าน ช่วยท่านให้อยู่ในวัยสูงอายุอย่างผาสุก การกระทำเช่นนี้เป็นคุณธรรม ซึ่งจะนำพระพรมาสู่ตัวเรา และครอบครัวของเรา

จากคุณพ่อเจ้าวัด

การสงสัยในความเชื่อ

เวลาที่เราเรียนคำสอนเรื่องข้อความเชื่อต่างๆ พระศาสนจักรจะสอนว่า “การเติมใจสงสัยในข้อความเชื่อเป็นการผิดต่อข้อความเชื่ออย่างหนึ่ง” ปัญหาก็คือเราสงสัยไปได้หรือในเมื่อเรายังไม่เข้าใจชัดเจน คำตอบก็คือเราสงสัยได้แต่เราต้องพยายามแสวงหาความรู้ความเข้าใจ เพื่อขจัดความสงสัยนั้นเสีย แต่ที่เป็นความผิดก็เพราะ เราปล่อยให้ความสงสัยนั้นครอบงำจนเราเสียความเชื่อ และละทิ้งพระเป็นเจ้า ในพระคัมภีร์ได้บันทึกไว้อย่างชัดเจนว่า หลังจากกลับคืนพระชนมชีพแล้ว พระเยซูคริสตเจ้าประจักษ์มาหาบรรดาอัครสาวกหลายครั้ง และได้ทำเครื่องหมายหลายอย่าง แต่พวกท่านก็ยังสงสัยอยู่ว่าคนที่ตายไปแล้ว จะกลับเป็นขึ้นมาได้อย่างไร สิ่งที่พวกท่านเห็นนั้นเป็นผีหรือเปล่า จนกระทั่งพวกท่านหลายคนชวนกันกลับไปประกอบอาชีพเดิม “ซีโมนเปโตร บอกคนอื่นว่า ข้าพเจ้าจะไปจับปลา ศิษย์คนอื่นตอบว่า พวกเราจะไปกับท่านด้วย” (ยน.21:3) พระเยซูคริสตเจ้าทรงเข้าใจความอ่อนแอของบรรดาศิษย์ จึงพยายามช่วยให้พวกเขาเห็นว่า พระองค์กลับคืนพระชนมชีพแล้วจริงๆ โดยการขอปลา ขออาหาร และร่วมรับประทานอาหารกับพวกเขา “พระเยซุคริสตเจ้าตรัสกับเขาว่า “จงเอาปลาที่เพิ่งจับได้มาบ้างซิ”…. “มากินอาหารกันเถิด” ไม่มีศิษย์คนใดกล้าถามว่า……” หลังจากที่บรรดาศิษย์ของพระองค์มีประสบการณ์กับพระองค์มากขึ้นเป็นลำดับ ความสงสัยเริ่มหายไปกลับกลายเป็นความเชื่อที่หนักแน่นมั่นคง ความเชื่อแบบนี้นั่นเองเป็นแรงผลักดันให้บรรดาศิษย์ ประกาศข่าวดีเรื่องการกลับคืนพระชนมชีพของพระเยซูคริสตเจ้า โดยไม่หวั่นเกรงสิ่งใด

