ฉบับที่ 14013 วันอาทิตย์ที่ 30 มีนาคม 2014

บอกเล่าให้ฟัง

ใครก็ตามถ้าคิดทำเรื่องอะไรดีๆสักเรื่องหนึ่ง คนนั้นจะมีเพียงน้ำใจดีปรารถนาที่จะทำเท่านั้นไม่เพียงพอ เพราะถ้าเราปรารถนาจะทำอะไรสักเรื่องหนึ่ง เราต้องคำนึงถึงองค์ประกอบหลายๆอย่าง เรามีความรู้ความสามารถมีเวลาเพียงพอที่จะทำไหม พระเยซูคริสตเจ้าทรงสอนว่า “ถ้าท่านจะสร้างหอคอย ท่านจะไม่นั่งลงคิดคำนวณดูก่อนหรือว่า จะมีความสามารถสร้างจนสำเร็จหรือไม่” นี่เป็นความรอบคอบในการดำเนินชีวิตอย่างหนึ่ง ที่เราต้องทำก่อนที่จะลงมือทำอะไรก็ตาม ไม่เช่นนั้นแล้วการมีน้ำใจดีขยันอยากทำโน่นทำนี่อาจจะสร้างความเสียหายได้เหมือนกัน ในบทความนี้จึงขอยกตัวอย่างสิ่งที่ต้องคำนึงถึงก่อนลงมือกระทำ เพื่อทำให้น้ำใจดีของเราเป็นประโยชน์ก่อให้เกิดผลดี

จะทำกิจการใดๆต้องมี เป้าหมายที่ชัดเจน ต้องตั้งคำถามก่อนเสมอว่า ทำทำไม ทำเพื่ออะไร เป้าหมายที่ชัดเจนจะเป็นดั่งแนวทางหรือทิศทางในการทำงาน และในที่สุดจะเป็นตัวชี้วัดประการหนึ่งในการประเมินผลกิจการที่เราทำว่าเป็นอย่างไร ประสบความสำเร็จบรรลุเป้าหมายหรือไม่ การตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนจึงเป็นเรื่องที่สำคัญที่เราต้องคำนึงถึงก่อน เพื่อเราจะได้ไม่ทำอะไรเปะปะอย่างไร้จุดหมายทำสิ่งที่ดีและถูกต้องแต่ต้น ก่อนที่เราจะทำการใดเราควรพิจารณาว่า สิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ดีหรือไม่ มีคุณมีโทษอย่างไร ถ้าเราเป็นสุจริตชนจริง คงจะไม่คิดทำสิ่งที่เลวร้ายทำลายผู้อื่นและส่วนรวมเพียงเพื่อให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์ส่วนตน เมื่อเราแน่ใจแล้วว่าสิ่งนั้นดี เราต้องพยายามแสวงหาความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสิ่งนั้น ในเรื่องแนวความคิด วิธีการ และแนวทางที่ถูกต้อง เพื่อเราจะได้สามารถทำในสิ่งที่ถูกต้องแต่ต้นโดยไม่ต้องย้อนกลับมาเปลี่ยนแปลงแก้ไขภายหลัง ซึ่งเป็นมูลเหตุแห่งการสูญเสียของหลายสิ่งหลายอย่าง

ทำให้ถูกต้องตามกาลเทศะ กาลเทศะเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญ แม้สิ่งที่เรากำลังจะทำนั้นเป็นสิ่งที่ดี ถ้าจังหวะไม่เหมาะ กาลเทศะไม่ได้ ก็อาจจะทำให้กิจการนั้นล้มเหลว หรือเป็นกิจการที่ไม่เหมาะสมกับเวลานั้นก็เป็นได้ พระเยซูคริสตเจ้าตรัสไว้ว่า “พวกท่านจะให้แขกที่มาในงานมงคลสมรสจำศีลอดอาหารทำหน้าเศร้าหมอง ขณะที่เจ้าบ่าวยังอยู่กับพวกเขาหรือ” กิจการต่างๆที่เรากระทำ ถ้าเป็นกิจการที่เหมาะสมกับเวลา สถานที่ สถานการณ์ มักจะดำเนินไปอย่างราบรื่น มีคนสนับสนุน และประสบความสำเร็จในที่สุด

