สารวัด ฉบับที่ 815 วันอาทิตย์ที่ 30 สิงหาคม 2552 อาทิตย์ที่ 22 เทศกาลธรรมดา

บอกเล่าให้ฟัง

ความจริงใจถือเป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่ทำให้มนุษย์อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข ความจริงใจภาษาอังกฤษใช้คำว่า “sincere” มาจากรากศัพท์ภาษาลาตินว่า “sine + cera” sine แปลว่าไม่มีหรือปราศจาก cera แปลว่าขี้ผึ้ง คนในสมัยโบราณใช้ขี้ผึ้งทำหน้ากากเมื่อเอาคำสองคำมาบวกกันจึงแปลว่าไม่มีหน้ากาก เพราะคนที่มีความจริงใจก็คือคนที่ไม่สวมหน้ากากเข้าหาคนอื่น ไม่หน้าไหว้หลังหลอก ปากตรงกับใจคิดอย่างก็พูดอย่างนั้น ชีวิตไม่ใช่ละครแต่เป็นความเป็นจริงในความสัมพันธ์ที่เรามีต่อผู้อื่น เพราะฉะนั้นการเล่นละครตบตาผู้คนจึงทำได้ไม่นาน ยิ่งกับพระเป็นเจ้าแล้วยิ่งเป็นสิ่งที่ทำไม่ได้เลยเพราะพระองค์ทรงหยั่งรู้ถึงก้นบึ้งแห่งจิตใจเรา พระเยซูคริสตเจ้าทรงสอนว่า “ทุกสิ่งที่อยู่ในที่ลับจะปรากฏแจ้ง การพูดในที่ลับจะถูกประกาศบนหลังคาเรือน” “อะไร ใช่ ก็บอกว่า ใช่ อะไร ไม่ใช่ ก็บอกว่า ไม่ใช่ นอกนั้นมาจากปีศาจ” สิ่งที่พระเยซูคริสตเจ้าตรัสสอนเรานี้เป็นเรื่องของความจริงใจทั้งสิ้น

ความจริงใจอยู่ที่ใดก็มีความสุขตรงกันข้ามถ้าคนที่เราอยู่ด้วยไม่มีความจริงใจไว้ใจไม่ได้ สวมหน้ากากเข้าหากันเสมอการสวมหน้ากากนี้ไม่ได้หมายความถึงการสวมหน้ากากป้องกันไขหวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 แต่เป็นการปิดบังตัวตนที่แท้จริงมีเบื้องหลังที่ซ่อนเร้นแอบแฝง เราจะอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขได้อย่างไร ความหวาดระแวงไม่สามารถทำให้เกิดความสงบสุขได้ เพราะเราต้องระวังตัวตลอดเวลาไม่รู้ว่าวันนี้หรือวันไหนจะมาไม้ไหน สิ่งที่พูดกันนั้นจะจริงหรือไม่ ประสงค์อะไรกันแน่ การอยู่ด้วยกันความสัมพันธ์แบบนี้แค่คิดก็เริ่มร้อนๆหนาวๆแล้ว ในครอบครัวถ้าสามีภรรยาและลูกๆต่างก็มีเบื้องหน้าเบื้องหลังซ่อนเร้นแอบแฝงชวนให้สงสัยตลอดเวลา อย่าบอกนะครับว่าครอบครัวอย่างนี้มีความสุขสงบเรียบร้อยดีผมไม่เชื่อหรอก ในวัดชุมชนแห่งความเชื่อถ้าไม่มีความจริงใจ ต่างคนต่างก็มีเบื้องหน้าเบื้องหลังไว้ใจกันไม่ได้ เราจะสร้างชุมชนที่มีความเชื่อมีสันติสุขได้อย่างไร เราจะร่วมมือร่วมใจกันทำงานเพื่อประกาศความรักของพระเป็นเจ้า เพื่อสร้างความเป็นหนึ่งเดียวกันในชุมชนได้อย่างไร คำถามจะเกิดขึ้นมากมายไม่ว่าจะทำอะไรก็มีคำถาม มีความหวาดระแวงแฝงอยู่เสมอ ความจริงใจจึงเป็นพื้นฐานของการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข ด้วยเหตุนี้เองพ่อจึงบอกเล่าเรื่องนี้ให้พวกเราฟัง เผื่อว่าอาจมีอะไรเป็นมูลเหตุที่ทำให้เราหวาดระแวงไม่เชื่อใจกัน เราต้องพยายามสะสางขจัดออกไปจากวัดของเรา วิธีการก็ง่ายนิดเดียวคือเปิดใจจับเข่าคุยกันและให้อภัยต่อความอ่อนแอของกันและกัน ความรักแท้ต้องสามารถมองข้ามความผิดพลาดของผู้อื่น ชื่นชมในความดี ไม่เห็นด้วยกับความไม่ถูกต้อง ที่พ่อเขียนเรื่องนี้ขึ้นไม่ได้หมายความว่าชุมชนวัดของเราขาดความจริงใจ แต่พ่อไม่อยากให้มันเกิดขึ้นในวัดของเราเลย เพราะเวลาดูข่าวเรื่องชุมชนตลาดคลองเตยแล้วก็รู้สึกแย่มากๆ ตีกันทุกวัน มีแต่ความหวาดระแวงกันและกันไม่รู้ใครเป็นพวกไหน พ่อจึงเกิดแรงบันดาลใจอยากเล่าเรื่องนี้ให้พวกเราฟัง และภาวนาอยู่เสมอว่าอย่าให้ความเลวร้ายแบบนี้เกิดขึ้นในชุมชนวัดของเรา

