สารวัด ฉบับที่ 811 วันอาทิตย์ที่ 2 สิงหาคม 2552 อาทิตย์ที่ 18 เทศกาลธรรมดา

บอกเล่าให้ฟัง

การพูดจาเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญ ที่เราต้องนำมาเล่าสู่กันฟัง เพื่อเราจะได้สามารถนำมาเป็นข้อคิดพิจารณา เพื่อปรับปรุงชีวิตของเราให้ดีขึ้น การพูดสิ่งที่ดีงามเป็นสิ่งที่นำสิริมงคลมาให้กับตัวผู้พูดเอง จึงมีคำพูดเป็นสุภาษิตว่า “พูดดีเป็นศรีแก่ตัว” เพราะฉะนั้นเราต้องพยายามฝึกฝนตนเอง ให้เป็นผู้ที่จะคิดก่อนจะพูดเสมอ พระบัญญัติของพระเป็นเจ้าประการที่แปด สอนเราว่า “อย่าใส่ความนินทา” คริสตชนหลายคนยังเข้าใจพระบัญญัติประการนี้ ไม่ลึกซึ้งเพียงพอจึงมีคนแก้ตัวบ่อยๆว่า “ฉันไม่เคยนินทาใครเพราะสิ่งที่ฉันพูดเป็นความจริงทั้งสิ้น” อันที่จริงพระบัญญัติประการที่แปดแยกแยะเป็นสองประเด็น ประเด็นแรก ใส่ความหมายถึงการพูดใส่ร้ายคนอื่นเขาไม่ได้เป็นอย่างนั้นไม่ได้ทำอย่างนั้น แต่เราบอกว่าเขาเป็นอย่างนั้นหรือทำอย่างนั้น และทำให้ผู้อื่นเสียหายถือว่าเป็นการใส่ความ ประเด็นที่สอง นินทาหมายถึงการเอาเรื่องของผู้อื่นไปพูด แล้วทำให้เขาเสียหายแม้เรื่องนั้นเป็นเรื่องจริง ก็ถือเป็นการนินทา แต่ถ้าเป็นเรื่องไม่จริงเราก็ทำผิดสองกระทง คือใส่ความ และนินทา

นักบุญหลายท่านสอนให้เราระมัดระวังเรื่องการพูดเป็นพิเศษ ท่านเปรียบไว้ว่าการพูดจาที่ไม่ดี และการใส่ความนินทาเหมือน “คนหนึ่งเดินไปตามทาง และโปรยขนไก่ไปด้วย” เมื่อสำนึกได้ว่าตนเองทำเรื่องผิดพลาดไป แล้วจะย้อนกลับไปเก็บขนไก่กลับคืนไม่ได้ เพราะลมมันพัดกระจายไปหมดแล้ว คำพูดของเราก็เช่นกันเราไม่ทราบว่าใครเขาเอาไปพูดกันถึงไหนอย่างไร และมันแปลเปลี่ยนไม่จากต้นตออย่างไรบ้าง การแก้ไขเรื่องนี้จึงทำลำบากมาก หรือแทบจะแก้ไขอะไรไม่ได้เลย อาจจะต้องรอจนผู้เสียหายเขาได้พิสูจน์ตนเองให้กับคนที่เข้าใจผิด จนครบถ้วน จะใช้เวลาถึงเมื่อไรอย่างไรในช่วงชีวิตของคนๆหนึ่งจะพอหรือไม่ก็ไม่ทราบ
นักบุญยากอบที่สอนคริสตชนในสมัยของท่านไว้ว่า “ใครก็ตามที่สามารถบังคับปากและลิ้นของตนเองให้พูดในสิ่งที่ดีงาม และถูกต้อง เหมือนคนขี่ม้าจับบังเหียนม้าไว้แน่น และสามารถบังคับม้าให้วิ่งตรงทาง คนนั้นก็เป็นนักบุญแล้ว” นักบุญยากอบสอนไว้เช่นนี้แสดงว่าการบังคับปากและลิ้นสำคัญมาก และเป็นความอ่อนแอของมนุษย์มากๆด้วย ที่พ่อนำเอาเรื่องนี้มาเล่าให้พี่น้องฟังไม่มีจุดประสงค์ที่จะตำหนิติเตียนพี่น้องแต่อย่างใด และไม่ต้องการปิดปากพี่น้องด้วย แต่ต้องการให้พี่น้องมีหัวข้อไตร่ตรองพิจารณาตนเองเพื่อการพัฒนา ตรงกันข้ามพ่อรู้สึกดีทุกๆครั้งที่พี่น้องหลายท่านแสดงความจริงใจกับพ่อ คอยบอกคอยเตือนให้พ่อพัฒนาตนเองในการดำเนินชีวิต และการอภิบาล อาทิ คุณพ่ออ่านเร็วเกินไป เวลาเทศน์คุณพ่อน่าจะยืนอย่างนี้หันอย่างนั้นอย่างนี้บ้าง ฯลฯ พ่อถือว่านี่คือการพูดดี และรักกันจริงครับ พ่อขอน้อมรับด้วยความขอบคุณ และขอพระเป็นเจ้าตอบแทนพี่น้องที่มีน้ำใจดีทุกๆท่าน

