ฉบับที่ 13006 วันอาทิตย์ที่ 10 กุมภาพันธ์ 2013 เทศกาลธรรมดา

บอกเล่าให้ฟัง

รู้อะไรก็ไม่สู้รู้วิชา ประโยคที่เริ่มต้นขึ้นมาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยนี้ คงเป็นประโยคที่เราคุ้นเคยกันดีและเป็นความจริงที่ยอมรับกันทั่วไปอยู่สมัยหนึ่ง แต่พ่อคิดว่าในปัจจุบันนี้เราต้องพูดว่า “รู้อะไรก็ไม่สู้รู้จักตนเอง” นักจิตวิทยาเชื่อว่าการรู้จักตนเองเป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะเป็นก้าวแรกของการพัฒนาและการเปลี่ยนแปลงชีวิตให้ดีขึ้น ด้วยเหตุนี้บรรดานักจิตวิเคราะห์ทั้งหลายจึงค้นคิดวิธีการต่างๆมากมาย เพื่อทำให้มนุษย์รู้จักตนเองรู้ว่า ตัวตนที่แท้จริงของคนๆนั้นเป็นอย่างไร อะไรเป็นดั่งบาดแผลภายในที่มีผลต่อพฤติกรรมของคนๆนั้น ถ้าสามารถทำให้คนๆนั้นรู้จักตนเองและยอมรับตนเองตามความเป็นจริงได้ คนๆนั้นจะได้รับการเยียวยารักษา และสามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมไปในทางที่ดีขึ้น มีหลายๆคนที่ไปเข้ากระบวนการทางจิตวิทยานี้แล้วได้ผลสามารถพ้นจากสภาพความทุกข์ทรมาน และพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ของสังคมได้ แต่น่าเสียดายที่คนจำนวนมากไม่ได้รับการเยียวยารักษา เพราะเขาไม่สามารถยอมตัวเองตามความเป็นจริง เขาจึงต้องอยู่ในสภาพเช่นนั้นต่อไปจนกว่าเขาจะยอมรับและยินดีที่จะเปลี่ยนแปลงตนเอง

การรู้จักยอมรับตนเองตามที่เป็น ฟังดูแล้วเหมือนเป็นเรื่องง่ายๆแต่ในชีวิตจริงมันช่างยากเหลือเกิน พ่ออยู่ในวงการพระสงฆ์นักบวชมายี่สิบกว่าปี พวกเราอยู่ในชุมชนแห่งความเชื่อมามากบ้างน้อยบ้าง พ่อคิดว่าเราคงมีประสบการณ์กับคนบางคนซึ่งคิดแล้วมันน่าอัศจรรย์ใจยิ่งนัก คนบางคนไม่ว่าไปอยู่ที่ใดจะมีปัญหาที่นั่นและเป็นปัญหาเดิมๆ คนบางคนทำอะไรทีหนึ่งก็มีเสียงกล่าวขานกันระงมไปหมด สิ่งที่น่าสนใจก็คือบุคคลเหล่านี้เคยคิดไตร่ตรองถึงตนเองบ้างหรือไม่ เขาไม่รู้เชียวหรือว่าคนรอบข้างเขาคิดอย่างไรกับตนเอง เพราะปัญหาที่เกิดไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นครั้งแรกแต่มันเกิดซ้ำแล้วซ้ำอีกจนเป็นที่กล่าวถึงบ่อยๆของผู้คนไปแล้ว เมื่อเป็นเช่นนี้ทำไมเราไม่เปิดหูเปิดใจให้กว้าง แล้วลองไตร่ตรองถึงตนเองตามความเป็นจริง ยอมเจ็บ ยอมอายสักครั้งหนึ่ง เพื่อเราจะได้พบทางออกและทางแก้ไข“รู้อะไรก็ไม่สู้รู้จักตนเอง” เพราะการรู้จักตนเองนี่แหละสำคัญที่สุด ในปัจจุบันการศึกษามีการพัฒนามากขึ้น การสอนแบบยัดเยียดเริ่มมีอิทธิพลทางความคิดน้อยลง เพราะเขาเริ่มพิจารณาความชอบความถนัดจัดเจนของเด็ก และแนะนำให้เด็กเข้าใจถึงตัวตนที่แท้จริงของเขา นี่คือการรู้จักตัวเองในทางบวกทำให้คนสามารถพัฒนาถูกทิศถูกทาง ตามความถนัดจัดเจนของตน ในด้านลบสิ่งที่เราควรระวังก็คือ การให้ความสำคัญกับตนเองมากเกินไปจนกลายเป็นความจองหอง เห็นแก่ตัว ยึดตนเองเป็นศูนย์กลางเป็นมาตรการตัดสินทุกสิ่ง การยึดมั่นถือมั่นในตนเองมากเกินไปจึงเป็นสิ่งที่อันตราย พระเยซูคริสตเจ้าจึงสอนว่า “ใครอยากติดตามพระองค์ให้เลิกคิดถึงตนเอง ให้สละตนเอง” “เมื่อเพื่อนพี่น้องทำผิดต่อท่านถ้าท่านจะมาถวายบูชาให้วางเครื่องบูชาไว้ และกลับไปคืนดีกับเพื่อนพี่น้องของท่านเสียก่อนที่จะมาถวายบูชา” ข้อสังเกตที่สำคัญคือ “ถ้าเพื่อนพี่น้องทำผิดต่อท่าน ไม่ใช่ท่านทำผิดต่อเพื่อนพี่น้อง” ที่พระเยซูคริสตเจ้าทรงสอนให้เราปราบตนเองเช่นนี้แสดงว่าตัวเราเอง เป็นมูลเหตุที่สำคัญที่จะทำให้เราพลาดทำให้เกิดปัญหาขึ้นมากมาย เพราะเรายึดตัวเราเองเป็นศูนย์กลาง การรู้จักตนเองยอมสละน้ำใจของตนจึงเป็นปัจจัยสำคัญแห่งการพัฒนาเปลี่ยนแปลงมนุษย์ในทางที่ดีขึ้น