การจัดลำดับควาสำคัญก่อนหลังให้ถูกต้อง อะไรควรทำก่อนอะไรควรทำหลัง เป็นเรื่องที่เราต้องคำนึงถึง เพราะหลายๆคนเป็นคนมีน้ำใจดี แต่เป็นน้ำใจดีที่มาจากการชอบทำตามใจตนเอง ทำในสิ่งที่ตนเองชอบ คนพวกนี้มักจะบกพร่องละเลยหน้าที่ที่ตนได้รับมอบหมาย ไม่เคารพกฏระเบียบ เพราะการชอบทำอะไรตามใจชอบนั่นแหละเป็นเหตุ การกระทำเช่นนี้อาจจะเหนื่อยเปล่า อีกทั้งยังไปก้าวก่ายหน้าที่ของคนอื่นซึ่งจะทำให้เกิดการแตกแยกก่อให้เกิดความเข้าใจผิด แม้ว่าสิ่งที่เราทำนั้นอาจจะเป็นสิ่งที่ดี แต่ถ้าเราละเลยหรือบกพร่องในหน้าที่ที่เราได้รับมอบหมาย สิ่งที่เราทำลงไปนั้นก็ไม่ใช่สิ่งที่น่าชื่นชม ตรงกันข้ามกลับเป็นสิ่งที่สร้างความเสียหายในการทำงาน.

จาก คุณพ่อเจ้าวัด

ความมืดมนและความสว่างแห่งชีวิต

พระวาจาของพระเจ้านำเสนอภาพแห่งการดำเนินชีวิตของคนประเภทต่างๆในสังคม ซึ่งมีคนดีและคนชั่วปะปนกันอยู่มากมาย ภาพแห่งการดำเนินชีวิตเหล่านี้สามารถนำมาเปรียบเทียบ ทำให้เราเห็นแนวทางการดำเนินชีวิตของเราคริสตชนในฐานะผู้ได้รับเลือกสรรของพระเจ้า

พระเยซูคริสตเจ้า พระองค์ทรงรักษาคนตาบอดแต่กำเนิดทั้งๆที่เขาไม่ได้ร้องขอ ทำให้เราซาบซึ้งถึงความรักความเมตตาของพระเจ้าต่อเรามนุษย์ พระองค์ทรงรักเราทั้งๆที่เราไม่น่ารักเลย เพราะการปฏิบัติพันธกิจของพระเยซูคริสตเจ้า สะท้อนให้เราเห็นความรักความเมตตาที่พระเจ้ามีต่อเรามนุษย์ ซึ่งเรียกร้องให้เรามนุษย์เป็นอย่างที่พระองค์ทรงเป็น รักอย่างที่พระองค์ทรงรักเราทั้งหลาย “ท่านจงเป็นคนดีอย่างสมบูรณ์ ดังที่พระบิดาเจ้า…ทรงความดีอย่างสมบูรณ์เถิด” (มธ.5:48)

คนตาบอดแต่กำเนิด เขายินยอมให้พระเยซูคริสตเจ้าทรงรักษาและปฏิบัติตามในสิ่งที่พระองค์สั่งให้ทำ “จงไปล้างตาที่สระสิโลอัม…คนตาบอดจึงไปล้างตา แล้วกลับมามองเห็น” (ยน.9:7) เพราะเขาได้เชื่อมั่นในพระองค์ พระองค์จึงมิได้ช่วยเขาให้มองเห็นเท่านั้นแต่ยังเปิดดวงตาแห่งจิตวิญญาณ ให้เขาเห็นแสงสว่างแห่งธรรมมีความเชื่อในพระองค์ “ข้าพเจ้าเชื่อพระเจ้าข้า แล้วกราบนมัสการพระองค์” (ยน.9:38) คริสตชนหลายคนพลาดโอกาสสำคัญแห่งชีวิต เพราะขาดความเชื่อไม่เปิดใจให้พระเจ้าเข้ามาทำงานในชีวิตของตน

พ่อแม่ของคนตาบอดคนนั้น เป็นคนที่ไม่อยากเข้าไปข้องแวะกับเรื่องใดๆ เพราะกลัวเป็นภาระ กลัวลำบาก “เขาโตแล้ว ท่านจงถามเขาเองเถิด” (ยน.9:23) สาเหตุที่คริสตชนเพิกเฉยต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคม เพราะไม่อยากเข้าไปเกี่ยวข้องให้เป็นภาระ การเพิกเฉยจึงถือว่าเป็นการละเลย ขาดความรักต่อเพื่อนพี่น้องอย่างหนึ่งได้เหมือนกัน

