สารวัด ฉบับที่ 818 วันอาทิตย์ที่ 20 กันยายน 2552 อาทิตย์ที่ 25 เทศกาลธรรมดา

บอกเล่าให้ฟัง

ความเข้มแข็งหรือความอดทนเป็นฤทธิ์กุศลที่โน้มนำเราให้สามารถฟันฝ่าอุปสรรค์ต่างๆตามหน้าที่ของเรา มนุษย์ทุกคนที่เกิดมาบนโลกใบนี้ล้วนมีบทบาทหน้าที่ของตนที่จะกระทำคุณประโยชน์เพื่อโลก เพื่อสังคม และเพื่อผู้อื่น และในการดำเนินชีวิตที่ซื่อตรงต่อบทบาทและหน้าที่ของตนนี่เองอาจก่อให้เกิดความยากลำบากและอุปสรรค์ต่างๆขึ้นได้ในชีวิต พระเยซูคริสตเจ้าจึงกล่าวถึงเรื่องนี้ว่าเรามีกางเขนต้องแบก “ใครอยากเป็นศิษย์ติดตามเรา ก็ให้คนนั้นเลิกคิดถึงตนเองแบกกางเขนของตนแล้วตามเรามา” กางเขนหรือความยากลำบากจึงเป็นสิ่งที่เราต้องเผชิญอยู่แล้วหลังจากที่มนุษย์ตกในบาปตัดความสัมพันธ์กับพระเป็นเจ้า แต่จะเป็นอะไร แบบไหน เมื่อไร อย่างไร ก็ขึ้นกับแต่ละบุคคล เราจะเผชิญหน้ากับสิ่งเหล่านี้อย่างไรเป็นเรื่องที่เราต้องพิจารณาไตร่ตรอง พระเยซูคริสตเจ้าสอนว่า “ใครเพียรทนจะถึงที่สุดก็จะได้รับความรอดพ้น”

การน้อมรับกางเขนของตนขึ้นแบกหรือการน้อมรับความยากลำบากด้วยความชื่นชมยินดี ต้องการฤทธิ์กุศลความเข้มแข็งหรือความอดทนเป็นสิ่งโน้มนำให้เราเชื่อมั่นและวางใจในพระเป็นเจ้าว่าหนทางนี้จะนำความชื่นชมยินดีมาให้กับเราในที่สุด หนทางแห่งกางเขนเป็นหนทางไปสวรรค์พระเยซูคริสตเจ้าทรงสอนและเดินนำหน้าเราไปก่อนแล้ว เราเชื่อมั่นในพระสัญญาและมีความกล้าหาญพอที่จะติดตามพระองค์ไปในหนทางสายนี้หรือไม่ พ่อรู้สึกทึ่งใจกับคติพจน์ของพระคาร์ดินัล ไมเกิ้ล มีชัย กิจบุญชูและพระคุณเจ้า ฟรังซิสเซเวียร์ เกรียงศักดิ์ โกวิทวาณิชที่เสริมต่อร้อยเรียงกันอย่างไม่น่าเชื่อทั้งในประเด็นและด้านความหมายทางความเชื่อ พระคาร์ดินัล ไมเกิ้ล มีชัย มีคติพจน์ว่า “กางเขนนำไปสู่แสงสว่าง” พระคุณเจ้า ฟรังซิสเซเวียร์ เกรียงศักดิ์ มีคติพจน์ว่า “คำสอนเรื่องกางเขนเป็นอานุภาพของพระเจ้า” พ่อแน่ใจว่าผ่านทางคติพจน์ของพระคุณเจ้าทั้งสอง พระเป็นเจ้ามีพระประสงค์จะสอนวิถีชีวิตให้กับเราคริสตชน หนทางแห่งกางเขนนำมาซึ่งสันติสุขและความชื่นชมยินดี นอกจากหนทางนี้แล้วก็ไม่หนทางอื่นที่เราจะไปสวรรค์ได้

