ฉบับที่ 13007 วันอาทิตย์ที่ 17 กุมภาพันธ์ 2013 อาทิตย์ที่ 1 เทศกาลมหาพรต

บอกเล่าให้ฟัง

มโนธรรมของสังคมเป็นสิ่งที่สำคัญที่จะช่วยเยียวยาแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมได้ แต่น่าเสียดายหลายๆครั้งมโนธรรมทางสังคมกลับเงียบเสียงไป ท่านผู้รู้ทางสังคมวิทยาหลายท่านกล่าวว่า “สังคมเสียหายเพราะคนดีเงียบเสียง” ถามว่าทำไมคนดีๆจึงเงียบเสียง การที่คนดีเงียบเสียงไปนั้นอาจมาจากสาเหตุหลายประการ บางคนอาจจะคิดว่าสังคมจะเป็นอย่างไรไม่ใช่ธุระของฉัน เราจะแกว่งเท้าไปหาเสี้ยนทำไมกัน อีกหลายคนไม่กล้าพอที่จะเผชิญกับปัญหา จึงประนีประนอมกับทุกเรื่องเพื่อจะได้ไม่ต้องไปข้องแวะกับปัญหา ฯลฯ ความคิดเหล่านี้ล้วนเป็นความคิดที่อันตราย ยิ่งไปกว่านั้นถ้ามโนธรรมของสังคมถูกทำให้เงียบเสียงลง โดยอิทธิพลบางอย่างก็ยิ่งทำให้เกิดความเสียหายหนัก อาทิ สื่อสิ่งพิมพ์ดีๆ สื่อมวลชนต่างๆที่กล้าพูดตีแผ่ความจริง เพราะถ้าอิทธิพลมืดสามารถปิดเสียงมโนธรรมของสังคมเมื่อไร เมื่อนั้นความชั่วจะครองเมือง เนื่องจากเราแต่ละคนเป็นสมาชิกของสังคม เราจึงต้องตระหนักถึงบทบาทหน้าที่ของเราในสังคมนั้นๆในการปกป้องสังคมที่เราอยู่ ที่กล่าวเช่นนี้ไม่ได้หมายความว่าเราต้องใช้ความรุนแรง เพียงแต่เราต้องไม่นิ่งเฉย ไม่เออออห่อหมก ต้องแสดงความไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่ไม่ดีและความผิดทั้งหลาย พระเยซูคริสตเจ้าจึงสอนว่า “ใครที่อยู่ฝ่ายความจริง ความถูกต้องก็อยู่ฝ่ายพระเจ้าด้วย” นักบุญเปาโลจึงสอนชาวโครินธ์ว่า “ความรักแท้ ไม่ยินดีในความชั่ว แต่ร่วมยินดีในความถูกต้อง”(1คร.13:5)

เพราะฉะนั้นการไม่เข้าไปข้องแวะ ถือว่าธุระไม่ใช่ หรือประนีประนอมกับทุกเรื่อง จึงถือได้ว่าคนที่มีลักษณะเช่นนี้ขาดความรับผิดชอบต่อสังคม เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ก็พลันคิดถึงแบบอย่างของบุคคลสองคนในพระคัมภีร์ คนแรกท่านยอห์นบัปติสตา คนที่สองกษัตริย์เฮโรด เมื่อท่านยอห์นบัปติสตาทราบว่ากษัตริย์เฮโรดไปรับภรรยาน้องชายมาเป็นภรรยาของตน ท่านกล่าวตักเตือนกษัตริย์เฮโรดว่า “ไม่ถูกต้องที่พระองค์ทรงรับภรรยาของน้องชายมาเป็นมเหสี”(มก.6:18) คำตักเตือนของท่านมีผลต่อกษัตริย์เฮโรดทันทีเพราะกษัตริย์เฮโรดรู้สึกสับสน แต่ยังเคารพและยินดีจะฟัง หลายๆคนอาจมองว่านี่แหละผลของการเป็นมโนธรรมของสังคม แต่ถ้าเราพิจารณาอย่างลึกซึ้งแล้วเราจะพบว่าท่านยอห์นบัปติสตา ไม่ได้เสียชีวิตเพราะไปตักเตือนกษัตริย์เฮโรด แต่เสียชีวิตเพราะกษัตริย์เฮโรดไม่กล้ายืนหยัดในความจริงเป็นมโนธรรมของสังคม เขากลัวเสียหน้าเสียศักดิ์ศรี มีข้อสังเกตว่าเมื่อมโนธรรมของสังคมอ่อนแอคนไม่กล้า แล้วปล่อยให้ใครคนหนึ่งเป็นมโนธรรมของสังคมที่ยืนหยัดอยู่เดียวดาย พวกท่านก็ต้องตายเยี่ยงวีรชนดังเช่น ยอห์นบัปติสตา จิตร ภูมิศักดิ์ , สืบ นาคะเสถียร ฯลฯ แต่ถ้ามโนธรรมของสังคมเข้มแข็งคนส่วนใหญ่แสดงออกชัดเจนถึงการไม่เห็นด้วย เชื่อเถอะว่าความชั่วความผิดอยู่ไม่ได้ เพราะน้ำน้อยย่อมแพ้ไฟแต่น้ำมากๆย่อมต้องดับไฟได้นี่คือสัจธรรม และการเสียสละของคนดีนั้นสมศักดิ์ศรีเป็นที่ยกย่องของชนรุ่นหลังการเป็นมโนธรรมของสังคมไม่จำเป็นต้องใช้ความรุนแรง แต่เราต้องมีความกล้าหาญพอที่จะแสดงถึงการไม่เห็นด้วยของเรา ต้องแสดงจุดยืนของเราอย่างชัดเจน ยืนอยู่ฝ่ายความจริงความถูกต้อง คนที่จะทำเช่นนี้ได้ต้องรู้จริง มีมโนธรรมที่เที่ยงตรง สิ่งต้องระมัดระวังที่สุดคือเราต้องไม่ทำการใดๆในสิ่งที่เราไม่รู้จริง ไม่อยู่ในสถานการณ์ เพราะนั่นเป็นการตัดสินผู้อื่นโดยเบาความ พระเยซูคริสตเจ้าจึงสอนว่า “อย่าตัดสินผู้อื่น แล้วท่านจะไม่ถูกพระเจ้าตัดสิน”(มธ.7:1)

