Posts Tagged ‘วัดรังสิต’

สารวัด ฉบับที่ 828 วันอาทิตย์ที่ 22 พฤศจิกายน 2552 อาทิตย์ที่ 1 เทศกาลเตรียมรับเสด็จฯ

Saturday, November 28th, 2009

บอกเล่าให้ฟัง

พระศาสนจักรสอนว่า ทุกคนที่ได้รับศีลล้างบาปมีส่วนในความเป็นสงฆ์ของพระคริสตเจ้า เพราะฉะนั้นสงฆ์ในพระศาสนจักรจึงแบ่ง 2 ประเภทคือ สงฆ์ศาสนบริกรและสงฆ์สามัญ สงฆ์ศาสนบริกรก็คือพระสงฆ์ที่ถวายมิสซาบูชาขอบพระคุณ โปรดศีลศักดิ์สิทธิ์ให้กับพวกเราอยู่เป็นประจำนั่นเอง ส่วนสงฆ์สามัญนั้นหมายถึงพวกเราทุกคนที่ได้รับศีลล้างบาปแล้ว นักบุญเปาโลได้เปรียบเทียบพระศาสนจักรเป็นพระกายทิพย์ของพระคริสตเจ้า และสมาชิกทั้งมวลของพระศาสนจักรเปรียบดังอวัยวะต่างๆของร่างกาย อวัยวะทุกๆส่วนของร่างกายจะต้องทำหน้าสุดความสามารถเพื่อการเจริญเติบโตของร่างกาย ดังนั้นสงฆ์ศาสนบริกรก็ต้องทำหน้าที่สงฆ์ศาสนบริกรอย่างเติมที่ ในทำนองเดียวกันสงฆ์สามัญก็ต้องทำหน้าของตนสุดความสามารถเช่นเดียวกัน

(more…)

สารวัด ฉบับที่ 827 วันอาทิตย์ที่ 22 พฤศจิกายน 2552 อาทิตย์ที่ 34 สมโภชพระเยซูเจ้า กษัตริย์แห่งสากลจักรวาล

Saturday, November 21st, 2009

บอกเล่าให้ฟัง

การร้องเพลงในพิธีกรรมหรือในการสวดภาวนา เป็นการสวดภาวนาถึงสองเท่า นักบุญบางท่านกล่าวไว้เช่นนี้ คงจะเป็นเพราะว่าการร้องเพลงไม่ใช่การออกเสียงธรรมดาแต่เป็นการออกเสียงในถ่วงทำนองที่ไพเราะ ซึ่งต้องใช้ความตั้งใจ ความสามารถและการฝึกฝนตามสมควร เพราะฉะนั้นคนที่พยายามร้องเพลงสรรเสริญพระเป็นเจ้าก็คือคนที่ใช้ความสามารถในการออกเสียงของมนุษย์อย่างดีที่สุดหรือสุดความสามารถ ที่พ่อกล่าวเช่นนี้ไม่ได้หมายความว่าพี่น้องต้องร้องเพลงเก่งทุกคน แต่พ่อต้องการจะบอกกับพี่น้องว่าพี่น้องต้องพยายามออกเสียงร้องเพลงสรรเสริญพระเป็นเจ้าในพิธีกรรม มีพี่น้องหลายท่านถามพ่อว่า “ทำไมเณร ผู้ฝึกหัด ซิสเตอร์และพระสงฆ์ส่วนใหญ่ ร้องเพลงเพาะ เล่นดนตรีได้” แน่นอนที่สุดคงไม่ใช่เพราะมีพรสวรรค์หรือมีความสามารถพิเศษอะไร แต่เป็นเพราะว่าในบ้านเณรและในอารามต่างๆมีการสอนดนตรีและขับร้อง และที่สำคัญที่สุดก็คือมีการร้องเพลงในพิธีมิสซาบูชาขอบพระคุณทุกวันรวมทั้งในพิธีกรรมอื่นๆด้วย เมื่อคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งร้องเพลงด้วยกันบ่อยๆแต่ละคนจะค่อยปรับเสียงทำให้เกิดการประสานกลมกลืนกันในที่สุด

(more…)