ยามที่เราสบายดีสวดภาวนาขออะไรแล้วสมความปรารถนา การสงสัยในความเชื่อมักไม่ค่อยเกิดขึ้น แต่จะเกิดขึ้นบ่อยๆ เวลาที่เราอยู่ในสภาพเดียวกับบรรดาศิษย์ของพระเยซูคริสตเจ้า สิ้นหวัง ประสบปัญหาพบทางตัน ท้อแท้ใจ เจ็บป่วย และเมื่อความทุกข์ยากลำบากมาเยือนชีวิตเรา เราจะเริ่มคิดว่าทำไม่พระเป็นเจ้าทอดทิ้งไม่ช่วยเรา พระองค์ประทับอยู่ท่ามกลางเราจริงหรือเปล่า จากประสบการณ์ของบรรดาศิษย์ของพระเยซูคริสตเจ้าทำให้เราทราบว่า การมีประสบการณ์ความเชื่อสามารถขจัดความสงสัย และเพิ่มพูนความเชื่อของเราให้เข้มแข็งมั่นคง ประสบการณ์ความเชื่อมาจากการสวดภาวนา การมาร่วมมิสซาบูชาขอบพระคุณ การอ่านพระคัมภีร์ และการรับศีลศักดิ์สิทธิ์ต่างๆอย่างดี เอาใจใส่จริงจัง และสม่ำเสมอ การกระทำเหล่านี้แหละ จะช่วยให้เรามีประสบการณ์ความเชื่อ เหมือนกับบรรดาศิษย์ของพระเยซูคริสตเจ้า เราจะเริ่มสัมผัสกับความรัก ความเมตตา และการประทับอยู่ของพระเป็นเจ้าท่ามกลางเรา มีความเชื่อเข้มแข็งมั่นคงกลายเป็นพยานชีวิต และผู้ประกาศข่าวดีให้กับเพื่อนพี่น้อง ที่ยังไม่รู้จักพระเยซูคริสตเจ้าด้วยความมั่นใจ

พระเจ้าสถิตกับท่าน
คุณพ่อ สมชาย อัญชลีพรสันต์

ประกาศ

  1. อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ จัดโครงการ “ศีลมหาสนิท ศูนย์กลางชีวิตครอบครัวและชีวิตพระสงฆ์” วันเสาร์ที่ 12 มิถุนายน 2010 ณ อาสนวิหารอัสสัมชัญ ขอเชิญคู่สมรสที่ต้องการรื้อฟื้นการสมรส ครบ 50 ปี (1960) ครบ 40 ปี (1970) ครบ 25 ปี (1985) และ คู่ที่ประสงค์ที่จะสมรสกัน และสามารถขออนุญาตยกเว้นข้อขัดขวางได้ทันกำหนดเวลา แจ้งชื่อ เบอร์โทรศัพท์ได้ที่หน้าวัด รายละเอียดและเอกสารติดต่อสอบถามได้ที่คุณพ่อเจ้าวัด
  2. การสอนคำสอนภาคฤดูร้อนที่ทางวัดจัดขึ้น มีค่าใช้จ่ายมากพอสมควร อาทิ ค่าอาหาร เครื่องดื่ม และอุปกรณ์ต่างๆ ถ้าผู้ปกครองและพี่น้องท่านใดต้องการสมทบทุนช่วยเหลือกิจการนี้ เชิญสมทบทุนได้ที่กล่องกลางวัดหรือมอบให้พ่อโดยตรงก็ได้ครับ
  3. ขอให้พี่น้องนำกระบอกมหาพรตที่ออมเงินมาคืนที่วัด เพื่อพ่อจะได้สามารถดำเนินการต่อไปอย่างรวดเร็ว
  4. วันอาทิตย์ที่ 25 เม.ย. 2010 จะมีการรับศีลมหาสนิทครั้งแรกที่วัดของเรา มิสซาเวลา 8.30 น. และจะมีพิธีโปรดศีลกำลังเขต 2 ที่วัดนักบุญมาร์โก ปทุมธานี มิสซาเวลา 10.00 น. ซ้อมพิธีเวลา 9.00 น. ขอให้เด็ก ผู้ปกครอง พ่อแม่ทูนหัวไปซ้อมพิธีให้ตรงเวลาด้วย
  5. วันอาทิตย์ที่ 6 มิ.ย. 2010 เป็นวันสมโภชพระวรกาย และพระโลหิตพระคริสตเจ้า ขอเชิญเด็กมาช่วยโปรยดอกไม้ ลงชื่อได้ที่หน้าวัด จะเริ่มซ้อมต้นเดือน พ.ค. 2010 นี้

Tags: , ,

'งดแสดงความคิดเห็น'.