จากคุณพ่อเจ้าวัด

การประจญในชีวิตมนุษย์

เมื่อคิดถึงการประจญที่พระเยซูคริสตเจ้าประสบในถิ่นทุรกันดาร ทำให้คิดถึงตอนเป็นเด็กๆเมื่อเริ่มเรียนคำสอน ครูคำสอนเคยเล่านิทานธรรมให้ฟังว่า วันหนึ่งผีปีศาจมันออกมาท่องเที่ยวบนโลกมนุษย์ พอพวกมันเห็นเสาไฟฟ้าซึ่งเป็นรูปตัวทีใหญ่ภาษาอังกฤษ ลักษณะคล้ายไม้กางเขนพวกมันโกรธกันใหญ่ และพวกมันได้ใช้อำนาจที่พวกมันมีทำลายเสาไฟฟ้าไปมากมาย ครูคำสอนท่านนั้นถามว่ารู้ไหมว่าทำไมผีปีศาจจึงไม่ชอบเสาไฟฟ้า ตอนนั้นพวกเรายังเป็นเด็กเกินกว่าจะเข้าใจได้ ครูคำสอนจึงเฉลยว่า ก็เพราะมันเคยพ่ายแพ้พระเป็นเจ้าอย่างราบคาบด้วยไม้กากบาทแบบนี้มาแล้ว เพราะฉะนั้นเราจึงไม่ต้องสงสัยว่าทำไมผีปีศาจจึงอาจหาญมาประจญพระเยซูคริสตเจ้า เพราะว่าพวกมันรู้ว่าพระองค์เป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า และกำลังมาช่วยมนุษย์ให้รอดพ้นจากการเป็นทาสของมัน มันจึงมาหยั่งเชิงพระองค์ในฐานะเป็นมนุษย์ว่า มันพอจะมีทางเอาชนะบ้างหรือไม่ ถ้าได้มันจะพยายามทำทุกวิธีการที่จะเอาชนะ ไม่ว่าใครหรืออะไรก็ตามที่อยู่ฝ่ายพระเป็นเจ้าหรือเป็นของพระองค์

สิ่งที่เล่ามาข้างต้นทำให้เราต้องคิดถึงสิ่งดีๆทั้งหลาย ชุมชนวัดหรือวัดไหนที่มีสัตบุรุษดีๆมีน้ำใจ รักกันช่วยเหลือกัน ช่วยเหลือพระศาสนจักร ครอบครัวไหนที่ศรัทธารักใคร่ปรองดองมีความสุข คนดีมีน้ำใจทั้งหลาย ฯลฯ ทุกเรื่อง ทุกสิ่ง ทุกที่ ที่จะเป็นพลังสำคัญในการเสริมสร้างพระอาณาจักรของพระเจ้าให้เป็นจริงและเข้มแข็ง ยิ่งดีมีพลังมากเท่าไรต้องระวังให้จงหนัก เพราะผีปีศาจมันไม่ชอบมันจะค่อยๆแทรกซึมเข้ามาในใจของคนบางคนที่อ่อนแอที่สุด และทำให้คนๆนั้นตกเป็นเครื่องมือของมันโดยไม่รู้ตัว ในการทำลายความรักความปรองดอง ซึ่งเป็นเครื่องหมายของการประทับอยู่ของพระเป็นเจ้า ซึ่งเป็นพลังยิ่งใหญ่ของการเสริมสร้างพระอาณาจักรของพระองค์ “ถ้าอาณาจักรหนึ่งแตกแยก อาณาจักรนั้นก็ตั้งอยู่ไม่ได้”(มก.3:24) ถ้าภาพของพระอาณาจักรของพระเจ้า ซึ่งเป็นอาณาจักรแห่งความรัก ความเมตตา ความยุติธรรม สันติสุข และความชื่นชมยินดีปรากฏขึ้นเมื่อไร ก็แสดงว่าพวกมันพ่ายแพ้พระเป็นเจ้าแล้ว