สารวัด ฉบับที่ 826 วันอาทิตย์ที่ 15 พฤศจิกายน 2552 อาทิตย์ที่ 33 เทศกาลธรรมดา

Saturday, November 14th, 2009

บอกเล่าให้ฟัง

อิสรภาพเป็นของประทานอันล้ำค่าจากพระเป็นเจ้า ซึ่งพระองค์ประทานให้มนุษย์ตั้งแต่แรกเริ่มสร้างมนุษย์แล้ว พระองค์มิได้ประทานให้เฉยๆ แต่พระองค์ยังเคารพและไม่เคยล่วงละเมิดอิสรภาพที่พระองค์ประทานให้นั้นด้วย ในพระคัมภีร์หนังสือปฐมกาลได้บรรยายภาพพจน์ของอิสรภาพของมนุษย์ไว้อย่างชัดเจน พระเป็นเจ้าทรงสร้างสรรพสิ่งรวมทั้งมนุษย์ และพระองค์ทรงมอบหมายให้มนุษย์เป็นผู้ปกครองดูแลสรรพสิ่ง ทรงอธิบายให้มนุษย์ทราบถึงคุณและโทษของการใช้สรรพสิ่งเหล่านั้น เป็นต้นเรื่องต้นไม้กลางสวนเอเดนนั้น พระองค์ตรัสสั่งว่า “บรรดาผลไม้ทุกอย่างในสวนนี้ เจ้ากินได้ทั้งหมด เว้นแต่ต้นไม้แห่งความสำนึกในความดีและความชั่ว ผลของต้นไม้นั้นอย่ากิน เพราะในวันใดที่เจ้าขืนกิน เจ้าจะต้องตายแน่” (ปฐก. 2:16-17) มีข้อสังเกตอยู่ว่าพระเป็นเจ้าทรงแจ้งให้ทราบถึงโทษภัยในการกินผลของต้นไม้กลางสวนนั้นแต่พระองค์ไม่ได้ล้อมรั้วหรือทำสิ่งกีดขวางอะไรไว้เลย แสดงว่าพระองค์อนุญาตให้มนุษย์เข้าใกล้ต้นไม้นั้นได้เพราะทรงเคารพในอิสรภาพของมนุษย์ ให้มนุษย์เลือกปฏิบัติสิ่งใดๆก็ได้หลังจากที่พระองค์อธิบายคุณและโทษของสิ่งเหล่านั้นแล้ว

(more…)

สารวัด ฉบับที่ 825 วันอาทิตย์ที่ 8 พฤศจิกายน 2552 อาทิตย์ที่ 32 เทศกาลธรรมดา

Saturday, November 7th, 2009

บอกเล่าให้ฟัง

ความวิตกกังวลความเครียดเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เราเสียสุขภาพ กาย จิตใจ และจิตวิญญาณ เวลาที่ความวิตกกังวลความเครียด เกิดขึ้นกับคนใดคนหนึ่ง ก็จะส่งผลถึงการรับประทานอาหาร ระบบการย่อยอาหาร ระบบขับถ่าย และระบบการนอนหลับพักผ่อน เมื่อระบบเหล่านี้แปรปรวนโรคภัยไข้เจ็บจะเกิดขึ้น สภาพจิตใจก็จะผิดปกติไปอารมณ์เสียหงุดหงิดง่ายเพราะฉะนั้นคนที่มีความวิตกกังวลความเครียดสูงๆ ต้องพยายามบังคับตนเองมากๆ เพราะสภาพจิตใจแบบนี้อาจจะทำลายความสัมพันธ์ที่ดีที่เรามีต่อผู้อื่นได้ ความวิตกกังวลความเครียดยังแสดงว่าเราขาดความวางใจในพระเป็นเจ้า เราขาดความเชื่อมั่นในพลังแห่งการประทับอยู่ของพระองค์ ว่าพระองค์สามารถค้ำจุนชีวิตของเรา สามารถช่วยเราให้ผ่านพ้นอุปสรรค์ต่างๆไปได้ และพระองค์จะประทานสิ่งที่ดีกว่าให้แก่เราเสมอ

(more…)

สารวัด ฉบับที่ 824 วันอาทิตย์ที่ 1 พฤศจิกายน 2552 อาทิตย์ที่ 31 สมโภชนักบุญทั้งหลาย

