สารวัด ฉบับที่ 859 วันอาทิตย์ที่ 4 กรกฎาคม 2553 เทศกาลธรรมดา

บอกเล่าให้ฟัง

การจัดลำดับคุณค่าก่อนหลังแห่งชีวิตเป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะจะทำให้ชีวิตของเรามีระเบียบไม่วุ่นวายจนเกินไป หลายคนมีชีวิตที่เครียดไม่มีความสุข เพราะเขาไม่ได้จัดลำดับคุณค่าก่อนหลังในชีวิต ในการดำเนินชีวิตนั้นเรามีหลายสิ่งหลายอย่างที่ต้องทำ เพราะเรามีบทบาทหน้าที่หลายอย่างตามสถานภาพที่เราเป็น เราเป็นคริสตัง เป็นพ่อแม่ เป็นนายจ้าง เป็นลูกจ้าง เป็นประชากรของประเทศ ฯลฯ สถานภาพเหล่านี้มาพร้อมกับความรับผิดชอบในบทบาทหน้าที่ เราจึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบว่าอะไรมีความสำคัญเร่งด่วน อะไรมีความจำเป็นขาดเสียมิได้ในการดำเนินชีวิต เมื่อเรารู้คุณค่าลำดับความสำคัญของสิ่งต่างๆในชีวิตแล้ว เราก็จะสามารถจัดลำดับในการปฏิบัติและให้เวลากับสิ่งต่างๆได้อย่างถูกต้อง

มนุษย์ประกอบไปด้วยร่างกาย และจิตวิญญาณ ดังนั้นเราต้องพยายามสร้างความสมดุลให้กับทั้งสองด้านในชีวิต ด้านร่างกายเราต้องพยายามดูแลสุขภาพพัฒนาในด้านต่างๆ และทำมาหาเลี้ยงชีพอย่างสุจริต ทั้งที่เราก็ทราบอยู่แล้วว่าใดๆในโลกล้วนอนิจจัง ทุกสิ่งจะต้องเสื่อมสลายไปตามกาลเวลา แต่เราจะต้องอยู่บนโลกใบนี้ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง เราจึงจำเป็นต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคม ต่อครอบครัว ต่อผู้อื่น และตนเอง ในด้านนี้ไม่ค่อยน่าเป็นห่วง เพราะมันเป็นรูปธรรมที่เราเห็นกันอยู่ทุกๆวัน เพียงแต่เราต้องคิดถึงประโยชน์ส่วนตัวให้น้อยลง และคิดถึงประโยชน์ส่วนรวมให้มากขึ้น สิ่งต่างๆก็น่าจะดำเนินไปได้ด้วยดี สรุปแล้วก็คือ อย่าเห็นแก่ตัว

ในด้านจิตวิญญาณเป็นด้านที่น่าเป็นห่วงมากๆ เพราะเป็นเรื่องนามธรรมจับต้องไม่ได้ หลายๆคนจึงคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัว ยังไม่สำคัญนักรอไว้ก่อนได้ จึงจัดลำดับเรื่องศาสนาพระเป็นเจ้าเป็นลำดับท้ายๆของชีวิต อีกหลายคนไม่เห็นความสำคัญ ดูเป็นเรื่องไร้สาระ จึงไม่จัดให้อยู่ในลำดับใดๆเลยในชีวิต สิ่งที่มนุษย์เห็นว่าไม่มีคุณค่า และความสำคัญ แต่ในสายพระเนตรของพระเป็นเจ้า กลับมีคุณค่าและสำคัญยิ่ง เพราะสิ่งนั้นคือนิรันดรภาพ เป็นเรื่องของความสุข และความทุกข์ตลอดนิรันดร ตัดสินใจแล้วเปลี่ยนไม่ได้ วินาทีสุดท้ายของการตัดสินใจนี้ก็คือ วินาทีก่อนที่เราจะจากโลกนี้ไป หรือตายนั่นเอง พระเยซุคริสตเจ้าจึงสอนว่า “อย่าสะสมทรัพย์สมบัติในโลกนี้เพราะปลวก มอด ขมวนมันกัดกินได้ แต่จงสะสมทรัพย์สมบัติในสวรรค์ ทรัพย์สมบัติของท่านอยู่ที่ไหนใจของท่านก็อยู่ที่นั่นด้วย” บางคนอาจจะคิดว่าคำสอนเช่นนี้ลดความสำคัญของหน้าที่การงานทางโลก แต่ตรงกันข้ามกลับให้ความสำคัญมากขึ้น เพราะความดีต้องทำตั้งแต่ยังมีชีวิตอยู่ เมื่อตายไปแล้วก็หมดเวลาทำความดี การทำความดีหมายถึง การรับใช้พระเป็นเจ้า และเพื่อนมนุษย์ ตามบทบาทหน้าที่ของตนอย่างดีสุดความสามารถ การทำความดีเกิดขึ้นที่ไหน ความรักความเมตตา ความสงบสุข การพัฒนาก็เกิดขึ้นที่นั่น เราจึงต้องเข้าใจคุณค่า และความหมายที่แท้จริงของการทำความดี และจัดลำดับคุณค่าก่อนหลังให้ถูกต้อง เพื่อสร้างดุลยภาพให้แก่ชีวิต

