สารวัด ฉบับที่ 826 วันอาทิตย์ที่ 15 พฤศจิกายน 2552 อาทิตย์ที่ 33 เทศกาลธรรมดา

บอกเล่าให้ฟัง

อิสรภาพเป็นของประทานอันล้ำค่าจากพระเป็นเจ้า ซึ่งพระองค์ประทานให้มนุษย์ตั้งแต่แรกเริ่มสร้างมนุษย์แล้ว พระองค์มิได้ประทานให้เฉยๆ แต่พระองค์ยังเคารพและไม่เคยล่วงละเมิดอิสรภาพที่พระองค์ประทานให้นั้นด้วย ในพระคัมภีร์หนังสือปฐมกาลได้บรรยายภาพพจน์ของอิสรภาพของมนุษย์ไว้อย่างชัดเจน พระเป็นเจ้าทรงสร้างสรรพสิ่งรวมทั้งมนุษย์ และพระองค์ทรงมอบหมายให้มนุษย์เป็นผู้ปกครองดูแลสรรพสิ่ง ทรงอธิบายให้มนุษย์ทราบถึงคุณและโทษของการใช้สรรพสิ่งเหล่านั้น เป็นต้นเรื่องต้นไม้กลางสวนเอเดนนั้น พระองค์ตรัสสั่งว่า “บรรดาผลไม้ทุกอย่างในสวนนี้ เจ้ากินได้ทั้งหมด เว้นแต่ต้นไม้แห่งความสำนึกในความดีและความชั่ว ผลของต้นไม้นั้นอย่ากิน เพราะในวันใดที่เจ้าขืนกิน เจ้าจะต้องตายแน่” (ปฐก. 2:16-17) มีข้อสังเกตอยู่ว่าพระเป็นเจ้าทรงแจ้งให้ทราบถึงโทษภัยในการกินผลของต้นไม้กลางสวนนั้นแต่พระองค์ไม่ได้ล้อมรั้วหรือทำสิ่งกีดขวางอะไรไว้เลย แสดงว่าพระองค์อนุญาตให้มนุษย์เข้าใกล้ต้นไม้นั้นได้เพราะทรงเคารพในอิสรภาพของมนุษย์ ให้มนุษย์เลือกปฏิบัติสิ่งใดๆก็ได้หลังจากที่พระองค์อธิบายคุณและโทษของสิ่งเหล่านั้นแล้ว

มนุษย์สามารถตัดสินใจด้วยตนเองได้ว่าจะปฏิบัติสิ่งใดและไม่ปฏิบัติสิ่งใด ใครก็ตามเลือกปฏิบัติในสิ่งที่ดีงามเขาก็เป็นผู้ชอบธรรม ส่วนผู้ที่เลือกปฏิบัติในสิ่งที่เลวร้ายเขาก็ได้ชื่อว่าเป็นคนอธรรม เพราะเราจะดีหรือชั่วขึ้นกับตัวเราเองเป็นส่วนใหญ่ บางคนอาจโทษสภาพแวดล้อมหรืออาจโทษโชคชะตา อีกบางคนบอกว่าพ่อแม่ไม่สั่งสอน พ่อแม่บางคนบอกว่าสั่งสอนแล้วมันไม่จำไม่เชื่อฟัง สิ่งต่างๆเหล่านี้ล้วนเป็นการปัดภาระความรับผิดชอบให้พ้นตัวทั้งสิ้น เราจะสามารถทำให้ปัญหาเหล่านี้เบาบางลงก็ต่อเมื่อเรากล้าเผชิญหน้ากับความจริงของตัวเราเอง ยอมรับในสิ่งที่เราเป็น ยอมแก้ไขในสิ่งที่เราบกพร่อง ถ้าเราสามารถทำได้เช่นนี้แน่นอนที่สุดการพัฒนาเปลี่ยนแปลงชีวิตในทางที่ดีทั้งทางโลกและทางธรรมจะเกิดขึ้น เราอย่ามัวโทษโน้นโทษนี่โทษกันไปโทษกันมาอยู่เลย เราลองย้อนกลับมาพิจารณาตนเองจะดีกว่า และช่วยกันคนละไม้คนละมือที่จะแก้ตนเองในส่วนที่บกพร่องทำความเสียเดือดร้อนให้กับผู้อื่นไม่ว่ามากหรือน้อย แล้วสังคมจะค่อยๆน่าอยู่ขึ้นเอง