จากคุณพ่อเจ้าวัด

ประสบการณ์ความเชื่อ

ความเชื่อมี 2 ระดับ ระดับแรกเริ่มต้นที่ความรู้มนุษย์จะมีความเชื่อได้ต้องเริ่มต้นด้วยการรู้จัก ว่าสิ่งนั้นเป็นอะไร เป็นใคร ดีหรือไม่ดี เชื่อถือได้หรือไม่ได้ เพราะฉะนั้นใครก็ตามที่จะมาเป็นคริสตชน จึงต้องเรียนคำสอนก่อนเพื่อจะได้รู้จักพระเจ้าโดยผ่านทางคำสอนในแง่มุมต่างๆของพระศาสนจักร รู้จักกฎเกณฑ์ และวิถีการดำเนินชีวิตคริสตชนเสียก่อน จึงสามารถรับศีลล้างบาปเข้ามาเป็นคริสตชนได้ ในระดับความรู้นี้ต้องน้อมรับด้วยสติปัญญา เมื่อคนๆหนึ่งเริ่มรู้จักแล้วครูคำสอนหรือพระสงฆ์และกลุ่มคริสตชน จะต้องพยายามนำคนๆนั้นให้มีประสบการณ์ความเชื่อที่ลึกซึ้งมากขึ้นเรื่อยๆต่อไป เพราะฉะนั้นผู้สอนคำสอนจึงต้องเชิญชวนผู้สนใจจะมาเป็นคริสตชนมาร่วมมิสซา และกิจกรรมต่างๆในกลุ่มคริสตชน เพื่อจะได้มีประสบการณ์ความเชื่อ ในระดับนี้ต้องน้อมรับด้วยใจ

คนที่มีประสบการณ์ความเชื่อหมายถึงคนๆหนึ่งที่เข้าไปลิ้มรสสัมผัส ความดีงาม ความรัก ความเมตตา ของพระเจ้าด้วยตนเอง แหล่งที่มาของประสบการณ์ความเชื่อมาจากหลายๆทาง อาทิ การอ่าน การฟังพระวาจาของพระเจ้าและนำไปปฏิบัติตาม การสวดภาวนาด้วยเลื่อมใสความศรัทธา การรับศีลศักดิ์สิทธิ์ต่างๆด้วยความศรัทธาโดยการเตรียมตัวเตรียมจิตใจอย่างดี และอาศัยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตจริง ฯลฯ นักบุญเปโตร ยากอบ และยอห์น เป็นอัครสาวกรุ่นแรกที่พระเยซูคริสตเจ้าทรงเรียก เพราะฉะนั้นเราอนุมานได้ว่าพวกท่านต้องเริ่มฟังคำสอนของพระองค์ และรู้จักกับพระองค์บ้างแล้ว พระวรสารนักบุญลูกาจึงเล่าถึงเหตุการณ์ซึ่งพระเยซูคริสตเจ้า ทรงปรารถนาในพวกท่านมีประสบการณ์ความเชื่อ โดยสั่งให้นักบุญเปโตรซึ่งเป็นชาวประมงออกไปจับปลาในเวลาที่ไม่เหมาะสม “จงแล่นเรือออกไปในที่ลึกและหย่อนอวนลงจับปลาเถิด ซีมอนทูลว่า พระอาจารย์ พวกเราทำงานมาทั้งคืนแล้วจับปลาไม่ได้เลย แต่เมื่อพระองค์มีพระดำรัสข้าพเจ้าก็จะลงอวน”(ลก.5:4-5) จากความสำเร็จในการได้ปลามากมายจนอวนแทบจะขาด ทำให้นักบุญเปโตรรู้ซึ้งถึงความสามารถของตนในฐานะชาวประมงมืออาชีพ และฤทธานุภาพของพระเจ้าซึ่งเขาต้องมีความเชื่อ และยอมรับถึงความอ่อนด้อยของตน ถ้าขาดพระองค์แล้วเขาจะทำอะไรไม่ได้เลย