ความเพียรอดทนเป็นบ่อเกิดแห่งชัยชนะทุกอย่าง ฤทธิ์กุศลประการนี้จึงมีความจำเป็นและต้องฝึกฝนเป็นต้นคนในยุคปัจจุบัน เพราะเครื่องมืออำนวยความสะดวกในปัจจุบันทำให้ชีวิตของคนยุคใหม่ไม่แกร่งพอที่จะเผชิญกับอุปสรรค์ความยากลำบาก ต้องการอะไรต้องได้ทันทีอย่างใจ คอยไม่เป็น ผิดหวังไม่ได้ รักสบาย เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ ถ้าพ่อแม่ไม่อยากเห็นลูกฆ่าตัวตายด้วยปัญหาเล็กๆ หรือเดินทางผิดติดยา ก็คงจะต้องทนดูความยากลำบากของลูกวันนี้ โดยการฝึกฝนเขาให้คุ้นเคยกับมัน ยอมให้ลูกลำบากบ้างเถอะครับเพราะ “ผู้ที่หว่านด้วยน้ำตาก็จะเก็บเกี่ยวด้วยเสียงเพลงและความชื่นชมยินดี”

จากคุณพ่อเจ้าวัด

ผู้นำตามจิตตารมณ์พระวรสาร

พระศาสนจักรเป็นองค์กรทางโลก และเป็นองค์กรของพระเป็นเจ้าในเวลาเดียวกัน แน่นอนที่สุดเมื่อมีองค์กรก่อตั้งขึ้น ก็มีความจำเป็นต้องมีการบริหารจัดการต้องมีผู้นำ เพื่อนำพาองค์กรให้ก้าวหน้าพัฒนาไปถึงจุดหมายที่ได้ตั้งไว้ พระศาสนจักรในฐานะที่เป็นองค์กรของพระเป็นเจ้า เรามีพระเยซูคริสตเจ้าเป็นผู้นำ และมีผู้แทนสูงสุดในโลกนี้ คือองค์สมเด็จพระสันตะปาปา เพราะฉะนั้นในฐานะเป็นองค์กรทางโลก เรามีพระสันตะปาปาเป็นผู้นำเป็นนายชุมพาบาลสูงสุด ผู้สืบตำแหน่งจากนักบุญเปโตร พระเยซูคริสตเจ้าผู้นำที่แท้จริงของเรา ตรัสถึงพระองค์เองว่า “บุตรแห่งมนุษย์มิได้มาเพื่อให้ผู้อื่นรับใช้ แต่มาเพื่อรับใช้ผู้อื่น และมอบชีวิตของตนเป็นสินไถ่เพื่อมวลมนุษย์” (มธ. 20:28) คำตรัสถึงพระองค์ในฐานะผู้นำของพระศาสนจักรนี้ แสดงให้เห็นจิตตารมณ์ของการเป็นผู้นำของพระศาสนจักรที่แท้จริงว่า “ใครเป็นผู้นำ ต้องเป็นผู้เสียสละเป็นคนแรก จะต้องเป็นผู้ที่อุทิศตนรัก และรับใช้ผู้อื่น” ดังนั้นเราไม่ต้องแปลกใจว่าพระสันตะปาปา ผู้แทนของพระเยซูคริสตเจ้าในโลกนี้ทุกพระองค์ จึงมีคติพจน์หรือเรียกพระองค์เองว่า “ผู้รับใช้แห่งผู้รับใช้ทั้งหลาย” คติพจน์แสดงนัยสำคัญว่า “คริสตชนทุกคนต้องเป็นผู้รับใช้ และองค์สมเด็จพระสันตะปาปาก็เป็นผู้รับใช้เราอีกต่อหนึ่ง”

