สารวัด ฉบับที่ 822 วันอาทิตย์ที่ 18 ตุลาคม 2552 อาทิตย์ที่ 29 เทศกาลธรรมดา

บอกเล่าให้ฟัง

ปีนี้พระศาสนจักรประกาศให้เป็นปีพระสงฆ์ และได้ยกเอาชีวิตของท่านนักบุญยอห์นมารีย์เวียนเนย์ เจ้าอาวาสผู้ศักดิ์สิทธิ์มาเป็นแบบอย่างของพระสงฆ์ให้บรรดาพระสงฆ์ และสัตบุรุษได้มีแบบอย่างชีวิตไว้ไตร่ตรองรำพึง นักบุญยอห์นมารีย์เวียนเนย์เป็นพระสงฆ์ที่รักสัตบุรุษ ท่านเอาใจใส่ในเรื่องงานอภิบาลเป็นต้นเรื่องของศีลอภัยบาป ท่านได้รับพระพรพิเศษจากพระเป็นเจ้าให้สามารถหยั่งรู้ความในใจคนได้ พระพรพิเศษนี้ทำให้ท่านสามารถช่วยผู้คนมากมาย ให้กลับใจรับศีลอภัยบาปอย่างดี พ่อได้รำพึงถึงชีวิตพระสงฆ์ และชีวิตของท่านนักบุญยอห์นมารีย์เวียนเนย์ ทำให้พ่อคิดว่าการสอนให้สัตบุรุษเอาใจใส่รับศีลอภัยบาปอย่างดี และอย่างถูกต้องเป็นเรื่องที่สำคัญ พระเยซูคริสตเจ้าทรงตั้งศีลอภัยบาปขึ้น เพื่อให้มนุษย์มีหนทางที่ง่ายในการคืนดีกับพระเป็นเจ้า และพระศาสนจักรมวลประชากรของพระองค์ แต่น่าเสียดายที่ศีลอภัยบาปไม่ได้เกิดผลตามความหมายเท่าที่ควร เพราะหลายๆคนไม่เอาใจใส่ในการรับศีลอภัยบาป บางคนไม่มารับเลย บางคนมารับพอผ่านๆทำตามความเคยชิน มีสูตรการสารภาพบาปตายตัวเหมือนกันทุกครั้ง บางคนพิจารณามโนธรรมไม่เป็นหรือไม่ได้พิจารณาเลย การรับศีลอภัยบาปตามที่กล่าวมานี้ ทำให้ผู้รับศีลไม่ได้รับพระหรรษทาน และการพัฒนาความเชื่ออย่างเต็มที่

สิ่งที่นักบุญยอห์นมารีย์เวียนเนย์เตือนสอนผู้มารับศีลอภัยบาปบ่อยๆว่า บาปโน้นบาปนี้ยังไม่ได้สารภาพ ทำให้เราแต่ละคนต้องหันมาทบทวนการรับศีลอภัยบาปว่า เราได้เอาใจใส่รับศีลอภัยบาปอย่างดี และอย่างถูกต้องหรือไม่ การรับศีลอภัยบาปอย่างดี และถูกต้องนั้นเราต้องมีความสุภาพ ยอมรับถึงความอ่อนแอความผิดพลาดของตนเป็นพื้นฐาน และเริ่มสวดภาวนาวอนขอความสว่างจากพระจิตเจ้า ให้เรามีความกล้าหาญที่จะพิจารณามโนธรรมอย่างจริงจัง การพิจารณามโนธรรมนั้นพระศาสนจักรสอนให้ใช้ พระบัญญัติของพระเป็นเจ้า พระบัญญัติของพระศาสนจักร บาปต้น 7 ประการ และหน้าที่ประจำวันที่เราทำเพื่อแสดงความรักต่อผู้อื่นเป็นหลัก อีกทั้งยังต้องพิจารณาให้สัมพันธ์กับการดำเนินชีวิตประจำวันด้วย เมื่อพิจารณามโนธรรมอย่างละเอียดแล้ว ต้องเป็นทุกข์ถึงบาปอย่างจริงใจ และตั้งใจจะไม่ทำความชั่วนั้นอีก จากนั้นก็ไปสารภาพบาปทุกข้อที่ได้พิจารณามาอย่างละเอียด จากนั้นฟังคำเตือนสอนของพระสงฆ์และกิจใช้โทษบาป สำหรับกิจใช้โทษบาปที่พระสงฆ์ให้ตอนรับศีลอภัยบาป เป็นเพียงการเตือนใจให้เราทำกิจใช้โทษบาปเสมอตลอดชีวิต เพราะบาปที่เราทำไปต้องได้รับการชดเชยตามความยุติธรรม ถ้าชดเชยไม่หมดต้องไปชดเชยต่อหลังจากที่เราเสียชีวิตไปแล้ว พ่อคิดว่าถ้าเรารับศีลอภัยบาปอย่างดีเช่นนี้ ต้องใช้เวลาจึงต้องเริ่มต้นที่บ้าน พิจารณามโนธรรมทุกวันก่อนนอน และจดจำไว้แล้วมาสารภาพบาป ถ้าเรารับศีลอภัยบาปอย่างนี้ ศีลศักดิ์สิทธิ์ก็จะเกิดผลตามความหมายช่วยให้เราได้รับพระหรรษทานในการต่อสู้กับความอ่อนแอ หลีกหนีโอกาสบาปไม่ตกในบาปได้ง่ายๆ อีกทั้งยังช่วยพัฒนาความเชื่อความศรัทธาของเรา ให้มีชีวิตสนิทสัมพันธ์กับพระเป็นเจ้ามากขึ้นอีกด้วย

