สารวัด ฉบับที่ 819 วันอาทิตย์ที่ 27 กันยายน 2552 อาทิตย์ที่ 26 เทศกาลธรรมดา

บอกเล่าให้ฟัง

ความปรีชาฉลาดเป็นฤทธิ์กุศลเกี่ยวกับความประพฤติอีกประการหนึ่ง ที่โน้มนำเราให้รู้จักหาวิธีการทำความดีหนีความชั่ว เพื่อสามารถเอาตัวรอดพ้นไปสวรรค์ คิดแล้วก็ไม่น่าเชื่อว่าความปรีชาฉลาดจะเป็นฤทธิ์กุศล ดูๆแล้วมันน่าจะเป็นเพียงความสามารถทางสติปัญญา ที่พระเป็นเจ้าประทานให้ เพื่อให้มนุษย์สามารถดำรงชีวิตฟันฝ่าอุปสรรคอยู่ได้ในโลกนี้มากกว่า แต่เมื่อพระศาสนจักรสอนเช่นนี้แสดงว่าต้องเป็นเรื่องที่มีความสำคัญต่อการดำเนินชีวิต เราจึงต้องแยกแยะให้ได้ ว่าอะไรเป็นความปรีชาฉลาดทางโลก อะไรเป็นความปรีชาฉลาดทางธรรม ความปรีชาฉลาดทางโลกอย่างเดียวไม่สามารถช่วยเราให้เอาตัวรอดพ้นไปสวรรค์ เราจึงต้องเรียนรู้ที่จะมีความปรีชาฉลาดทั้งทางโลก และทางธรรม พระเยซูคริสตเจ้าเคยตรัสสอนไว้ว่า “มนุษย์เอ๋ยพวกท่านสามารถหยั่งรู้เรื่องดินฟ้าอากาศฤดูกาลต่างๆได้ แต่ทำไมไม่เข้าใจเครื่องหมายแห่งกาลเวลาที่พระเป็นเจ้าประทานให้” สิ่งที่พระเยซูคริสตเจ้าสอนก็เป็นสิ่งที่น่าคิดอยู่เหมือนกัน เพราะหลายๆครั้งทีเดียวเราจะพบว่า พ่อแม่เอาใจใส่ให้ลูกๆได้มีการศึกษานานาชนิด ส่งเสียให้ลูกได้เรียนสูงๆ แต่เรื่องที่สำคัญที่สุดที่เป็นเรื่องนิรันดรภาพ พ่อแม่กลับละเลยไม่สนใจ พูดกันง่ายๆก็คือให้เวลาให้ลูกเรียนรู้ได้ทุกเรื่องแต่ไม่เคยเอาใจใส่ให้ลูกๆได้เรียนคำสอน และบางคนเมื่อพูดถึงเรื่องพระเป็นเจ้า เรื่องการเรียนคำสอนก็อ้างว่าไม่มีเวลา แต่มีเวลาไปทำอย่างอื่น ทั้งที่การเรียนคำสอนดีๆจะเป็นหนทางนำเราไปสู่สวรรค์นิรันดรกับพระเป็นเจ้า “จงเอาใจใส่พากเพียรเรียนขยันแต่สวรรค์ดีกว่าเราอย่าลืม”

พี่น้องการดำเนินชีวิตในโลกปัจจุบันมันไม่ง่ายอย่างที่คิด เพราะความดีความชั่วเราไม่สามารถแยกแยะได้เหมือนสีขาวกับสีดำแต่มันจะเป็นเหมือนสีเทาๆ ดังนั้นความปรีชาฉลาดทางธรรม หรือพระพรแห่งความคิดอ่าน จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งในสังคมวันนี้ เพื่อช่วยให้เราแยกแยะดีชั่วได้อย่างชัดเจนถูกต้อง หลายๆคนเกิดความสับสนแยกแยะดีชั่วไม่ได้ ไม่รู้จะยึดอะไรเป็นมาตรฐานในการปฏิบัติจึงยึดกระแสทางสังคมยอดฮิตในเวลานั้นมาเป็นแนวทาง ใครๆเขาก็ทำกันทั้งนั้นจึงกลายเป็นมาตรฐานทางจริยธรรม เรื่องนี้เป็นเรื่องที่อันตรายมากนะครับ เพราะไม่ใช่ทุกเรื่องที่คนส่วนใหญ่นิยมปฏิบัติกันจะถูกต้องเสมอไป ยิ่งกว่านั้นหลายสิ่งหลายอย่างที่คนส่วนใหญ่ปฏิบัติกันนั้น มันเป็นกระแสที่ถูกปลุกขึ้นเพื่อประโยชน์ของคนบางกลุ่มบางพวก ให้เป็นแฟชั่นฮิตติดตลาด เป็นค่านิยมที่ผิดศีลธรรมอย่างรุนแรง ฤทธิ์กุศลความปรีชาฉลาดจึงเป็นฤทธิ์กุศลที่จำเป็น ที่จะช่วยเราให้เท่าทันกระแสของโลกของสังคมปัจจุบัน ถ้าเราเข้าใจเท่าทันสามารถแยกแยะดีชั่ว เลือกปฏิบัติสิ่งที่ถูกต้องเป็นที่พอพระทัยพระเป็นเจ้า เราจะสามารถเอาตัวรอดพ้นไปสวรรค์