ผู้นำตามจิตตารมณ์พระวรสารกับแนวความคิดของผู้นำทางโลกต่างกันโดยสิ้นเชิง “กษัตริย์ของคนต่างชาติย่อมเป็นเจ้านายเหนือผู้อื่น และผู้มีอำนาจเรียกตนเองว่าเจ้าบุญนายคุณ” (ลก.22:25) แสดงว่าผู้นำทางโลกต้องเป็นเจ้านาย มีอำนาจออกคำสั่งชี้นิ้ว เพื่อให้ข้าทาสบริวารมารับใช้ อำนวยความสะดวกให้กับตน แต่ตรงกันข้ามผู้นำตามจิตตารมณ์พระวรสาร ต้องเป็นคนแรกที่จะพลีตนรับใช้ผู้อื่น “ถ้าผู้ใดอยากเป็นคนที่หนึ่ง ก็ให้ผู้นั้นทำตนเป็นคนสุดท้าย และเป็นผู้รับใช้ทุกคน” (มก.9:35) สิ่งที่น่าจะพิจารณาไตร่ตรองในเรื่องนี้ก็คือ ผู้นำพระศาสนจักร และองค์กรในพระศาสนจักร ผู้นำครอบครัวคริสตชน เข้าใจความหมายของผู้นำเช่นนี้หรือไม่ แน่นอนที่สุดผู้นำแต่ละคนเป็นมนุษย์ อยู่ภายใต้ความจำกัด และความอ่อนแอแบบมนุษย์ ดังนั้นการแก่งแย่งแข่งขันในลักษณะ สมบัติผลัดกันชม การเอาหน้าเอาตา เอาเปรียบ ความอิจฉาริษยา และการทะเลาะเบาะแว้งก็เกิดขึ้นได้ ทุกครั้งที่มีเรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นในพระศาสนจักรระดับไหนก็ตาม อาจจะเป็นระดับวัด และระดับบ้าน เราจึงต้องหันกลับไปทบทวนให้ชัดเจนว่า เราได้ทำตามจิตตารมณ์พระวรสารหรือไม่ “ผู้นำจะต้องสละตนเองรับใช้ผู้อื่น” ถ้าคริสตชนเข้าใจ และปฏิบัติตามจิตตารมณ์อย่างนี้ ปัญหาที่กล่าวถึงข้างต้นก็จบ หญิงและชาย สามีภรรยา ผู้นำองค์กรต่างๆก็ไม่ต้องมาถกเถียงกันอีกต่อไป ว่าใครจะเป็นใหญ่กว่ากัน เพราะคนที่ยอมเสียสละพลีตนเป็นผู้รับใช้ผู้อื่น ก็เป็นผู้สมควรได้รับการยกย่องอยู่แล้ว

พระเจ้าสถิตกับท่าน
คุณพ่อ สมชาย อัญชลีพรสันต์

ประกาศ

  1. วันเสาร์ที่ 26 ก.ย. 2009 อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ จัดฉลองศาสนนาม “มีคาแอล” เพื่อเป็นการแสดงความกตัญญูต่อพระคาร์ดินัล ไมเกิ้ล มีชัย กิจบุญชู ณ บ้านเณรยอแซฟ สามพราน เวลา 9.00 – 14.00 น. ขอให้ทุกวัดนำธงของวัดไปร่วมขบวนแห่ และจัดผู้แทน 2 ท่านขึ้นไปแสดงกตัญญุตาต่อพระคุณเจ้าช่วงปลายมิสซาด้วย
  2. วันอาทิตย์ที่ 27 ก.ย. 2009 ทางเขต 2 ได้มอบหมายให้วัดของเราไปเยี่ยมศูนย์มาร์ติน ปากเกร็ด ทางวัดจะไปเวลา 11.30 น. พี่น้องท่านใดสนใจไปร่วมกิจกรรมเชิญไปด้วยกันได้ และท่านใดต้องการสมทบทุนช่วยศูนย์นี้สมทบทุนได้ที่กล่องกลางวัด
  3. วันเสาร์ที่ 31 ต.ค. 2009 เขต 2 จะจัดฉลองปีพระสงฆ์ ณ วัดมารีย์สวรรค์ ดอนเมือง เวลา 9.30 น. จะเริ่มฟังแก้บาปมีพระสงฆ์ฟังแก้บาปประมาณ 20 องค์ และในโอกาสนี้หัวหน้าเขตได้ขออนุญาตให้พระสงฆ์ที่ฟังแก้บาป สามารถยกบาปต้องสงวนได้ เชิญชวนพี่น้องทุกท่านให้ไปร่วมงานในโอกาสพิเศษนี้ด้วย
  4. ประชุมสภาอภิบาลวันอาทิตย์นี้หลังมิสซาเวลา 10.30 น.

Tags: , ,

'งดแสดงความคิดเห็น'.