สารวัด ฉบับที่ 847 วันอาทิตย์ที่ 11 เมษายน 2553 อาทิตย์ที่ 2 เทศกาลปัสกา

บอกเล่าให้ฟัง

เรื่องพระเมตตาของพระเยซูคริสตเจ้า เป็นเรื่องที่พระเยซูคริสตเจ้าเอง ประจักษ์มาตรัสกับซิสเตอร์โฟสตินา พระสันตะปาปายอห์นปอลที่ 2 เป็นผู้รับรองเรื่องนี้ วันฉลองพระเมตตาเป็นวันอาทิตย์แรกหลังวันอาทิตย์ปัสกา แต่อย่างไรก็ตามเราต้องถือว่าการสมโภชปัสกาสำคัญเป็นเอก ไม่สามารถเอาการฉลองใดๆมาบดบังได้ ดังนั้นแม้วันอาทิตย์แรกหลังวันอาทิตย์ปัสกาเป็นวันฉลองพระเมตตาแต่บทภาวนา บทอ่านต่างๆประจำมิสซาต้องคงไว้เพื่อเน้นความสำคัญของการสมโภช การกลับคืนพระชนมชีพของพระเยซูคริสตเจ้า กระนั้นก็ดีพระสงฆ์ควรอธิบายเรื่องพระเมตตาของพระเยซูคริสตเจ้าในบทเทศน์ด้วย ซึ่งไม่มีอะไรขัดกับการสมโภชปัสกาเลย เพราะการสมโภชปัสกาก็คือ การระลึกถึงความรักความเมตตาของพระเป็นเจ้าด้วยความรู้คุณ ที่พระองค์ได้ส่งพระบุตรมารับทนทรมาน สิ้นพระชนม์ และกลับคืนพระชนมชีพเพื่อไถ่มนุษยชาติให้พ้นบาปโทษทั้งมวล

ความจริงเรื่องพระเมตตาที่ซิสเตอร์โฟสตินาได้รับทราบและกล่าวถึง เพื่อให้มนุษย์ได้ซาบซึ้งถึงพระเมตตาของพระเยซุคริสตเจ้า และหันมาพึ่งพระเมตตาของพระองค์ เราสามารถมองได้หลายแง่มุมเหมือนกัน ประการแรกถ้าเราพิจารณาทางด้านพระเป็นเจ้า เราจะพบว่าพระองค์ทรงรักมนุษย์สุดที่จะพรรณนาได้ จนยอมทำทุกๆอย่างเพื่อให้มนุษย์ได้รับความรอดพ้น พระองค์ยอมทนทรมาน สิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนยังไม่พอ พระองค์ยังต้องมาเตือนมนุษย์อีกว่า “ลูกเข้ามาพึ่งพระเมตตาของเราเถอะ เรารักลูก เรายินดีให้อภัยลูกทุกอย่าง” ประการต่อมาถ้าเรามองด้านของมนุษย์เราจะพบว่า “มนุษย์นั้นใจบาปหยาบช้าเหลือเกิน” หัวใจทำด้วยอะไรก็ไม่รู้ทำไมใจแข็งกระด้างอย่างนี้ ในสัปดาห์มหาทรมานเราได้ฟังเรื่องเกี่ยวกับประวัติศาสตร์แห่งความรอด เรื่องราวเกี่ยวกับมหาทรมานของพระเยซูคริสตเจ้า เราไม่รู้สึกรู้สมอะไรบ้างเลยหรือ เป็นเพราะบาปของเราพระเยซูคริสตเจ้าต้องทรมาน และตายอย่างน่าทุเรศอย่างนี้ เวลาเราเดินมรรคาศักดิ์สิทธิ์เรารำพึงว่า “ชาวเราที่นี่และคนบาปทั้งสิ้นในโลก ก็ได้ขอให้ประหารชีวิตพระองค์ด้วย” จิตใจของเราหยาบเหมือนยูดาสผู้ทรยศ พระอาจารย์เตือนเขาหลายครั้ง “คนที่กินอาหารจานเดียวกับเราคนนั้นยกส้นเท้าถีบเรา” “ยูดาสเจ้าทรยศต่อเราด้วยการจูบเช่นนี้หรือ” แต่ยูดาสไม่รู้สึกอะไรเลย ในการหกล้มครั้งที่ 3 เรารำพึงว่า “อีกประเดี่ยวพระโลหิตจะไหลลงแต่คนบาปจำนวนมากจะไม่รู้จักพึ่งพระบารมีของพระองค์” การที่พระองค์ต้องมาเตือนให้มนุษย์เข้าพึ่งพระเมตตาของพระองค์ ผ่านทางซิสเตอร์โฟสตินา เป็นเหตุการณ์ที่ฟ้องเราอย่างชัดเจนว่า “เรามนุษย์ใจบาปหยาบช้าเหลือเกิน” ขนาดได้เห็นได้รับรู้กิจการทุกสิ่งที่พระเป็นเจ้าทรงกระทำ เพื่อเราจนถึงกับยอมพลีชีวิต ยกโทษให้ทั้งๆที่ไม่เห็นการสำนึกผิดใดๆเลย แต่เราไม่รู้สึกรู้สมอะไร ไม่เข้าใจพระเมตตาของพระองค์ ไม่กลับใจ ก็ไม่ทราบว่าพระเยซูคริสตเจ้าจะต้องประจักษ์มาอีกกี่ครั้ง “เราจะต้องอยู่กับพวกท่านนานอีกเท่าใด” ขอให้เหตุการณ์เรื่องพระเมตตาเตือนใจเรา ให้รำพึงถึงพระเมตตาของพระเป็นเจ้า และกลับใจใช้โทษบาปเข้าพึ่งพระเมตตาของพระองค์

