บอกเล่าให้ฟัง
วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วนี่เราก็ผ่านงานฉลองสำคัญประจำปีของวัดของเราไปแล้ว จะดีหรือไม่อย่างไรมันก็กลายเป็นอดีตไปแล้ว สิ่งต่างๆเหล่านี้หลายเรื่องนำความชุ่มชื่นใจมาให้กับเรา หลายเรื่องก็กลายเป็นบทเรียนที่ล้ำค่าหาซื้อไม่ได้ มันขึ้นอยู่กับว่าเราแต่ละคนใส่ใจในการดำเนินชีวิตมากน้อยแค่ไหน คนบางคนฟ้าจะถล่มดินจะทลายเขาก็ไม่รู้สึกรู้สมอะไรกับใครทั้งสิ้น แต่สำหรับบางคนทุกๆเหตุการณ์ในที่ผ่านเข้ามาในชีวิตล้วนมีความหมาย ในเชิงสร้างสรรค์เป็นบทเรียนที่สำคัญล้ำค่า บางคนเก็บมาใคร่ครวญคิดคำนึงเป็นบทเรียนสอนใจเป็นอาหารเลี้ยงจิตใจในยามอ้างว้าง บางคนเขียนมาเป็นบทเพลงเลยก็มี ด้วยเหตุนี้เราจะต้องฝึกฝนตนให้รู้จักคิดพิจารณาไตร่ตรองเครื่องหมายแห่งกาลเวลาที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของเรา
ผู้สูงอายุมีบทภาวนาบทหนึ่งชื่อว่าบทภาวนายามเย็นของชีวิต พ่อได้ยินผู้สูงอายุสวดกันพ่อชอบข้อความหลายตอน อาทิ พระเจ้าข้า…..เหลือเวลาอีกไม่มากเท่าไร ข้าพเจ้าปรารถนาอะไรกันแน่ บางครั้งก็ลืมคิดให้ถ่องแท้จริงๆ…….โปรดปิดตาที่เหนื่อยล้าของข้าพเจ้าทุกคืนด้วยพระพรแห่งการยอมรับ โปรดให้ความรู้เกี่ยวกับพระองค์ เป็นแสงเงินแสงทองของวันพรุ่งนี้เสมอ……จะมีประโยชน์อะไร หากมีคนมาสวดมากๆ แต่ความจริงต้องตกนรก จะมีประโยชน์อะไรกับความภาคภูมิใจทั้งหลายถ้ามิได้เป็นที่พอพระทัย……โปรดให้ข้าพเจ้ามีปรีชาญาณคิดได้ เมื่อถึงวาระอันสำคัญ โปรดอย่าลืมข้าพเจ้าด้วยเทอญ อาแมน นี่เป็นการรำพึงถึงความเป็นจริงความหมายแท้ของชีวิต อย่าปล่อยเวลาและเหตุการณ์ต่างๆให้ผ่านไปอย่างไร้ค่า จนรีบไขว่คว้ามาเป็นบทเรียน ให้เราดำเนินชีวิตอย่างมีคุณค่า และรอบคอบมากขึ้นทุกวัน
จากคุณพ่อเจ้าวัด
จงตามเรามาเถิด
พระเยซูคริสตเจ้าทรงเรียกเราทุกคนให้เป็นศิษย์ติดตามพระองค์ เหมือนเรียกบรรดาอัครสาวก “จงตามเรามาเถิด เราจะทำให้ท่านเป็นชาวประมงหามนุษย์”(มธ.4:19) คริสตชนทุกคนได้รับการเรียกให้มาเป็นศิษย์และมารับใช้สังคมโลก เพื่อทำให้พระอาณาจักรของพระเจ้า ซึ่งเป็นอาณาจักรแห่งความศักดิ์สิทธิ์ ความรัก ความยุติธรรม สันติสุข