Saturday, October 31st, 2009

บอกเล่าให้ฟัง

ความตายเป็นสัจธรรมที่แน่นอน และไม่แน่นอนในเวลาเดียวกัน ความแน่นอนของความตายก็คือ มนุษย์ทุกคนเกิดมาแล้วต้องตาย แต่จะตายที่ไหน อย่างไร เมื่อไร ไม่มีใครทราบ และนี่ก็คือความไม่แน่นอนของความตาย เมื่อเป็นเช่นนี้พระเยซูคริสตเจ้าจึงทรงสอนให้เราดำเนินชีวิตอย่างรอบคอบ เพราะเราไม่รู้วันและเวลา “พวกท่านจงเตรียมตัวให้พร้อมอยู่เสมอ เพราะบุตรแห่งมนุษย์จะเสด็จมาในวันเวลาที่ท่านไม่คาดคิด” พ่อมาอยู่ที่วัดพระชนนีของพระเป็นเจ้าได้ 5 เดือนกว่าแล้วรู้สึกว่าวันเวลามันผ่านไปเร็วเหลือเกิน ความรู้สึกของการโยกย้ายยังกรุ่นๆอยู่ในความคิด แต่พอคิดอีกทีหนึ่งก็ต้องเตรียมฉลองคริสตมาส และฉลองวัดแล้ว นั่นหมายถึงการสิ้นสุดของปี 2009 และเริ่มต้นปี 2010 เมื่อตอนเป็นเด็ก หลายคนคงรู้สึกสนุกกับวันเวลาที่ผ่านพ้น แต่พอเป็นผู้ใหญ่แล้วก็หมดสนุกกับการผ่านไปของวันเวลาเพราะนั่นหมายถึงเราเริ่มแก่ไปทุกขณะจิต เรี่ยวแรงเริ่มถดถอยเรากำลังเดินเข้าไปใกล้ความตายมากขึ้นทุกวัน

(more…)

สารวัด ฉบับที่ 823 วันอาทิตย์ที่ 25 ตุลาคม 2552 อาทิตย์ที่ 30 เทศกาลธรรมดา

Saturday, October 24th, 2009

บอกเล่าให้ฟัง

ในเดือนตุลาคมทางวัดได้จัดให้มีการไปสวดสายประคำตามบ้าน ในปีนี้มีครอบครัวชาวอินเดียเชิญพวกเราไปสวดสายประคำที่บ้าน ทำให้หลายๆคนมีโอกาสสวดเป็นภาษาอังกฤษ ความจริงก็เป็นโอกาสดีเหมือนกันที่ทำให้เรามีความกระตือรือร้นที่จะฝึกฝนภาษาอังกฤษมากขึ้น เพราะมีบางคนมาขอบทภาวนาภาษาอังกฤษไปพ่อคิดว่าก็คงจะเอาไปหัดสวดนั่นแหละ แต่อย่างไรก็ตามสวดภาวนาภาษาอะไรไม่สำคัญเท่ากับเราต้องสวดภาวนาอยู่เสมอ การสวดภาวนาเป็นการยกจิตใจขึ้นหาพระเป็นเจ้าสนทนากับพระองค์ ทำให้เรามีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพระเป็นเจ้ามากขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งสวดภาวนามากเท่าไรความสัมพันธ์ก็จะแนบแน่นและดีขึ้นเท่านั้น เหมือนกับสมาชิกในครอบครัว ครอบครัวใดมีเวลาทานอาหารด้วยกัน ทำกิจกรรมบางอย่างด้วยกันความสัมพันธ์ในครอบครัวนั้นก็จะดีเพราะสมาชิกในครอบครัวมีโอกาสสนทนาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ความคิดเห็นแก่กันและกันซึ่งเป็นที่มาของความเข้าใจและความสัมพันธ์ที่ดี พ่อจึงปรารถนาที่จะเชิญชวนพี่น้องให้ฝึกฝนการทำจิตภาวนา คือการสวดภาวนาโดยใช้คำพูดที่ออกมาจากใจของเรา เหมือนเราคุยกับพ่อแม่เพื่อนๆหรือคนที่เรารัก การสวดภาวนาแบบนี้บ่อยๆจะทำให้เรามีประสบการณ์แห่งความเชื่อมากขึ้น พระเป็นเจ้าซึ่งสำหรับหลายๆคนอาจจะเป็นบุคคลที่อยู่ไกลแสนไกลก็จะกลายเป็นบุคคลที่อยู่ใกล้ชิดเรา เป็นบุคคลที่เราคุ้นเคยสามารถพูดคุยกันได้ทุกเรื่อง

(more…)