จากคุณพ่อเจ้าวัด

การประกาศข่าวดีต้องการความร่วมมือจากทุกคน

พระเยซูคริสตเจ้าทรงแต่งตั้งศิษย์อีกเจ็ดสิบสองคน…..และทรงส่งเขาล่างหน้าพระองค์เป็นคู่ๆไป (ลก.10:1) ตัวเลขในพระคัมภีร์มีนัยสำคัญเสมอเจ็ดสิบ(สอง)เป็นจำนวนที่ไม่ได้นับโดยหลักคณิตศาสตร์ แต่เป็นตัวเลขที่มีความหมายพิเศษทางพระคัมภีร์ เจ็ดสิบหมายถึงจำมากมายจนนับไม่ถ้วน หรือไม่จำกัดจำนวน อาทิ ให้อภัยเจ็ดครั้งเจ็ดสิบหนหมายถึงการให้อภัยเสมอ เลขสองหมายถึงสิบสองตระกูลของอิสราเอล พระคัมภีร์จึงกล่าวถึงจำนวนเจ็ดสิบสองคน ซึ่งต้องการหมายถึงมวลมนุษย์หรือนานาชาติ จากสิ่งที่กล่าวถึงนี้แสดงถึงปริมาณงานการประกาศข่าวดี และผู้ประกาศข่าวดี ข่าวดีเป็นสิ่งที่ต้องประกาศให้แก่คนทั่วโลก จึงอาศัยเพียงอัครสาวก 12 องค์ไม่ได้ พระเยซูคริสตเจ้าจึงเลือกสาวกมาอีก 72 คน แสดงว่าการประกาศข่าวดีนั้น ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกๆคนที่มีความเชื่อ และไม่ใช่หน้าที่ของศาสนบริกรเท่านั้น แต่เป็นหน้าที่ของเราทุกคนด้วย เป็นต้นการประกาศข่าวดี โดยการเป็นพยานด้วยการดำเนินชีวิต “ถ้าท่านมีความรักต่อกัน ทุกคนจะรู้ว่า ท่านเป็นศิษย์ของเรา” (ยน.13:35)

