สารวัด ฉบับที่ 816 วันอาทิตย์ที่ 6 กันยายน 2552 อาทิตย์ที่ 23 เทศกาลธรรมดา

บอกเล่าให้ฟัง

ความบริสุทธิ์เป็นคุณธรรมประการหนึ่งที่สำคัญของมนุษย์ การถือความบริสุทธิ์เป็นการปฏิบัติตามจริยธรรมเกี่ยวกับเรื่องเพศ หรือการปฏิบัติตามพระบัญญัติประการที่ 6 อย่าทำอุลามกและประการที่ 9 อย่าปลงใจในความอุลามก การปฏิบัติตามและการฝ่าฝืนต้องพิจารณาทั้งความคิด วาจา และ กิจการ อันตรายที่ทำให้เกิดการละเลยคุณธรรมประการนี้คือ ในปัจจุบันนี้มีแนวโน้มที่จะถือตามกระแสของสังคม ยึดเอาความประพฤติของคนส่วนใหญ่มาเป็นมาตรฐานทางศีลธรรม นั่นก็คือใครๆเขาก็ทำกันทั้งนั้น เพราะฉะนั้นทำได้ไม่ผิด อาทิ การอยู่ด้วยกันฉันท์สามีภรรยาก่อนแต่งงานอย่างถูกต้อง การมีเพศสัมพันธ์อย่างเสรี ฯลฯ

หลายๆคนคิดว่าคุณธรรมความบริสุทธิ์เป็นคุณธรรมเฉพาะของนักบวช พระสงฆ์ เพราะเป็นหนึ่งในศีลบนสามประการของนักบวช พระสงฆ์ และเป็นคุณธรรมของผู้ที่ยังไม่ได้แต่งงานหรือเป็นโสดเท่านั้น ความจริงแล้วคุณธรรมประการนี้เป็นคุณธรรมที่ทุกคนต้องปฏิบัติ คนที่แต่งงานแล้วแม้สามีภรรยาจะมีเพศสัมพันธ์ก็ต้องถือคุณธรรมความบริสุทธิ์ เพราะความบริสุทธิ์สำหรับคนที่แต่งงานแล้วหมายถึงความซื่อสัตย์ที่ทั้งสองจะปฏิบัติต่อกันโดยไม่มีการนอกใจไปมีเพศสัมพันธ์กับคนอื่น หรือแม้แต่ปันใจให้คนอื่น สำหรับนักบวช พระสงฆ์คุณธรรมความบริสุทธิ์ เป็นคุณธรรมที่ต้องปฏิบัติอยู่แล้วเหมือนบุคคลทั่วไป ถ้าทำผิดก็เป็นบาปผิดพระบัญญัติประการที่ 6 และ 9 นอกจากนั้นคุณธรรมความบริสุทธิ์ มิได้อยู่ในศีลบนสามประการ คือ ความยากจน ความนบนอบ และการถือโสด การถือโสดคือการไม่แต่งงาน การไม่ติดใจอยู่กับสิ่งใดไม่ว่าจะเป็น คน สัตว์ และสิ่งของเพื่อจะได้มีจิตใจว่างในการรับใช้พระเป็นเจ้า และเพื่อนมนุษย์อย่างเต็มที่ มิใช่การไม่ทำผิดจริยธรรมเรื่องเพศ

