สารวัด ฉบับที่ 844 วันอาทิตย์ที่ 21 มีนาคม 2553 อาทิตย์ที่ 5 เทศกาลมหาพรต

บอกเล่าให้ฟัง

ในวันศุกร์ที่ 12 มีนาคม 2010 พ่อได้รับเชิญให้ไปเทศน์ตรีวารที่วัดนักบุญยอแซฟ หนองรี พ่อได้ยินนักขับร้องร้องบทสร้อยที่พ่อไม่เคยได้ยินมาก่อน “สิ่วกับไม้ในมือ คืองานที่ท่านทำ งานใดทำประจำ ความยากอยู่ตรงนั้น ความดีทำซ้ำ…..ซ้ำ….คือคุณธรรม” พ่อรู้สึกประทับใจมากๆ ทำให้พ่อคิดถึงการงานที่พวกเราทำอยู่ทุกๆวัน อันที่จริงแล้วหลายๆอย่างเราทำจนเคยชินเป็นความชำนาญในชีวิต เราเคยคิดบ้างไหมว่าอะไรเป็นความท้าทายเป็นความยากของการงานนั้นๆ ในบทสร้อยนี้ผู้แต่งประพันธ์ไว้ว่า “งานใดทำประจำ ความยากอยู่ตรงนั้น” นั่นหมายความว่าความท้าทายความยากของการทำงานประจำอยู่ที่ความสม่ำเสมอ ความซื่อสัตย์ ความตั้งใจดี และอุดมการณ์ที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงแต่ต้นจนถึงปัจจุบัน นอกจากเนื้อความตอนนี้แล้วยังมีอีกตอนหนึ่งที่น่าสนใจ “ความดีทำซ้ำ…ซ้ำ…คือคุณธรรม” คุณธรรมนะครับ ไม่ใช่คุณ-นะ-ทำซึ่งเป็นการปัดภาระให้คนอื่น

ในเทศกาลมหาพรตที่กำลังจะจบลงภายใน 40 วัน พระศาสนจักรจัดให้เป็นเวลาพิเศษในการฝึกฝนตนเอง และพระศาสนจักรได้ให้แบบฝึกหัดไว้หลายอย่าง อาทิ การสวดภาวนา การทำพลีกรรม การแสดงความรักความเมตตาต่อผู้อื่น สิ่งต่างๆเหล่านี้ไม่ได้จบลงแค่ภายใน 40 วันนี้เท่านั้น พ่อเชื่อว่าพระศาสนจักรคงจะมีจุดประสงค์ดังที่บทสร้อยนี้กล่าวไว้ “ความดีทำซ้ำ….ซ้ำ…คือคุณธรรม” พระศาสนจักรต้องการให้เราคริสตชนฝึกฝนตนทำความดีซ้ำแล้วซ้ำอีกเพื่อความดีนั้น จะได้เป็นนิสัยที่ดีเป็นคุณธรรมติดตัวเราไปจนถึงวันตาย และสิ่งนี้เองก็คือความพยายามของเรามนุษย์ที่จะเรียกร้องพระเมตตาของพระเป็นเจ้ามาถึงเรา ทำให้เราเป็นคนน่ารักในสายพระเนตรของพระองค์ และพระองค์ก็จะประทานความรอดพ้นให้แก่เรา

พี่น้องพ่อเขียนสารวัดมาเป็นสิบๆปี พ่อไม่ใช่นักเขียน ความยากลำบากและสิ่งท้าทายของพ่อไม่ใช่อยู่ที่จะเขียนอะไร เขียนอย่างไร แต่อยู่ที่ความสม่ำเสมอ และอุคมการณ์ที่ตั้งมั่นไม่เคยเปลี่ยน ครั้งแรกที่พ่อเริ่มเขียนสารวัดคุณพ่อเจ้าในสมัยนั้นท่านทักว่า “คุณพ่อเขียนสารวัดด้วยเหรอ ต้องเขียนทุกอาทิตย์เลยนะแล้วพ่อจะมีเวลาและเขียนไปได้นานสักเท่าไร” พ่อไม่มีคำตอบและคุณพ่อเจ้าก็ไม่ได้ห้ามเพียงแต่ติงๆไว้เฉย พ่อจำได้ว่าตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้พ่อขาดการเขียนสารวัดประมาณ 3 ครั้งเนื่องจากป่วยและต้องไปต่างประเทศจึงเขียนไม่ได้ พ่อไม่เคยสำรวจดูว่ามีใครอ่านสิ่งที่พ่อเขียนหรือเปล่า เพราะพ่อถือว่าพ่อได้ทำหน้าที่ของพ่อในการสื่อสารสิ่งที่เป็นประโยชน์ และสร้างความถูกต้องชอบธรรมให้กับชุมชนแห่งความเชื่อนี้ ให้ได้รับทราบโดยทั่วกันไปแล้ว