การประกาศข่าวดีเป็นงานของพระเป็นเจ้า พระองค์กำลังทำงานอยู่ท่ามกลางมวลมนุษย์ กำลังประกาศข่าวดี เราทุกคนเป็นเพียงเครื่องมือของพระองค์ ที่จะทำให้ข่าวดี ความรัก ความเมตตา สันติสุข ปรากฏเป็นรูปธรรมต่อหน้ามวลมนุษย์ นั่นก็คือเราต้องร่วมมือกับพระองค์ ในการสร้างพระอาณาจักรของพระเจ้าบนแผ่นดิน ซึ่งเป็นอาณาจักรแห่งความยุติธรรม ความรัก และสันติสุข เนื้อหาของข่าวดีจึงหมายถึงพระอาณาจักรของพระเจ้า การประกาศข่าวดีจึงเป็นการทำให้มนุษย์รู้จัก เชิญชวนทุกคนให้มาช่วยกันสร้างและอยู่ในพระอาณาจักรของพระเจ้า พระเยซูคริสตเจ้าทรงแจ้งให้บรรดาสาวกทราบว่า ในการประกาศข่าวดีนั้น จะมีอันตรายและอุปสรรค์มากมาย “เราส่งท่านทั้งหลายไปดุจลูกแกะในฝูงสุนัขป่า” (ลก.10:3) และทรงบอกด้วยว่าไม่ต้องกังวลใจ หรือกลัวอะไรให้วางใจในพระเป็นเจ้า พระองค์จึงกำชับว่าไม่ต้องเอาอะไรติดตัวไปมากมาย ให้ไปเป็นคู่ๆ ตามตามคำสั่ง “อย่าเอาถุงเงิน ย่ามหรือรองเท้าไปด้วย อย่าเสียเวลาทักทายผู้ใดตามทาง” (ลก.10:4) เพราะพระองค์ทรงสัญญาไว้ว่า ที่ใดที่คนสองคนขึ้นไปทำกิจการใดๆ ในนามของพระองค์ พระองค์จะประทับที่นั่น และถ้าเขาวอนขอสิ่งใด พระบิดาจะประทานให้ คำสั่งของพระองค์ประจักษ์ชัดว่า พระเป็นเจ้าทรงอยู่เบื้องหลังการทำงานของผู้ประกาศข่าวดี ทรงทำงาน ช่วยเหลือ ค้ำจุน และปกป้องคุ้มครองเสมอ พระเป็นเจ้าเองจึงเป็นพลังที่สำคัญในการประกาศข่าวดี เพราะฉะนั้นเวลาที่พระเยซูคริสตเจ้าส่งสาวกออกไปเทศน์สอน จึงไม่เน้นความสำคัญเรื่องเครื่องมือเครื่องใช้ แต่เน้นการประทับอยู่ของพระองค์ ท่ามกลางคนสองคนขึ้นไปที่รัก และเป็นหนึ่งเดียวกัน มีพระองค์อยู่เคียงข้างเราจะต้องกลัวสิ่งใด

ขอพระวาจาของพระเจ้าเตือนใจเรา ให้แสวงหาประสงค์ของพระเป็นเจ้า มุ่งมั่นที่จะปฏิบัติตาม ในการเสริมสร้างพระอาณาจักรของพระองค์ ให้ปรากฏบนแผ่นดินนี้ ถ้ามีความสำเร็จใดๆเกิดขึ้นจากการทำงานของเรา ขอบคุณพระองค์ เพราะนั่นเป็นผลงานของพระองค์ เราเป็นเพียงคนใช้สามัญ และได้ทำตามหน้าที่เท่านั้น ถ้าเรามีความสุภาพ เชื่อมั่น และปฏิบัติเช่นนี้จงยินดีเถิดเพราะชื่อของเราถูกจารึกในสวรรค์แล้ว (ลก.10:20)

พระเจ้าสถิตกับท่าน
คุณพ่อ สมชาย อัญชลีพรสันต์

ประกาศ

  1. ประชุมสภาภิบาลวันอาทิตย์นี้หลังมิสซา เวลา 10.30 น. ขอเชิญคณะกรรมการสภาภิบาลเข้าประชุมโดยพร้อมเพียง
  2. วันอาทิตย์นี้เป็นวันอาทิตย์ต้นเดือนมีโปรดศีลล้างบาปเด็กหลังมิสซา
  3. เขต 2 จัดอบรมการทำ website ของวัด ที่วัดมารีย์สวรรค์ วันเสาร์ที่ 24 และ 31 เดือนกรกฎาคม 2010 เริ่ม 8.30 – 16.00 น ผู้ใดสนใจติดต่อได้ที่สภาภิบาล
  4. ทางวัดมีกิจกรรมไปเยี่ยมผู้ต้องขังเดือนละสองครั้ง พี่น้องท่านใดต้องการบริจาคเงิน เพื่อซื้อของใช้ให้ผู้ต้องขัง อาทิ สบู่ ยาสระผม ยาสีฟัน ฯลฯ บริจาคได้ที่ตู้ทานคนยากจนหน้าวัด
  5. วันอังคารที่ 6 – วันศุกร์ที่ 9 ก.ค. 2010 มีเข้าเงียบประจำเดือนของพระสงฆ์ พร้อมกัน 6 สังฆมณฑล ของดมิสซาวันดังกล่าว และขอคำภาวนาสำหรับพระสงฆ์ด้วย

Tags: , ,

'งดแสดงความคิดเห็น'.