จากคุณพ่อเจ้าวัด

กฎของพระเป็นเจ้าและกฎของมนุษย์

พระวาจาของพระเจ้าจากพระวรสารนักบุญมาระโก บทที่ 7 มีการถกเถียงกันเรื่องการถือกฎของบรรพบุรุษว่าต้องถือหรือไม่ต้องถือ เรื่องนี้สำหรับเราคริสตชนต้องถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญเรื่องหนึ่งที่เราต้องพิจารณาไตร่ตรองอย่างรอบคอบ เพราะในทางปฏิบัติเรามักจะสับสนระหว่างกฎของพระเป็นเจ้า และกฎที่มนุษย์บัญญัติขึ้นเอง การสับสนปนเปนี้อันตรายเพราะแทนที่เราจะปฏิบัติตามพระบัญญัติของพระเป็นเจ้าซึ่งเป็นพระประสงค์ของพระเป็นเจ้า แต่เรากลับต้องมาแบกภาระเกินกำลังกับสิ่งที่มนุษย์บัญญัติขึ้นเอง “ท่านทั้งหลายละเลยบทบัญญัติของพระเจ้ากลับไปถือขนบธรรมเนียมของมนุษย์” ( มก. 7:8 ) การถือบทบัญญัติแบบนี้ไม่เป็นการตอบสนองพระประสงค์ของพระเป็นเจ้า และหลายๆครั้งก็ทำให้เราตกในบาปด้วย เพราะการถือกฎหลายข้อเป็นการถือกฎนอกจารีตของพระศาสนจักร จึงเป็นการทำผิดพระบัญญัติประการที่ 1