และความชื่นชมยินดีเป็นจริงและปรากฏขึ้นในโลก พระเยซูคริสตเจ้าทรงเริ่มประกาศเทศนาว่า “จงกลับใจเถิด เพราะอาณาจักรสวรรค์อยู่ใกล้แล้ว”(มธ.4:17) “นี่เป็นการประกาศข่าวดี” การประกาศข่าวดีเป็นหน้าที่ของเราคริสตชนทุกคน เพราะพระเยซูคริสตเจ้ายังคงประกาศข่าวดีเรื่องพระอาณาจักรของพระเจ้าอยู่เสมอ โดยผ่านทางพระศาสนจักรของพระองค์ พระศาสนจักรไม่ได้หมายถึงพระสังฆราช พระสงฆ์ บรรดานักบวชหญิงชายเท่านั้น แต่หมายถึงทุกคนซึ่งเป็นสมาชิกของพระศาสนจักร หรือสามารถกล่าวอีกนัยหนึ่งว่า “เราทุกคนซึ่งเป็นพระศาสนจักร” พระสังคายนาวาติกันที่ 2 สอนเราว่า “ธรรมชาติของพระศาสนจักรเป็นผู้ประกาศข่าวดี” ด้วยเหตุนี้การประการข่าวดีจึงเป็นหน้าที่ของเราทุกคน
พระเยซูคริสตเจ้าทรงเรียกและเลือกอัครสาวกอย่างจงใจให้เป็นศิษย์ติดตามพระองค์ “พระองค์ทรงทอดพระเนตรเห็นพี่น้องสองคนคือ ซีมอนที่เรียกว่าเปโตรกับอันดรูว์น้องชาย ……..ยากอบบุตรของเศเบดี และยอห์นน้องชาย”(มธ.4:18-22) พวกท่านละทิ้งทุกสิ่งแล้วติดตามพระองค์ไปทันที พระองค์ทรงเรียกพวกท่านให้มาร่วมทุกข์ร่วมสุขกับพระองค์เพื่อถ่ายทอดความเชื่ออันเร่าร้อนแก่พวกท่าน และเมื่อถึงเวลาอันเหมาะสมพวกท่านจะได้เป็นผู้ร่วมงานของพระองค์ในการสืบสานพันธกิจที่ได้รับมอบจากพระบิดาเจ้าสวรรค์ นั่นก็การสถาปนาพระอาณาจักรของพระเจ้าบนแผ่นดินนี้ ซึ่งหมายถึงการประกาศข่าวดีนั่นเอง การประกาศข่าวดีจึงต้องเริ่มต้นจากการมีชีวิตสนิทสัมพันธ์กับพระเยซูคริสตเจ้าก่อน การมีชีวิตสนิทสัมพันธ์กับพระองค์จะทำให้เรามีความเชื่อ ความหวัง และสันติสุขภายใน เมื่อถึงเวลานั้นพระองค์จะชี้ให้เราเห็นว่ามีคนอีกจำนวนมากมายที่กระหายอยากประสบสิ่งที่เราได้ประสบ “ประชาชนที่จมอยู่ในความมืดได้เห็นความสว่างยิ่งใหญ่ ผู้ที่อาศัยอยู่ในดินแดน และเงาแห่งความตาย แสงได้ส่องขึ้นมาเหนือพวกเขาแล้ว”(มธ.4:16) และบอกกับเราว่าหน้าที่แห่งความรักสอนให้เราแบ่งปันสิ่งดีเลิศที่เรามีและเป็นแก่ผู้อื่น “ท่านทั้งหลายจงไปสั่งสอนนานาชาติ……จงสอนเขาให้ปฏิบัติตามคำสั่งทุกข้อที่เราให้แก่ท่าน”(มธ.28:19) พระเยซูคริสตเจ้าทรงเรียกเราทุกคนเช่นเดียวกับอัครสาวกให้มาเป็นศิษย์ติดตามพระองค์ “จงตามเรามาเถิด” เราจะทำอย่างอัครสาวกหรือไม่คือ “ติดตามพระองค์ไปทันที” ถ้าเราคริสตชนคิดว่าการสืบสานพันธกิจในการประกาศข่าวดีเป็นหน้าที่ของศาสนบริกรเท่านั้น เราก็จะรู้สึกว่าบทบาทหน้าที่ของเราในพระศาสนจักรน้อยเต็มทีจะแทบไม่มีความหมายอะไร แต่เมื่อไรเราเข้าใจชัดเจนว่าเราต้องอุทิศตนในการประกาศข่าวดี ตามความสามารถ ตามสถานภาพของเรา อาจจะด้วยวาจาและหรือการเป็นพยานด้วยชีวิต เราจะพบว่ามีพลังอีกมากมายที่ต้องได้รับการปลุกให้ตื่นและนำมันออกมาใช้ ขอให้พระวาจาของพระเจ้าเตือนใจเราให้ตระหนักถึงบทบาทหน้าที่ของเราในการเป็นศิษย์ของพระเยซูคริสตเจ้า และเป็นผู้ประกาศข่าวดีด้วยกระตือรือร้น ตื่นขึ้นแล้วออกไปประกาศความรักของพระเจ้าแก่มวลมนุษย์
พระเจ้าสถิตกับท่าน
คุณพ่อ สมชาย อัญชลีพรสันต์
ประกาศ
- พ่อได้นำบทภาวนาฉบับปรับปรุงใหม่มาไว้ที่ในวัด 520 เล่ม เพื่อใช้สวดพร้อมกันในวัด พี่น้องอย่าเพิ่งนำเอากลับไปบ้าน เวลานี้ทางเขต 2 กำลังจัดพิมพ์เพื่อแจกให้กับพี่น้องทุกท่านอยู่ เมื่อพิมพ์เสร็จแล้วพ่อจะนำมาแจกให้พี่น้องภายหลัง
- เขต 2 จัดให้มีการอบรมฟื้นฟูคริสตชน 3 เสาร์ทุกวัดในเขต 2 ทางวัดของเราจะมีอบรมฟื้นฟูคริสตชน วันเสาร์ที่ 12 , 19 , 26 กุมภาพันธ์ 2011 พ่อขอความร่วมมือเชิญชวนพี่น้องทุกท่าน และทุกองค์กรรวมทั้งกิจกรรมต่างๆ ของวัดเข้าร่วมอบรมครั้งนี้ด้วย สอบถามได้ที่ สภาภิบาล และองค์กรต่างๆ ลงชื่อได้ที่หน้าวัดเพื่อทางวัดจะได้สามารถจัดเตรียมอาหาร
- วันอาทิตย์นี้ มีการภาวนาเพื่อเอกภาพคริสตชนนิกายต่างๆ ที่วัดแม่พระฟาติมา เวลา 14.00 น. ปีนี้คาทอลิกเป็นเจ้าภาพ เนื่องจากมีพี่น้องลงชื่อไว้สิบกว่าคนทางวัดจึงจัดรถให้ รถออกเวลา 12.30 น.
- วันพฤหัสฯที่ 3 ก.พ. 2011 เป็นวันตรุษจีน ซึ่งเป็นวันปีใหม่ของชาวจีน ทางวัดจะจัดมิสซาฉลองวันตรุษจีน มิสซาเวลา 9.00 น. ขอเชิญพี่น้องมาร่วมมิสซาบูชาขอบพระคุณ ซึ่งพ่อจะใช้มิสซาสมโภชพระชนนีของพระเป็นเจ้าเหมือนวันฉลองวัด
- ขอเลื่อนวันผู้สูงอายุของวัดไปเป็นวันอาทิตย์ที่ 6 ก.พ. 2011 มิสซา 8.30 น.ปกติ หลังมิสซามีพบปะสังสรรค์ทานอาหารร่วมกัน ขอเชิญผู้สูงอายุทุกท่านมาร่วมงานนี้ด้วย
Tags: วัดรังสิต, สารวัด, สารวัด วัดพระชนนีของพระเป็นเจ้า รังสิต