จากคุณพ่อเจ้าวัด

พระเมตตาของพระเป็นเจ้านั้นยิ่งใหญ่

พระเยซูคริสตเจ้าตรัสว่า “นางเอ๋ย…..เราก็ไม่ลงโทษท่านด้วย ไปเถิด และแต่นี้ไปอย่าทำบาปอีก” (ยน.8:10-11) ทุกๆครั้งที่เราเข้าไปคุกเข่าลงสารภาพบาปด้วยความสำนึกผิด เป็นทุกข์ถึงบาปกลับใจอย่างแท้จริงพระเยซูคริสตเจ้าทรงตรัสกับเราเสมอในความสำนึกผิดนั้นว่า “ลูกจงไปเป็นสุขเถิด กลับไปและอย่าทำบาปอีกนะลูก” เป็นพระวาจาที่ดังก้องอยู่ในความรู้สึกและความสำนึกในพระเมตตาของพระเป็นเจ้าของเรา พวกเราเคยสัมผัสได้บ้างไหมเวลาที่เราไปรับศีลอภัยบาป หรือเวลาที่เราเป็นทุกข์ถึงบาปอย่างสมบูรณ์ หญิงคนบาปคนนั้นตกอยู่ในความกลัวจนตัวสั่นเพราะความตายรอนางอยู่ตรงหน้า เมื่อได้ยินพระวาจาที่อ่อนโยนให้โอกาสเช่นนี้ “เราก็ไม่ลงโทษท่านด้วย ไปเถิด และแต่นี้ไปอย่าทำบาปอีก” เชื่อว่านางจะต้องกลับไปด้วยความดีใจเป็นอย่างยิ่ง เริ่มต้นชีวิตใหม่และพยายามที่จะไม่ทำบาปอีกแน่นอน ที่ต้องใช้คำว่าพยายามเพราะนางก็เป็นคนธรรมดาสามัญอย่างพวกเรา ความพยายามสุดความสามารถน่าเป็นเครื่องพิสูจน์ได้เพียงพอแล้วว่านางกลับใจอย่างแท้จริง

ชีวิตคริสตชนจะก้าวหน้าและมีการกลับใจเปลี่ยนแปลงชีวิตในทางที่ดีขึ้นอยู่เสมอ ต่อเมื่อคนๆหนึ่งได้สัมผัสรับรู้ถึงความรักความเมตตาของพระเป็นเจ้าที่มีต่อเขา เพราะเขาจะมีความเคารพยำเกรงต่อพระองค์ ความเคารพยำเกรงเกิดจากความซาบซึ้งในความดี และความรักจนไม่อาจทำให้ผู้นั้นเสียใจและเสียหาย ไม่ใช่เกิดจากความกลัว ถ้าหญิงคนนั้นจะไม่ทำบาปอีกก็คงไม่ใช่เพราะกลัวถูกเอาหินทุ่มให้ตาย เพราะเขารู้อยู่แล้วว่าในธรรมบัญญัติของโมเสสสั่งไว้เช่นนั้น และก่อนหน้านั้นเขาก็ยังกล้าทำ แต่ที่เขาจะไม่ทำบาปอีกเพราะเขาซาบซึ้งในพระเมตตาและโอกาสที่พระเยซูคริสตเจ้าประทานให้แก่เขา