เพราะฉะนั้นไม่ว่าเราจะอยู่ในสถานะใดเราก็ต้องปฏิบัติคุณธรรมความบริสุทธิ์หรือจริยธรรมเรื่องเพศ ในปัจจุบันการปฏิบัติคุณธรรมประการนี้เสื่อมถอยลง การรักนวลสงวนตัว การเคารพศักดิ์ศรีเพศทั้งชายและหญิง หนุ่มสาวสมัยนี้ไม่เข้าใจแล้วว่าหมายความว่าอะไรและควรปฏิบัติอย่างไร เพราะสิ่งที่เห็นตำตาตำใจทุกวันทางสื่อๆต่างและการปฏิบัติของผู้คนวันนี้ ทำให้ให้พวกเขาคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดาใครๆก็ทำกันทั้งนั้น มโนธรรมในเรื่องนี้จึงเสื่อมไปในที่สุด เราซึ่งเป็นผู้ใหญ่ที่สามารถแยะแยกดีชั่วมีมโนธรรมที่เที่ยงตรง จึงต้องช่วยกันเป็นมโนธรรมให้กับสังคม และลูกๆของเราในการยืนยันความจริง และความถูกต้องเพื่อจรรโลงจริยธรรมทางเพศที่งดงาม ไว้ให้แก่ชนรุ่นหลังต่อไป ที่สำคัญที่สุดผู้ใหญ่ต้องแน่ใจว่าเรามีมโนธรรมที่เที่ยงตรงในเรื่องนี้และสามารถเป็นแบบอย่างได้ ไม่เช่นนั้นแล้วการเตือนสอนของเราจะไม่มีความหมายไม่มีน้ำหนักแต่อย่างใด เพราะตัวอย่างย่อมมีน้ำหนักกว่าคำพูดไม่ว่ากรณีใดๆทั้งสิ้น

จากคุณพ่อเจ้าวัด

เอฟฟาธา จงเปิดเถิด

การรักษาความเจ็บป่วยทุพพลภาพและการขับไล่ผีเป็นพันธกิจของพระเมสสิยาห์ ซึ่งประกาศกอิสยาห์ได้กล่าวไว้ล่วงหน้าแล้ว เพราะสำหรับชาวยิวการเจ็บป่วยทุพพลภาพเป็นผลเนื่องมาจากบาป ซึ่งทำให้มนุษย์แตกแยกจากพระเป็นเจ้า ด้วยเหตุนี้ผู้เขียนพระคัมภีร์จึงเล่าเรื่องการรักษาความเจ็บป่วยทุพพลภาพของพระเยซูคริสตเจ้าบ่อยๆ เพื่อเป็นเครื่องหมายยืนยันว่าพระเมสสิยาห์เสด็จมาแล้ว พระเยซูคริสตเจ้าเป็นพระเมสสิยาห์ที่พวกเขารอคอย อีกทั้งอย่างเป็นการแสดงถึงชัยชนะของพระเป็นเจ้า และการมาถึงแล้วของพระอาณาจักรของพระเจ้า นักบุญมาระโกเล่าว่าพระเยซูคริสตเจ้าเสด็จไปยังดินแดนทศบุรีซึ่งเป็นดินแดนของคนต่างชาติต่างศาสนา เพื่อแสดงให้เห็นว่าการไถ่ให้รอดพ้นและพระอาณาจักรของพระเจ้าเป็นสากล เป็นของมนุษยชาติไม่ใช่ของชนชาติใดชาติหนึ่ง “พระองค์เสด็จ…ไปยังกลางดินแดนทศบุรี” ( มก. 7: 31 )

การรักษาความเจ็บป่วยทุพพลภาพของพระเยซูคริสตเจ้าทางกายภาพยังเชื่อมโยงไปถึงการรักษาความเจ็บป่วยทุพพลภาพด้านจิตวิญญาณด้วย เพราะตามทัศนะของชาวยิวใครหายป่วยแสดงว่าคนนั้นพ้นจากบาปได้รับการอภัยจากพระเป็นเจ้าแล้ว พระเยซูคริสตเจ้าทรงรักษาคนใบ้หูหนวก โดยทรงตรัสว่า “เอฟฟาธา” แปลว่า “จงเปิดเถิด” (มก. 7 : 34) มีนัยสำคัญมากทีเดียวเพราะมีคนมากมายที่ดูด้านกายภาพ พวกเขาก็เป็นคนปกติดีแต่ถ้าพิจารณาด้านจิตวิญญาณ พวกเขากลับป่วยทุพพลภาพอย่างหนัก เพราะพวกเขาปิดหูปิดตาจากการเตือนของพระเป็นเจ้าโดยเครื่องหมายแห่งกาลเวลา พวกเขาปิดหูไม่ยอมรับฟังพระวาจาของพระองค์จากแหล่งต่างๆ ไม่กลับใจ ไม่รับศีลอภัยบาป จองหองคิดว่าตนเองเป็นนักบุญไม่มีบาป ความป่วยไข้ทุพพลภาพแบบนี้น่าสมเพชไม่แพ้ทางกายภาพ และต้องการการเยียวยารักษาเช่นเดียวกัน