น่าเสียดายที่มนุษย์ส่วนใหญ่มักจะเห็นเส้นฝางเล็กๆในตาของผู้อื่นและพยายามจะไปเขี่ยให้ แต่ไม่เห็นท่อนซุงในตาของตนเองและไม่เคยคิดที่จะเอามันออกจากตาของตนเสียที ท่อนซุงในตาของเราท่อนนี้ไม่สามารถเอาออกไปได้ถ้าเราไม่ยอมเอาออกเอง แม้จะมีคนน้ำใจดีจะช่วยเอาออกให้แต่ถ้าเราไม่ยอมมันก็ไร้ผล หลายๆคนยอมให้พยศชั่วครอบงำใจ ยอมจมปลักอยู่ในความผิดหลง ยอมเป็นบัวที่อยู่ใต้โคลนตมได้อย่างไรก็เป็นเรื่องที่เข้าใจลำบากเหมือนกัน แต่นี่ก็คืออิสรภาพของมนุษย์ที่ไม่มีใครสามารถบังคับใครได้ พระเป็นเจ้าก็จะไม่ทรงเอาเชือกผูกคอเราแล้วจูงเราไปสวรรค์ ถ้าเราอยากไปสวรรค์เราต้องไปด้วยตัวเราเองด้วยความสมัครใจ จริงอยู่เราไม่สามารถเลือกเกิดได้ แต่เราสามารถเลือกที่จะเป็นได้ และการเลือกที่จะเป็นคนดีก็คือการใช้อิสรภาพในทางที่ถูกที่ควรนั่นเอง

จากคุณพ่อเจ้าวัด

การสิ้นพิภพและการพิพากษา

ในช่วงปลายปีพิธีกรรมพระศาสนจักรเชิญชวนให้เรารำพึงถึงเรื่องวันสิ้นพิภพและการพิพากษา “ดวงอาทิตย์จะมืดไป ดวงจันทร์จะไม่ส่องแสง อานุภาพบนท้องฟ้าจะสั่นสะเทือน เมื่อประชาชนทั้งหลายจะเห็นบุตรแห่งมนุษย์เสด็จมาในก้อนเมฆ ทรงพระอานุภาพและพระสิริรุ่งโรจน์ยิ่งใหญ่” ( มก. 13:25-26 ) พระศาสนจักรเชิญชวนให้เรารำพึงถึงเหตุการณ์เรื่องราวเหล่านี้ไม่ได้มีความประสงค์ทำให้เราตกใจกลัว แต่ต้องการให้เราเข้าใจถึงสัจธรรมของสรรพสิ่งทุกสิ่งในโลกล้วนอนิจจัง วาระสุดท้ายของสรรพสิ่งจะต้องมาถึงวันใดวันหนึ่งอย่างแน่นอน “ฟ้าดินจะสูญสิ้นไป แต่วาจาของเราจะไม่สูญสิ้นไปเลย” ( มก. 13:31 ) ความสำคัญจึงไม่อยู่ที่ว่าวันเวลาของเหตุการณ์เหล่านี้จะมาถึงเมื่อไรอย่างที่หลายๆคนพยายามจะเสกสรรปั้นแต่งเรื่องราว ทำอย่างกับว่าตนเองรู้วันเวลาหรือมีคนนั้นคนนี้มาบอกให้รู้ล่วงหน้า เพราะพระเยซูคริสตเจ้าก็บอกอยู่แล้วว่าไม่มีใครรู้ “ส่วนเรื่องวันและเวลานั้น ไม่มีใครรู้เลย ทั้งบรรดาทูตสวรรค์ และแม้แต่พระบุตร นอกจากพระบิดาเพียงพระองค์เดียว” (มก. 13:32 ) แต่ความสำคัญอยู่ที่ว่าเราพร้อมหรือไม่ที่จะเผชิญหน้ากับเหตุการณ์เหล่านี้ด้วยความกล้าหาญ