“จงสั่งให้หินก้อนนี้กลายเป็นขนมปังเถิด…ข้าพเจ้าจะให้อำนาจและความรุ่งเรืองของอาณาจักรเหล่านี้ทั้งหมดแก่ท่าน…ถ้าท่านนมัสการข้าพเจ้า….จงกระโจนลงไปเบื้องล่างเถิด… พระเจ้าจะทรงสั่งทูตสวรรค์ให้พิทักษ์รักษาท่าน”(ลก.4:2-10) จากเล่ห์กลที่ปีศาจใช้ทำให้เราทราบว่า มันจะใช้ทุกเรื่องในชีวิตประจญเรา ไม่ว่าจะเป็นรัก โลภ โกรธ หลง แม้กระทั่งความดี มีน้ำใจของเรา ถ้าเราไม่ระวังตัวและย่อมให้มันแทรกซึมเข้ามาในชีวิตของเรา อาทิ ลูกของฉันใครอย่าแตะ พ่อแม่ของฉันก็เหมือนกัน โดยที่มันจะใช้ความรักที่เรามีต่อคนในครอบครัวนี่แหละบดบังความถูกต้องไว้ จนวันหนึ่งเราจะทำการอะไรสักอย่างโดยไม่คำนึงถึงผิดชอบชั่วดี สามีภรรยารักกันอยู่ดีๆแต่ด้วยความดีมีน้ำใจของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง มันจะใส่ความหวาดระแวงเข้ามา ทำไมต้องไปช่วยคนนั้น คนนี้ มีอะไรกันหรือเปล่าฯลฯ เมื่อเราทราบเช่นนี้แล้วเราต้องดำเนินชีวิตทุกย่างก้าวด้วยสติและใจที่หนักแน่นมั่นคง วอนขอพลังความช่วยเหลือจากพระเป็นเจ้าเสมอ มีพระวาจาของพระเจ้าเป็นดั่งประทีปนำทางเช่นเดียวกับพระเยซูคริสตเจ้า เพื่อเราจะสามารถชนะการประจญเช่นเดียวกับพระองค์

พระเจ้าสถิตกับท่าน
คุณพ่อ สมชาย อัญชลีพรสันต์

ประกาศ

  1. ทางวัดจะเปิดค่ายคำสอนภาคฤดูร้อน ประมาณปลายเดือนมีนาคมหรือต้นเดือนเมษายนจนถึงสิ้นเดือนเมษายน ผู้ปกครองที่ปรารถนาส่งลูกหลานมาเรียนคำสอนเตรียมรับศีลศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ให้ลงชื่อผู้ที่จะมาเรียน ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ ความต้องการรถรับ-ส่งได้ที่หน้าวัด
  2. ศาลาอเนกประสงค์ก็คืบหน้าไปได้พอสมควรแล้ว และวัดเราได้ใช้บ้างแล้วในวันฉลองวัด ผู้ที่มีความปรารถนาจะช่วยเหลือในการสร้าง ทำได้ที่ตู้ทานหน้าวัด หรือนำมามอบให้คุณพ่อเจ้าวัด
  3. ในเทศกาลมหาพรต จะมีเดินมรรคาศักดิ์สิทธิ์ก่อนมิสซาวันเสาร์ และวันอาทิตย์ ขอเชิญพี่น้องร่วมเดินมรรคศักดิ์สิทธิ์ เพื่อรำพึงถึงพระมหาทรมานของพระเยซูคริสตเจ้า
  4. วันอาทิตย์นี้ ขอเชิญผู้อ่านบทอ่าน ผู้ที่สนใจจะมาช่วยอ่านบทอ่าน และผู้ที่ปรารถนาอ่านพระคัมภีร์ร่วมกัน รวมกันที่ศาลาเรือนไทย เพื่อจัดตารางเวลาและอ่านพระคัมภีร์ร่วมกัน
  5. วันอาทิตย์ที่ 24 ก.พ. 2013 ขอเชิญผู้ช่วยมิสซา ผู้ที่สนใจจะมาช่วยมิสซา และผู้ที่ปรารถนาอ่านพระคัมภีร์ร่วมกัน รวมกันที่ศาลาเรือนไทย เพื่ออ่านพระคัมภีร์ร่วมกันและซ้อมช่วยมิสซา
  6. ขอให้พี่น้องนำกระบอกมหาพรตไปที่บ้าน เพื่อออมเงินที่ได้จากการทำพลีกรรมใช้โทษบาป แล้วนำกลับมาคืนที่วัดหลังจากสิ้นสุดเทศกาลมหาพรตแล้ว เพื่อพระศาสนจักรจะได้นำเงินที่ได้นี้ไปทำกิจเมตตาต่อไป

download ไฟล์ สารวัดฉบับเต็ม ได้ที่นี่ สารวัดประจำสัปดาห์ที่ 17-02-2013

Tags: , , ,

'งดแสดงความคิดเห็น'.