จากคุณพ่อเจ้าวัด

วุฒิภาวะด้านการนับถือศาสนา

บรรดาศาสนิกทั้งหลายต้องพยายามหาคำตอบให้กับตนเองให้ได้ว่า “เรานับถือศาสนาเพื่ออะไร” ความคาดหวังในการนับถือศาสนานี่แหละคือตัวบ่งชี้ว่า “เรามีวุฒิภาวะในการนับถือศาสนามากน้อยแค่ไหน” ( วุฒิภาวะหมายถึงความเป็นผู้ใหญ่ เป็นความถึงพร้อมด้านความคิดอ่าน อารมณ์ สติปัญญา ฯลฯ ) หลังจากที่พระเยซูคริสตเจ้าทรงทวีขนมปังเลี้ยงประชาชนแล้ว พระองค์เสด็จปลีกตัวจากประชาชนไปอยู่ในที่เงียบสงัด ประชาชนตามหาพระองค์จนพบ พระองค์ทรงตำหนิพวกเขาว่า “เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่าท่านแสวงหาเรา มิใช่เพราะได้เห็นเครื่องหมายอัศจรรย์ แต่เพราะได้กินขนมปังจนอิ่ม” (ยน. 6:26) พระดำรัสของพระเยซูคริสตเจ้าทำให้เราชัดเจนถึงการนับถือศาสนาที่อิงกับผลประโยชน์ การนับถือศาสนาแบบนี้แหละ คือการขาดวุฒิภาวะด้านการนับถือศาสนา เพราะผู้ที่นับถือศาสนาแบบนี้ไม่เข้าใจวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของการนับถือศาสนา เขานับถือศาสนาเพียงผิวเผินเท่านั้นไม่มีประสบการณ์ทางความเชื่อแต่อย่างใด เมื่อเข้ามานับถือศาสนาแล้วไม่ได้ประโยชน์อย่างที่ตนเองคาดหวัง ไม่ได้อย่างใจตนก็เลิกกันแบบง่ายๆโดยอ้างเหตุผลข้างๆคูๆว่า เป็นคริสตังก็ไม่เห็นต่างจากศาสนาอื่นตรงไหน ไม่เห็นได้อะไรเลย ฯลฯ
ศาสนาเป็นหนทางแห่งชีวิต และไม่ใช่เป็นเพียงคำสอนหรูๆไพเราะฟังดูดีมีวาทศิลป์เท่านั้น แต่เป็นการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับพระเป็นเจ้าซึ่งเป็นพระบุคคล เพราะฉะนั้นการปฏิบัติตามคำสอน การสวดภาวนา การมาร่วมพิธีกรรมล้วนเป็นการสร้างความสัมพันธ์กับพระเป็นเจ้าทั้งสิ้น ด้วยเหตุนี้กิจการเหล่านี้จึงอิงกับผลประโยชน์ไม่ได้ เพราะความสัมพันธ์ที่อิงกับผลประโยชน์ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์กับใครระดับไหน ก็เป็นความสัมพันธ์ที่ไม่ยั่งยืนทั้งสิ้น เมื่อหมดผลประโยชน์ความสัมพันธ์ก็สิ้นสุดลงทันที เพราะฉะนั้นพระเยซูคริสตเจ้าจึงสอนเราให้มีความสัมพันธ์กับพระองค์อย่างแท้จริง ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ที่จะคำรงอยู่นิรันดร “อย่าขวนขวายหาอาหารที่กินแล้วเสื่อมสลายไป แต่จงหาอาหารที่คงอยู่ และนำชีวิตนิรันดรมาให้” (ยน. 6:27) เราคงต้องถามตัวเราเองบ่อยๆว่าเราคาดหวังอะไรในการนับถือศาสนา ในการติดตามพระเยซูคริสเจ้า ในการสวดภาวนา ในการปฏิบัติกิจศรัทธาต่างๆ เราทำเพราะเรารักพระเป็นเจ้าต้องการตอบสนองความรักของพระองค์ หรือต้องการใช้พระองค์เป็นเครื่องมือขอนั่นขอนี่ทำโน้นทำนี่ให้กันแน่ เราจะเป็นเหมือนประชาชนเหล่านั้นไหม “แสวงหาพระองค์เพราะอยากกินขนมปังจนอิ่มท้อง” อย่ากังวลใจไปเลยจงแสวงหาพระอาณาจักรของพระเจ้าก่อน แล้วอย่างอื่นพระองค์จะแถมให้เอง

พระเจ้าสถิตกับท่าน
คุณพ่อ สมชาย อัญชลีพรสันต์

ประกาศ

  1. วันอาทิตย์ที่ 16 ส.ค.2009 ขอเลื่นมิสซาไปเป็นเวลา 17.00 น. เพราะพระสงฆ์ทุกองค์ต้องไปแสดงความนบนอบต่อพระอัครสังฆราชให้
  2. ประชุมสภาอภิบาลหลังมิสซาวันอาทิตย์ที่ 2 ส.ค. 2009 นี้เวลา 10.30 น.
  3. ผู้ใดต้องการไปร่วมพิธีบวชสังฆานุกรที่บ้านเณรใหญ่แสงธรรม สามพราน ทางวัดจะจัดรถไป เชิญลงชื่อได้ที่ขายศาสนภัณฑ์หน้าวัด
  4. วันอาทิตย์ที่ 2 ส.ค. 2009 เป็นวันสื่อมวลชนสากล ขอเชิญพี่น้องร่วมบริจาคเพื่อช่วยเหลืองานสื่อมวลชนคาทอลิกได้ที่ตู้ทานกลางวัด

Tags: , ,

'งดแสดงความคิดเห็น'.