จากคุณพ่อเจ้าวัด

ความรักแท้ต้องไม่มีเงื่อนไข

พระเยซูคริสตเจ้าทรงมอบพระบัญญัติใหม่ให้แก่เรา เพื่อเป็นหลักในการดำเนินชีวิต พระบัญญัติใหม่ก็คือ พระบัญญัติแห่งความรัก ความรักที่พระองค์สอน เป็นความรักที่ไม่มีเงื่อนไข ไม่มีขอบเขต ไม่มีพรมแดน ดังนั้น การแบ่งพักแบ่งพวก การแบ่งชนชั้นวรรณะ เชื้อชาติ และสีผิวจึงเป็นการกระทำของมนุษย์ไม่ได้มาจากพระเป็นเจ้า พระเป็นเจ้าของเรา เป็นพระเป็นเจ้าที่ไม่เลือกที่รักมักที่ชัง ทรงให้แดดส่องฝนตกเหนือคนดี และคนชั่วเท่าเทียมกัน พระองค์เป็นพระเป็นเจ้าของมนุษยชาติ นักบุญยอห์นเห็นคนอื่นที่ไม่ใช่พวกของตนขับไล่ปีศาจในนามของพระเยซูคริสตเจ้า ท่านเข้าไปห้ามปรามเพราะเขาไม่ใช่พวกของท่าน เราเห็นชัดเจนถึงการแบ่งพักแบ่งพวก “พระอาจารย์เจ้าข้า เราได้เห็นคนคนหนึ่งขับไล่ปีศาจ เดชะพระนามของพระองค์ เราจึงพยายามห้ามปรามไว้ เพราะเขาไม่ใช่พวกเดียวกับเรา” ( มก.9:38 ) แต่พระเยซูคริสตเจ้ากลับไม่ได้คิดเช่นนั้น พระองค์คิดว่าใครก็ตามที่ทำความดี ต้องการอยู่ฝ่ายพระเป็นเจ้าก็อยู่ฝ่ายพระเป็นเจ้าแล้ว “ผู้ใดไม่ต่อต้านเราก็เป็นฝ่ายเรา” ( มก. 9:40 ) เพราะฉะนั้นการแบ่งพักแบ่งพวก แบ่งสีแบ่งฝ่ายเป็นความคิดของมนุษย์ทั้งสิ้น สำหรับพระเป็นเจ้า มนุษย์ทุกคนเป็นลูกของพระองค์