ความสุภาพเป็นยาขนานเอกที่สามารถรักษาความเจ็บป่วยทุพพลภาพด้านจิตวิญญาณ เพราะความสุภาพนี่เองจะทำให้คนๆหนึ่งเปิดใจยอมรับความเป็นจริงแห่งตนว่า ตนเองเป็นคนอ่อนแอเป็นคนบาปต้องการพระเมตตาและการเยียวยารักษาจากพระเป็นเจ้า เขาจะเริ่มเปิดตาพิจารณามโนธรรมอย่างจริงจัง และพบตัวตนที่แท้จริงว่ามีความประพฤตินิสัยหลายๆอย่างในตัวเขาต้องแก้ไข และต้องไปขอโทษพระเป็นเจ้าและพระศาสนจักรผ่านทางศีลอภัยบาป นอกนั้นในตัวเขายังมีความดีอีกมากมายที่เขาต้องขอบคุณพระเป็นเจ้าที่พระองค์ประทานให้ เขาจะมีความกล้าหาญที่จะรับฟังพระสุรเสียงของพระเป็นเจ้า จากแหล่งต่างๆแม้ว่าจะเป็นเสียงตำหนิติเตียนที่ทำให้เขาเจ็บปวดก็ตาม คนที่มีใจสุภาพอย่างนี้จึงเป็นคนที่สวดภาวนาวอนขอพระเมตตาจากพระเป็นเจ้าอยู่เสมอ จนในที่สุดเขาก็จะได้รับการเยียวยารักษาจากพระเป็นเจ้า “เอฟฟาธา” “จงเปิดเถิด” จึงเป็นดังบทเพลงสดุดีที่ว่า “ในวันนี้ถ้าท่านได้ยินเสียงของพระเจ้าก็อย่าทำใจแข็งเลย” จงเปิดใจ เปิดหู เปิดตาด้วยความสุภาพถ่อมตนวอนขอพระเมตตาและเราจะได้รับการเยียวยารักษาความเจ็บป่วยทุพพลภาพด้านจิตวิญญาณจากพระเป็นเจ้า

พระเจ้าสถิตกับท่าน
คุณพ่อ สมชาย อัญชลีพรสันต์

ประกาศ

  1. วันเสาร์ที่ 12 ก.ย. 2009 จะมีพิธีอภิเษกพระสังฆาราชใหม่ พระคุณเจ้า ยอแซฟ พิบูลย์ วิสิฐนนทชัย ณ สนามกีฬาจังหวัดนครสวรรค์ เวลา 10.00 น. ผู้ใดที่จะไปร่วมพิธีนี้ลงชื่อได้ที่ขายศาสนภัณฑ์หน้าวัด
  2. เดือนตุลาคมเป็นเดือนแม่พระ ทางวัดจะเชิญรูปแม่พระไปสวดตามบ้าน พี่น้องครอบครัวใดปรารถนาให้คณะสวดภาวนานำรูปแม่พระไปสวดภาวนาที่บ้านวันใด ให้ลงที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ สถานที่หรือจุดสังเกตที่ชัดเจนได้ ที่ปฏิทินสวดตามบ้านหน้าวัด
  3. เขต 2 ได้อนุมัติให้ทุนการศึกษามหาพรตแก่เด็กในวัดของเราทั้ง 4 ทุน ขอให้เด็กที่ได้รับทุนแต่งชุดนักเรียนมารับทุนในวันอาทิตย์ที่ 13 มิสซา 8.30 น.
  • ด.ญ. ณัฐริกา ธีรัตถานนท์
  • ด.ญ. ธนวรรณ ติระ
  • ด.ช. ณัฐกร เชื้อพลายเวช
  • ด.ญ. วันเพ็ญ สวัสดี

Tags: , ,

'งดแสดงความคิดเห็น'.