จากพ่อเจ้าวัด

การมอบอำนาจอภัยบาปให้กับศาสนบริกร

ในพระวรสารนักบุญยอห์นมีบันทึกไว้ว่า หลังจากที่พระเยซูคริสตเจ้าทรงกลับคืนพระชนมชีพแล้ว พระองค์เสด็จไปหาบรรดาศิษย์และประทานอำนาจในการอภัยบาปให้ “ท่านทั้งหลายอภัยบาปของผู้ใด บาปของผู้นั้นก็ได้รับการอภัย ท่านทั้งหลายไม่อภัยบาปของผู้ใด บาปของผู้นั้นก็ไม่ได้รับการอภัยด้วย” (ยน.20:23) การมอบอำนาจอภัยบาปให้กับมนุษย์ แสดงถึงพระเมตตาของพระเยซูคริสตเจ้าที่ชัดเจน เพราะพระองค์ทรงทราบถึงความอ่อนแอของมนุษย์เป็นอย่างดีว่า แม้การไถ่บาปของพระองค์จะทำสำเร็จแล้ว มนุษย์เป็นอิสระจากการเป็นทาสของบาปแล้ว แต่มนุษย์ก็ยังทำบาปได้อีก แม้เราจะรับศีลล้างบาปแล้ว เราก็ยังมีอิสรภาพที่จะเลือกทำผิดพลาดได้เหมือนเดิม เนื่องจากพระองค์ทรงทราบว่าธรรมชาติของมนุษย์เป็นอย่างนี้ พระองค์จึงตั้งศีลอภัยบาปขึ้น และประทานอำนาจอภัยบาปให้ศาสนบริกรที่เป็นมนุษย์ธรรมดาเหมือนกับเรา เพื่อมนุษย์คนนั้นๆจะได้เข้าใจเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ทำให้การคืนดีกับพระเป็นเจ้า และพระศาสนจักรเป็นหนทางที่ง่าย แม้พระเยซูคริสตเจ้าทำถึงขนาดนี้แล้ว เราก็ลองถามตนเองดูซิว่าเราเอาใจใส่ในการรับศีลอภัยบาป และทำให้ศีลอภัยบาปเกิดประสิทธิภาพ ประสิทธิผลตามที่พระศาสนจักรสอนมากน้อยเพียงใด บางคนมารับศีลอภัยบาปปีละครั้งสองครั้ง หรืออาจจะทิ้งช่วงไปนานกว่านั้น อีกหลายคนมีสูตรสารภาพบาปประจำตัว ทุกครั้งที่ไปสารภาพบาปก็สารภาพตามสูตรอย่างนั้นไม่เคยเปลี่ยน ไม่เคยพิจารณาบาปเลยก็มี อีกหลายคนบอกว่าตนเองไม่มีบาปจะแก้ แต่เมื่อเห็นพฤติกรรมการดำเนินชีวิต และได้ยินเรื่องราวในชีวิตของเขาก็อดสงสัยไม่ได้ว่าไม่มีบาปจะแก้ หรือไม่รู้ว่าบาปคืออะไรกันแน่ หรือมโนธรรมอาจจะตายด้านไปแล้ว จนทำอะไรแย่ๆแค่ไหนก็รู้สึกว่าไม่เป็นบาปไปหมด เท่าที่พ่ออ่านพระคัมภีร์มาก็พบ และแน่ใจเพียงสองท่านเท่านั้นที่ไม่มีบาป คือพระเยซูคริสตเจ้าเอง และแม่พระ แล้วเราเป็นใครจึงบังอาจยกตนตีเสมอพระองค์ท่านทั้งสอง ใครที่บอกว่าตนเองไม่มีบาปก็แสดงว่าเขายกย่องตนเองเป็นนักบุญแล้ว บุคคลเหล่านี้น่าจะมาเรียนทบทวนคำสอนเรื่องบาป และการพิจารณาบาปใหม่นะ