ความรัก ความเมตตา การช่วยเหลือของพระเป็นเจ้า ไม่มีแบ่งแยก ไม่มีขอบเขต ไม่มีเงื่อนไข เป็นการให้เปล่าโดยไม่หวังผลตอบแทน “เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ท่านทำสิ่งใดต่อพี่น้องผู้ต่ำต้อยที่สุดของเราคนหนึ่ง ท่านทำสิ่งนั้นต่อเรา” ( มธ. 25:40 ) พระเยซูคริสตเจ้าทรงสอนเราให้รักอย่างที่พระเป็นเจ้าทรงรัก ความรักของเราต่อเพื่อนพี่น้องจึงต้องไม่มีการแบ่งแยก ไม่มีเงื่อนไข เช่นเดียวกัน นักบุญมาระโกจึงสอนเรา โดยทางพระวาจาของพระเจ้าว่า อย่ายอมให้อะไรก็ตามเป็นอุปสรรคหรือเป็นสาเหตุทำให้เรารักคนอื่นไม่ได้ เพราะการแสดงความรักความเมตตา เป็นเงื่อนไขสำคัญของการเข้าพระอาณาจักรของพระเจ้า “เชิญมารับอาณาจักรเป็นมรดกที่เตรียมไว้ให้ท่านตั้งแต่สร้างโลก เพราะ เมื่อเราหิว ท่านให้เรากิน……เราเจ็บป่วย ท่านก็มาเยี่ยม…..” ( มธ. 25:34-36) นักบุญมาระโกให้ความสำคัญต่อการแสดงความรักต่อเพื่อนพี่น้อง ซึ่งเป็นเงื่อนไขของการเข้าพระอาณาจักรของพระเจ้ามาก จนกระทั่งใช้อวัยวะต่างๆของร่างกายมนุษย์มากล่าวแทนอุปสรรค หรือสาเหตุที่ทำให้เราเข้าพระอาณาจักรของพระเจ้าไม่ได้ “ถ้าเท้า ตา…เป็นเหตุให้ท่านทำบาป จงตัด จงควักมันออกเสีย ท่านจะเข้าสู่พระอาณาจักรของพระเจ้าอย่างคนพิการ…ดีกว่าตกนรก” ( มก.9:45-47 ) การทำบาปที่นักบุญมาระโกกล่าวถึง คือการขาดความรักต่อเพื่อนพี่น้องนั่นเอง ตอนท้ายของบทที่ 9 นี้กล่าวถึงเกลือรักษาความเค็ม หมายถึงการมั่นคงในความดี ความซื่อตรงในการดำเนินชีวิตตามคุณค่าพระวรสาร และจงอยู่อย่างสันติกับผู้อื่น เป็นสิ่งที่ชัดเจนว่าเราคริสตชน ต้องเป็นเครื่องมือของพระเป็นเจ้า ในการนำความรักและสันติสุขของพระองค์ ไปสู่ผู้อื่นโดยปราศจากเงื่อนไขใดๆ อย่างที่พระองค์ทรงกระทำต่อเรามาก่อนแล้ว

พระเจ้าสถิตกับท่าน
คุณพ่อ สมชาย อัญชลีพรสันต์

ประกาศ

  1. วันอาทิตย์ที่ 4 ต.ค. 2009 เป็นวันอาทิตย์ต้นเดือนจะมีโปรดศีลล้างบาปหลังมิสซา ผู้ใดต้องการนำเด็กมารับศีลล้างบาป ขอให้กรอกข้อมูลล่างหน้า ใบกรอกข้อมูลรับได้ที่บ้านพักพระสงฆ์
  2. วันอาทิตย์นี้ ในช่วงบ่ายทางวัดจะไปเยี่ยมศูนย์มาร์ติน ปากเกร็ด พร้อมกับการจัดกิจกรรม และมอบทุนช่วยเหลือศูนย์พี่น้องท่านใดต้องการไปร่วมกิจกรรมนี้ขอเชิญไปได้ และท่านใดต้องการร่วมสมทบทุนเชิญได้ที่กล่องกลางวัด
  3. วันพุธที่ 30 ก.ย. ขอเลื่อนมิสซาเป็นเวลา 7.00 น. และวันพฤหัสฯที่ 1 ต.ค. ของดมิสซา
  4. วัดของเราจะเริ่มซ้อมขับร้องเตรียมฉลองคริสตมาส และฉลองวัด ในเดือนตุลาคมนี้เป็นต้นไปทุกวันเสาร์ รอบแรก 17.30 น. รอบสองหลังมิสซา ขอความร่วมมือจากพี่น้องมาช่วยกันขับร้องสรรเสริญพระเป็นเจ้า
  5. วันเสาร์ที่ 31 ต.ค. 2009 เขต 2 จะจัดฉลองปีพระสงฆ์ ณ วัดมารีย์สวรรค์ ดอนเมือง เวลา 9.30 น. จะเริ่มฟังแก้บาป มีพระสงฆ์ฟังแก้บาปประมาณ 20 องค์ และในโอกาสนี้หัวหน้าเขตได้ขออนุญาตให้พระสงฆ์ที่ฟังแก้บาปยกบาปต้องสงวนได้ เชิญชวนพี่น้องทุกท่านให้ไปร่วมงานในโอกาสพิเศษนี้ด้วย
  6. ในเดือนตุลาคมบ้านใดต้องการให้นำรูปแม่พระไปสวดที่บ้าน ลงที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ สถานที่จุดสังเกตที่ชัดเจน ได้ที่ปฏิทินสวดตามหน้าวัด ( ไม่มีความจำเป็นต้องเลี้ยงอาหาร )

Tags: , ,

'งดแสดงความคิดเห็น'.