ด้วยเหตุนี้ในการปฏิบัติของเรา เราต้องแยกแยะให้ได้ว่าอะไรเป็นกฎของพระเป็นเจ้า และอะไรเป็นกฎของมนุษย์ ที่กล่าวเช่นนี้ไม่ได้หมายความว่าเราไม่ต้องถือกฎที่มนุษย์บัญญัติขึ้น เพราะมีกฎของมนุษย์หลายประการที่มีความจำเป็น และมีประโยชน์ในเวลาหรือสมัยนั้นๆ กฎของมนุษย์สามารถเปลี่ยนแปลงไปตามเวลาตามสมัยตามความเหมาะสม อาทิ พระสงฆ์ต้องใส่เสื้อหล่อสีดำ แต่ในประเทศไทยและอีกหลายประเทศในเขตเมืองร้อนพระศาสนจักรก็ให้ใส่สีขาว แต่ถ้าเป็นกฎของพระเป็นเจ้าเปลี่ยนแปลงไม่ได้ อาทิ พระบัญญัติของพระเป็นเจ้าเปลี่ยนแปลงไม่ได้ การฆ่าคนผ่านมาก็ยุคกี่สมัยก็ยังคงเป็นบาป เราอย่าทำให้กฎของมนุษย์มาบดบังพระประสงค์ที่แท้จริงของพระเป็นเจ้า “ท่านช่างชำนาญในการละเลยบทบัญญัติของพระเจ้า เพื่อถือขนบธรรมเนียมของท่านเองเสียจริงๆ” ( มก. 7:9 ) พระสังคายนาวาติกันที่ 2 พยายามที่จะปลดเปลื้องพระศาสนจักรจากภาระที่มนุษย์สร้างขึ้นเป็นกฎ และเก็บสะสมมาในประวัติศาสตร์อันยาวนานของพระศาสนจักร โดยการชำระสิ่งที่ล้าสมัยออกไปเปลี่ยนแปลงกฎของพระศาสนจักรให้เหมาะสมกับยุคสมัยมากที่สุด แต่หลายๆคนยังไม่ยอมปลดแอกซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสงสาร พระบัญญัติใหม่ที่พระเยซูคริสตเจ้ามอบให้แก่เราเป็นกฎที่สั้นแต่ครอบคลุมความหมายของการถือพระบัญญัติอย่างครบถ้วน “ท่านทั้งหลายจงรักกันและกันเหมือนอย่างที่เรารักท่าน” ดังนั้นอะไรก็ตามที่ปฏิบัติแล้วเป็นการแสดงความรักความเมตตาต่อผู้อื่น และไม่ใช่การเอาภาระหนักเกินกำลังไปใส่บ่าผู้อื่นพี่น้องก็ปฏิบัติไปเถอะ เพราะที่พระเยซูคริสตเจ้าตำหนิพวกฟาริสี ธรรมาจารย์ และ นักกฎหมาย ไม่ใช่เพราะกฎไม่ดี แต่เพราะพวกเขาสอนต่อเติมกฎ เคร่งครัดกับผู้อื่นแต่ตนเองไม่ปฏิบัติ และยังเอาภาระหนักนั้นไปใส่บ่าของผู้อื่น ซึ่งเป็นการทำผิดพระบัญญัติแห่งความรักซึ่งเป็นกฎของพระเป็นเจ้านั่นเอง

พระเจ้าสถิตกับท่าน
คุณพ่อ สมชาย อัญชลีพรสันต์

ประกาศ

  1. วันเสาร์ที่ 12 ก.ย. 2009 จะมีพิธีอภิเษกพระสังฆราชใหม่ พระคุณเจ้า ยอแซฟ พิบูลย์ วิสิฐนนทชัย ณ สนามกีฬาจังหวัดนครสวรรค์ เวลา 10.00 น. ผู้ใดจะไปร่วมพิธีนี้ลงชื่อได้ที่ขายศาสนภัณฑ์หน้าวัด
  2. ขอแสดงความยินดีกับสังฆานุกร ศรายุทธ คำภูแสน ที่ได้บวชเป็นสังฆานุกรในวันที่ 15 ส.ค. 2009 ที่ผ่านมา
  3. วันอาทิตย์แรกของเดือนหลังมิสซาจะมีโปรดศีลล้างบาป ผู้ใดต้องการนำเด็กๆมารับศีลล้างบาปให้กรอกข้อมูลล่วงหน้า ใบกรอกข้อมูลรับได้ที่บ้านพักพระสงฆ์

Tags: , ,

'งดแสดงความคิดเห็น'.