สิ่งที่ท่านนักบุญมาระโกเล่าไว้ในพระวรสารของท่านคงไม่ได้ตั้งใจจะกล่าวถึงวันสิ้นพิภพโดยตรง ท่านเขียนเป็นวรรณกรรมแบบวิวรณ์ซึ่งเป็นสัญลักษณ์รู้กันเฉพาะกลุ่ม และกินความหมายหลายๆอย่างในการตีความ แน่นอนที่สุดในสมัยของท่านคงหมายถึงการเบียดเบียนที่กลุ่มคริสตชนกำลังได้รับ ท่านพยายามให้ความหวังกับกลุ่มคริสตชนว่าในไม่ช้าพระคริสตเจ้าก็จะเสด็จมาพิพากษาให้รางวัลคนดี และคนชั่วก็จะได้รับผลการกระทำของตนอย่างสาสม สำหรับการตีความภายหลังเรายังคิดถึงเรื่องความทุกข์ยากลำบากที่เกิดขึ้นในชีวิตของเราทุกๆวัน ปัญหาต่างๆที่เราต้องเผชิญ และเป็นต้นเรื่องความตายซึ่งเป็นสัจธรรมที่เราไม่รู้วันเวลาเหมือนกัน พระอานุภาพและความรุ่งโรจน์ของบุตรแห่งมนุษย์ที่นักบุญมาระโกกล่าวถึงจึงเป็นความหวังและเป็นกำลังใจสำหรับเรา เพราะพระเยซูคริสตเจ้าจะมีอำนาจเทียบเท่าพระเป็นเจ้าในการพิพากษา แล้วพระองค์นี่แหละอยู่ฝ่ายเราและยอมตายเพื่อเราบนไม้กางเขน ด้วยเหตุนี้สำหรับบุคคลที่ดำเนินชีวิตดีอยู่ฝ่ายพระเป็นเจ้าเป็นคนดีมีธรรมก็ไม่ต้องกลัวสิ่งใด เพราะวันนั้นจะเป็นวันชื่นชมยินดีสำหรับเขา

พระเยซูคริสตเจ้าทรงเตือนเราบ่อยๆว่า จงเตรียมพร้อมเสมอเพราะพระองค์จะมาในวันเวลาที่เราไม่คาดคิด ถ้าพระองค์เสด็จมาแล้วพบว่าเราเป็นเหมือนคนใช้ที่ซื่อสัตย์ ก็เป็นบุญของเราเพราะเราจะได้พักผ่อนมีความสุขกับพระองค์ แต่ตรงกันข้ามถ้าพบว่าเราไม่ซื่อสัตย์ต่อหน้าที่แถมยังเบียดเบียนผู้อื่นเราจะได้รับอย่างสาสมกับการกระทำของเรา ดังนั้นเราอย่ามัวแต่แสดงความอยากรู้อยากเห็นเรื่องวันเวลา และพยายามเสกสรรปั้นแต่งเรื่องราวให้ตื่นเต้นดูหน้ากลัวอยู่เลย แต่จงเตรียมตัวอย่างดีโดยใช้ชีวิตทุกๆวันอย่างมีคุณค่าในสายพระเนตรของพระเป็นเจ้า เพราะเรารู้อยู่แล้วว่าวันเวลานั้นจะมาถึงอย่างแน่สักวันหนึ่ง

พระเจ้าสถิตกับท่าน
คุณพ่อ สมชาย อัญชลีพรสันต์

ประกาศ

  1. ในเทศกาลเตรียมรับเสด็จพระคริสตเจ้าที่จะเริ่มในวันอาทิตย์ที่ 29 พ.ย. 2009 ทางวัดจะเชิญพระกุมารไปอวยพรตามบ้าน บ้านใดต้องการให้ทางวัดนำพระกุมารไปอวยพรที่บ้าน ลงชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ อย่างชัดเจนได้ที่หน้าวัด
  2. ในช่วงนี้ทางวัดได้กำลังสร้างห้องน้ำเพิ่มเติม ขออภัยในความไม่สะดวก ถ้าพี่น้องท่านใดต้องการสมทบทุนช่วยในการสร้างเชิญได้ที่ตู้ทานกลางวัดหรือที่คุณพ่อเจ้าวัดก็ได้
  3. ประชุมสภาอภิบาลวันอาทิตย์ที่ 15 พ.ย. นี้ หลังมิสซา เวลา 10.30 น.
  4. ซ้อมขับร้องเตรียมฉลองคริสตมาสและฉลองวัด ทุกวันเสาร์ รอบแรกเวลา 17.30 น. รอบที่สองหลังมิสซา
  5. ในช่วงวันคริสตมาส-วันฉลองวัด ทางวัดจะจัดกิจกรรมหลายอย่าง พี่น้องท่านใดมีความประสงค์จะบริจาคของที่จะใช้ในงาน เช่น ของขวัญวันคริสตมาส อาหารที่จะเลี้ยงกันในวันครอบครัว และวันฉลองวัด มาติดต่อมอบได้ที่พ่อเจ้าวัด หรือ ผอ.สภาอภิบาล

Tags: , ,

'งดแสดงความคิดเห็น'.