นักบุญโทมัสเป็นคนหัวดื้อเชื่อยาก ท่านต้องการเอามือไปสัมผัสรอยตะปู และรอยแผลที่พระวรกายของพระเยซูคริสตเจ้าเพื่อจะได้เชื่อ แต่พระองค์ก็ไม่ได้ตำหนิอะไรรุนแรงในความหัวดื้อเชื่อยากของท่านเลย ตรงกันข้ามพระองค์พยายามหาทางฟื้นฟูความเชื่อของท่าน โดยให้เอานิ้วไปแยงที่รูตะปู และให้เอามือไปคลำที่สีข้างของพระองค์ แล้วทรงตำหนิท่านด้วยวาจาที่อ่อนโยนว่า “ท่านเชื่อเพราะได้เห็นเรา ผู้ที่เชื่อแม้ไม่เห็นก็เป็นสุข” (ยน.20:29) เหตุการณ์เหล่านี้ล้วนทำให้เราทราบว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงรัก เมตตา และห่วงใยเรามนุษย์มากเพียงใด เมื่อเราทราบเช่นนี้แล้วก็อย่าทำใจแข็งอีกเลย จงกลับใจหันเข้าหาพระเมตตาของพระองค์ และขอบคุณพระองค์พยายามตอบสนองความรัก ความเมตตาของพระองค์โดยการดำเนินชีวิตดีมีคุณค่าอยู่เสมอ

พระเจ้าสถิตกับท่าน
คุณพ่อ สมชาย อัญชลีพรสันต์

ประกาศ

  1. อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯจัดโครงการ “ศีลมหาสนิท ศูนย์กลางชีวิตครอบครัวและชีวิตพระสงฆ์” วันเสาร์ที่ 12 มิถุนายน 2010 ณ อาสนวิหารอัสสัมชัญ ขอเชิญคู่สมรสที่ต้องการรื้อฟื้นการสมรส ครบ 50 ปี (1960) ครบ 40 ปี (1970) ครบ 25 ปี (1985) และ คู่ที่ประสงค์ที่จะสมรสกันและสามารถขออนุญาตยกเว้นข้อขัดขวางได้ทันกำหนดเวลา แจ้งชื่อ เบอร์โทรศัพท์ได้ที่หน้าวัด รายละเอียดและเอกสารติดต่อสอบถามได้ที่คุณพ่อเจ้าวัด
  2. การสอนคำสอนภาคฤดูร้อนที่ทางวัดจัดขึ้น มีค่าใช้จ่ายมากพอสมควร อาทิ ค่าอาหาร เครื่องดื่ม และอุปกรณ์ต่างๆ ถ้าผู้ปกครองและพี่น้องท่านใดต้องการสมทบทุนช่วยเหลือกิจการนี้ เชิญสมทบทุนได้ที่กล่องกลางวัดหรือมอบให้พ่อโดยตรงก็ได้ครับ
  3. ขอให้พี่น้องนำกระบอกมหาพรตที่ออมเงินมาคืนที่วัด เพื่อพ่อจะได้สามารถดำเนินการต่อไปอย่างรวดเร็ว
  4. ขอขอบคุณพี่น้องทุกๆ ท่านที่มีน้ำใจดีช่วยเหลือทางวัดด้านต่างๆ ทำให้การสมโภชปัสกาปีนี้ผ่านพ้นไปด้วยดี

Tags: , ,

'งดแสดงความคิดเห็น'.