ประชาชนในบริเวณนั้น บางคนอาจจะเคยให้ทานขอทานคนนั้น บางคนอาจจะไม่เคย และแน่นอนที่สุดหลายคนคงไม่เคยเห็นความต้องการที่แท้จริงของเขา หลายๆครั้งเราคริสตชนตอบสนองต่อสถานการณ์ต่างๆเหมือน “ไทยมุง” เข้าไปดูเพราะอยากรู้อยากเห็น แต่ไม่ได้เข้าไปช่วยเหลือทำอะไรให้ดีขึ้น

ชาวฟาริสี เป็นคนที่เชื่อยากหรืออาจจะไม่มีความเชื่อเลย ทั้งๆที่พวกเขาเห็นกิจการของพระเยซูคริสตเจ้าซึ่งตรงกับคำทำนายของประกาศก แต่เขาไม่เชื่อในพระองค์ “พวกเรารู้ว่า พระเจ้าตรัสกับโมเสส แต่เยซูคนนี้ เราไม่รู้ว่าเขามาจากไหน” (ยน.9:29) พวกฟาริสียังเป็นคนจองหอง คิดว่าตนเองเป็นคนดีและดีกว่าคนอื่น คนเช่นนี้เป็นคนที่เชื่อและกลับใจยาก เพราะความจองหองและอคติในใจนั่นแหละเป็นสาเหตุ “ท่านเกิดมาในบาปทั้งตัว แล้วยังกล้ามาสั่งสอนพวกเราอีกหรือ” (ยน.9:34) “ถ้าท่านทั้งหลายตาบอดท่านก็ไม่มีบาป แต่ท่านกล่าวว่า “เรามองเห็น” บาปของท่านจึงยังคงอยู่” (ยน.9:40)

คนเราเลือกเกิดไม่ได้แต่เลือกที่จะเป็นได้ เหมือนคนตาบอดคนนั้นเขาเกิดมาตาบอดเพราะเขาเลือกเกิดไม่ได้ แต่เขาเลือกที่จะเป็นได้ เพราะเขาเลือกที่จะเชื่อในองค์พระเยซูคริสตเจ้า ขอให้แบบอย่างชีวิตของบุคคลประเภทต่างๆ ทำให้เราเห็นแนวทางการดำเนินชีวิตที่ดี เลือกที่จะเชื่อในพระเจ้า และปฏิบัติตามพระประสงค์ของพระองค์เสมอ.

พระเจ้าสถิตกับท่าน
คุณพ่อ สมชาย อัญชลีพรสันต์

ประกาศ

  1. ค่ายคำสอนภาคฤดูร้อนเพื่อเตรียมรับศีลศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ พี่น้องท่านใดมีความประสงค์จะช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในค่ายคำสอน ทำได้ที่ตู้ทานกลางวัด
  2. วันเสาร์ที่ 5 เม.ย. 2014 เป็นวันผู้สูงอายุของวัด ขอเชิญผู้สูงอายุทุกท่านมาร่วมสวดภาวนา และมิสซาบูชาขอบพระคุณ เวลา 10.30 น. ก่อนมิสซามีสวดภาวนาร่วมกันและพระสงฆ์ฟังแก้บาป
  3. ประชุมสภาภิบาล วันอาทิตย์ที่ 6 เม.ย. 2014 ขอเชิญคณะกรรมการสภาภิบาลเข้าประชุมโดยพร้อมเพรียง หลังมิสซาเวลา 10.30 น.
  4. วันอาทิตย์ที่ 6 เม.ย. 2014 เป็นวันอาทิตย์ต้นเดือนมีโปรดศีลล้างบาปเด็ก ผู้ที่ปรารถนานำเด็กมารับศีลล้างบาป ให้กรอกข้อมูลล่วงหน้า ใบกรอกข้อมูลรับได้ที่บ้านพักพระสงฆ์

download ไฟล์ สารวัดฉบับเต็ม ได้ที่นี่ สารวัดประจำสัปดาห์ 30-03-2014

Tags: , , ,

'งดแสดงความคิดเห็น'.