โดยทางศีลล้างบาปและศีลอภัยบาปเราคริสตชนได้รับพระเมตตากี่ครั้งกี่หนมาแล้ว เราได้สัมผัสพระเมตตาของพระเป็นเจ้า และซาบซึ้งในพระเมตตาของพระองค์บ้างหรือไม่ ถ้าเราได้สัมผัสพระเมตตาของพระเป็นเจ้าเชื่อได้ว่า จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในชีวิตของเรา เราจะต้องพยายามทำความดีหลีกหนีโอกาสบาปและความชั่ว เพราะเราจะมีความเคารพยำเกรงพระเป็นเจ้า เราจะรักและให้อภัยผู้อื่นได้ง่ายขึ้น เพราะเราจะเข้าใจคำสอนของพระเยซูคริสตเจ้าที่ว่า “พระเป็นเจ้าทรงรักและให้อภัยท่านทั้งหลายอย่างไร พวกท่านจะทำกับผู้อื่นอย่างนั้น” และจะรับรู้ความรู้สึกของคนที่พลาดผิด ที่กำลังรอคอยการให้อภัยและโอกาสจากคนอื่น พวกธรรมจารณ์ ฟาริสี และประชาชนพาหญิงคนบาปมาหาพระเยซูคริสตเจ้าด้วยความสะใจ อยากเห็นนางถูกเอาหินทุ่มตาย แต่พวกเขากลับไปด้วยความสำนึกผิด เพราะรู้ว่าพวกเขาเองก็เคยทำบาปทำผิดไว้มากมาย โดยพระวาจาที่ตรัสว่า “ท่านผู้ใดไม่มีบาป จงเอาหินทุ่มนางเป็นคนแรกเถิด” (ยน.8:7) ไม่มีใครกล้าทุ่มก็เพราะสำนึกได้ถึงธาตุแท้ของมนุษย์ว่า “มนุษย์ทุกคนเป็นคนอ่อนแอเป็นคนบาปล้วนเคยผิดพลาดมาแล้วทั้งสิ้น”

ขอพระวาจาของพระเจ้าช่วยให้เราไตร่ตรองถึงพระเมตตาของพระเป็นเจ้า เพื่อเราจะได้เข้าใจและสัมผัสพระเมตตาของพระองค์ โดยอาศัยพระเมตตาของพระองค์ที่เราได้สัมผัสแล้วนี้จะช่วยเราให้กลับใจ มีความเคารพยำเกรงพระเป็นเจ้า และรักผู้อื่นมากขึ้นเหมือนที่พระองค์ทรงรักเรามาก่อนแล้ว

พระเจ้าสถิตกับท่าน
คุณพ่อ สมชาย อัญชลีพรสันต์

ประกาศ

  1. วันจันทร์ที่ 22 มี.ค. 2010 ทางวัดจะเปิดสอนคำสอนเตรียมรับศีลศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ
  2. ปลายเดือนมี.ค. – ต้นเดือนเม.ย. 2010 เป็นช่วงสัปดาห์ศักดิ์สิทธิ์และสมโภชปัสกา ทางวัดต้องเตรียมอุปกรณ์หลายอย่าง ขอเชิญผู้ที่มีเวลาว่างวันเสาร์และวันอาทิตย์ในระหว่างเดือนมี.ค.นี้ ช่วยเตรียมอุปกรณ์ที่จะใช้ในวันต่างๆด้วย
  3. อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯจัดโครงการ “ศีลมหาสนิท ศูนย์กลางชีวิตครอบครัวและชีวิตพระสงฆ์” วันเสาร์ที่ 12 มิถุนายน 2010 ณ อาสนวิหารอัสสัมชัญ ขอเชิญคู่สมรสที่ต้องการรื้อฟื้นการสมรส ครบ 50 ปี (1960) ครบ 40 ปี (1970) ครบ 25 ปี (1985) และ คู่ที่ประสงค์ที่จะสมรสกัน และสามารถขออนุญาตยกเว้นข้อขัดขวางได้ทันกำหนดเวลา แจ้งชื่อ เบอร์โทรศัพท์ได้ที่หน้าวัด รายละเอียดและเอกสารติดต่อสอบถามได้ที่คุณพ่อเจ้าวัด
  4. วันอังคารที่ 30 มี.ค. 2010 มีวจนพิธีกรรมศีลอภัยบาป เวลา 19.00 น. ขอเชิญพี่น้องทุกท่านมารับศีลอภัยบาป และร่วมมิสซาบูชาขอบพระคุณในวันดังกล่าวด้วย

Tags: , ,

'งดแสดงความคิดเห็น'.