การมีประสบการณ์ความเชื่อทำให้คนๆนั้นสำนึกถึงความอ่อนแอ ความต่ำต้อย ความไม่เหมาะสม และความเป็นคนบาปของตน ในการที่ตนจะเข้าไปมีความสัมพันธ์กับพระเจ้า และทำให้คนๆหนึ่งสำนึกถึงความรัก ความเมตตาของพระเจ้า ที่ทรงเชื้อเชิญต้อนรับมนุษย์ให้เข้ามามีชีวิตร่วมกับพระองค์ “เปโตรเห็นดังนั้น จึงกราบลงที่พระชานุ…..ทูลว่า โปรดไปจากข้าพเจ้าเสียเถิดพระเจ้าข้า เพราะข้าพเจ้าเป็นคนบาป”(ลก.5:8) นักบุญหลายท่านหลังจากมีประสบการณ์ความเชื่อแล้ว ก็มีความรู้สึกเช่นเดียวกัน บางท่านร้องไห้อย่างขมขื่น เพราะประสบการณ์นั้นทำให้พวกท่านรู้ว่าสภาพมนุษย์เป็นอย่างไรเมื่อพบกับความยิ่งใหญ่ ความรัก ความเมตตาของพระเจ้า “จงแล่นเรือไปในที่ลึก” จึงเป็นการเชื้อเชิญเราทุกคนให้เข้ามามีประสบการณ์ความเชื่อในพระเจ้า เพื่อเราจะได้สัมผัสความดีงาม ความรัก ความเมตตาของพระองค์ สำนึกถึงความต่ำต้อยเป็นคนบาปของตน แล้วเข้าไปพึ่งพระเมตตาของพระองค์ และนี่คือหนทางการดำเนินชีวิตที่ปลอดภัยที่สุดของเราคริสตชน

พระเจ้าสถิตกับท่าน
คุณพ่อ สมชาย อัญชลีพรสันต์

ประกาศ

  1. วันอาทิตย์นี้ เป็นวันตรุษจีน ขอเชิญพี่น้องมาร่วมขอพรพระเจ้าในวันปีใหม่ของชาวจีน หลังมิสซามีแจกส้มตามธรรมเนียมของชาวจีน
  2. ศาลาอเนกประสงค์ก็คืบหน้าไปได้พอสมควรแล้ว และวัดเราได้ใช้บ้างแล้วในวันฉลองวัด ผู้ที่มีความปรารถนาจะช่วยเหลือในการสร้าง ทำได้ที่ตู้ทานหน้าวัด หรือนำมามอบให้คุณพ่อเจ้าวัด
  3. วันพุธที่ 13 ก.พ. 2013 เป็นวันพุธรับเถ้า เริ่มเทศกาลมหาพรต ขอเชิญพี่น้องมาร่วมมิสซาบูชาขอบพระคุณเสกและโปรยเถ้า เวลา 19.00 น. ในวันพุธรับเถ้าคริสตชนที่มีอายุตั้งแต่ 14 ปีบริบูรณ์ขึ้นไปต้องทำพลีกรรมหรืออดเนื้อ และผู้ที่มีอายุ 18 ปีบริบูรณ์จนถึง 59 ปีบริบูรณ์ต้องจำศีลอดอาหาร หมายถึงทานอิ่มเพียงมื้อเดียว อีกสองมื้อทานพออยู่ได้
  4. ในเทศกาลมหาพรต จะมีเดินมรรคาศักดิ์สิทธิ์ก่อนมิสซาวันเสาร์ และวันอาทิตย์ ขอเชิญพี่น้องร่วมเดินมรรคาศักดิ์สิทธิ์ เพื่อรำพึงถึงพระมหาทรมานของพระเยซูคริสตเจ้า
  5. วันอาทิตย์ที่ 17 ก.พ. 2013 ขอเชิญผู้อ่านบทอ่าน ผู้ที่สนใจจะมาช่วยอ่านบทอ่าน และผู้ที่ปรารถนาอ่านพระคัมภีร์ร่วมกัน รวมกันที่ศาลาเรือนไทย เพื่อจัดตารางเวลาและอ่านพระคัมภีร์ร่วมกัน

download ไฟล์ สารวัดฉบับเต็ม ได้ที่นี่ สารวัดประจำสัปดาห์ที่ 10-02-2013

Tags: , ,

'งดแสดงความคิดเห็น'.