จากคุณพ่อเจ้าวัด

เรามาเพื่อรับใช้ผู้อื่นและมอบชีวิตของตนเป็นสินไถ่เพื่อมวลมนุษย์

การที่ยากอบและยอห์นมาขอตำแหน่งที่นั่งซ้าย และขวาในอาณาจักรแล้วทำอัครสาวกคนอื่นๆไม่พอใจการกระทำของทั้งสอง แสดงว่าบรรดาอัครสาวกของพระเยซูคริสตเจ้ายังเข้าผิดถึงเรื่องพันธกิจของพระเมสสิยาห์ และพระอาณาจักรของพระเจ้า พวกอัครสาวกของพระองค์ยังมีความหวังและไม่ยอมเปลี่ยนความคิดว่า พระเยซูคริสตเจ้าเป็นกษัตริย์หรือผู้นำทางการเมือง ที่จะมาปลดปล่อยชาวอิสราเอลให้เป็นอิสระจากชาวโรมัน และมาสถาปนาประเทศอิสราเอลให้เป็นอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่อีกครั้ง พระเยซูคริสตเจ้าพยายามที่จะทำให้พวกเขาเข้าใจอย่างถูกต้อง เกี่ยวกับพระเมสสิยาห์ฐานะที่แท้จริงของพระองค์โดยพูดถึงพระมหาทรมานที่จะได้รับ แต่ก็ไม่มีใครเปิดใจรับความจริงนั้นเลย เพราะความจริงที่พระองค์ทรงกล่าวถึงขัดกับความต้องการที่ซ่อนเร้นอยู่ในใจของพวกเขา พระองค์จึงทรงกล่าวถึงตัวพระองค์เองอีกครั้งหนึ่งว่า “บุตรแห่งมนุษย์มิได้มาเพื่อให้ผู้อื่นรับใช้ แต่มาเพื่อรับใช้ผู้อื่นและมอบชีวิตของตนเป็นสินไถ่เพื่อมวลมนุษย์” ( มก. 10:45 ) ประโยคนี้เป็นประโยคที่แสดงให้เห็นพันธกิจที่แท้จริงของพระเมสสิยาห์ และตัวตนที่แท้จริงของพระเยซูคริสตเจ้าชัดเจนที่สุด นั่นก็คือพระเมสสิยาห์ ต้องเป็นผู้รับใช้ที่ทนทุกข์ทรมานเพื่อความรอดพ้นของมวลมนุษย์ เป็นผู้นำอาณาจักรฝ่ายจิตไม่ใช่เป็นผู้นำทางการเมือง

การรับใช้ในปัจจุบันถูกกล่าวถึงในทุกๆวงการมากขึ้น อาทิ ทางการเมืองนักการเมืองทุกคนบอกว่าเป็นผู้รับใช้ประชาชน ทางวงการธุรกิจกล่าวถึงservice mind แข่งกันในการให้บริการที่ประทับใจ การรับใช้เหล่านี้เป็นการรับใช้แลกเปลี่ยนผลประโยชน์ หวังผลตอบแทน เขาจะได้เลือกฉัน เขาจะได้มาใช้บริการของฉันอีก แต่การรับใช้ที่พระเยซูคริสตเจ้า กล่าวถึงเป็นการอุทิศตนมอบชีวิตเพื่อผู้อื่นโดยไม่หวังผลตอบแทน พระเยซูคริสตเจ้าเป็นอาจารย์ที่ไม่ได้สอนแต่ปาก แต่พระองค์สอนด้วยชีวิตของพระองค์เอง พระองค์เป็นทั้งพระผู้เป็นเจ้า และอาจารย์ยังล้างเท้าให้บรรดาอัครสาวก และยังสั่งไว้ด้วยว่าให้ล้างเท้ากันและกันด้วย ( ยน. 13 :14 ) แบบอย่างของการรับใช้ และมอบชีวิตของตนเพื่อผู้อื่นซึ่งเป็นพันธกิจที่แท้จริงของพระเมสสิยาห์ถึงความเด่นชัด ในความเข้าใจของบรรดาสาวกทั้งหลายของพระองค์ในวันศุกร์ศักดิ์สิทธิ์ วันที่พระองค์ยอมตายบนไม้กางเขนเพื่อเป็นบูชาค่าไถ่มนุษยชาติ การอุทิศตนเป็นบูชาค่าไถ่นี้ถูกรื้อฟื้นขึ้นใหม่ทุกครั้งที่มีการถวายมิสซาบูชาขอบพระคุณ ทุกๆครั้งที่เราไปรับศีลมหาสนิท เราให้สัญญากับพระองค์ว่าเราจะเป็นผู้ที่รักและรับใช้เช่นเดียวกับพระองค์ หวังว่าพวกเราคงไม่ลืมสัญญาใจนี้ ซึ่งเป็นสัญญาแห่งการเป็นศิษย์ติดตามพระองค์อย่างไม่เหลียวหลัง จิตตารมณ์แห่งการรักและรับใช้เราสามารถปฏิบัติได้ทุกที่และกับทุกคน เริ่มต้นที่ครอบครัวของเราสมาชิกทุกคนจะต้องรับใช้กันและกัน กับคนรอบข้าง ในที่ทำงานของเรา เป็นต้นกับบุคคลที่ต่ำต้อยที่สุด เราจะเป็นคนที่ไวต่อความต้องการของผู้อื่น และเป็นคนแรกที่จะรักและรับใช้ ถ้าเราทำเช่นนี้ได้ก็สมแล้วที่เราจะได้ชื่อว่าเป็นคริสตชน ศิษย์ติดตามองค์พระเยซูคริสตเจ้า เพราะเรามีชีวิตเหมือนกับพระองค์ผู้ทรงเป็นผู้รับใช้ที่ยิ่งใหญ่

พระเจ้าสถิตกับท่าน
คุณพ่อ สมชาย อัญชลีพรสันต์

ประกาศ

  1. ซ้อมขับร้องเตรียมฉลองคริสตมาสและฉลองวัด ทุกวันเสาร์ รอบแรกเวลา 17.30น. รอบสองหลังมิสซา
  2. อาทิตย์นี้เป็นวันแพร่ธรรม ขอเชิญร่วมสมทบทุนช่วยงานแพร่ธรรมได้ที่ตู้ทานกลางวัด
  3. วันเสาร์ที่ 31 ต.ค. 2009 เขต 2 จัดฉลองปีพระสงฆ์ ณ วัดมารีย์สวรรค์ ดอนเมือง จะเริ่มพิธีการเวลา 9.00 น. ทางวัดจะจัดรถบริการให้ ผู้ที่จะไปกับทางวัดลงชื่อได้ที่หน้าวัด
  4. วันคริสตมาสจะมีละครศักดิ์สิทธิ์ เชิญเด็กๆมาลงชื่อเล่นและซ้อมละครได้ที่หน้าวัด
  5. ขอให้เด็กๆที่เรียนไม่เกินชั้น ม. 3 มาลงชื่อเพื่อรับของขวัญในคืนวันคริสตมาสได้ที่หน้าวัด
  6. ในช่วงวันคริสตมาส-วันฉลองวัด ทางวัดจะจัดกิจกรรมหลายอย่าง พี่น้องท่านใดมีความประสงค์จะช่วยทางวัดในด้านปัจจัยต่างๆที่จะใช้ในงาน อาทิ ของขวัญในวันคริสตมาส อาหารที่จะเลี้ยงกันในวันครอบครัว และเลี้ยงสัตบุรุษในวันฉลองวัด ให้มาติดต่อหรือมอบได้ที่คุณพ่อเจ้าวัด และผอ.สภาอภิบาล

Tags: , ,

'งดแสดงความคิดเห็น'.