ฉบับที่ 14028 วันอาทิตย์ที่ 13 กรกฎาคม 2014

บอกเล่าให้ฟัง

“ฉลาดแล้วต้องเฉลียว” ในการดำเนินชีวิตของเรามีหลายสิ่งหลายอย่างที่เราปฏิบัติสืบเนื่องกันมาจนคุ้นเคย จนกระทั่งเมื่อมีใครมาถามว่า “ทำไมต้องปฏิบัติเช่นนี้” หลายๆคนคงจะตอบไม่ได้ หรือบางคนอาจจะตอบว่าก็เขาปฏิบัติอย่างนี้มาตั้งนานแล้ว คำตอบเช่นนี้แสดงว่าเราไม่ทราบเหตุผลนั่นเอง มีความฉลาดความรู้เท่านั้นจึงไม่เพียงพอ ต้องมีความเฉลียวด้วยเพราะเฉลียวคือความสงสัยซึ่งเป็นวิสัยของนักปรัชญา ทำให้มนุษย์เริ่มค้นหาปฐมเหตุที่มาที่ไปของสรรพสิ่ง เกิดเป็นหลักคิดและความเข้าใจในทุกสิ่งที่ปฏิบัติ เราลองทบทวนสิ่งที่เราปฏิบัติดูซิว่าเราเข้าใจหรือไม่ว่า “ทำไมเราต้องปฏิบัติเช่นนั้น” พ่อเชื่อว่าถ้าเราทำเช่นนี้คงมีคำถามมากมาย ที่ทำให้ต้องเราไปค้นหาตำราเปิดหนังสืออ่านและไปถามผู้รู้

“เราอย่าปฏิบัติอะไรๆด้วยความเคยชิน แต่ต้องปฏิบัติด้วยความสำนึกรู้” การกระทำเช่นนี้จะทำให้กิจการของเรามีความหมาย และบางกิจการอาจจะต้องปรับเปลี่ยนหรือยกเลิก พ่อคิดถึงคนๆหนึ่งที่ต้องการปล่อยปลาเพื่อทำบุญสะเดาะเคราะห์ เขาไปที่ร้านขายสัตว์สำหรับปล่อยทั้งหลาย เผอิญไปเห็นปลาทับทิมที่มีเขียนคำโฆษณาไว้ว่า “ปล่อยแล้วจะร่ำรวยไปด้วยเพชรนิลจินดา” จึงไปถามคนขายด้วยความสงสัยว่า “ทำไมปล่อยปลาทับทิมแล้วถึงร่ำรวยไปด้วยเพชรนิลจินดา” คนขายตอบว่า “เขาเชื่อและปฏิบัติอย่างนี้มาตั้งแต่โบราณเป็นร้อยเป็นพันปีมาแล้ว ถ้าไม่เชื่ออย่าลบหลู่นะ”พี่น้องลองคิดดูซิว่าปลาทับทิมเป็นปลาที่ค้นคิดผสมได้มาเมื่อไร จะมีกี่คนสงสัยตั้งคำถามเฉลียวใจในเรื่องนี้ ว่าแท้ที่จริงแล้วปลาชนิดนี้เพิ่งคิดผสมขึ้นได้ไม่กี่สิบปีมานี่เองการปฏิบัติในชีวิตคริสตชนของเราเป็นสิ่งที่ต้องตั้งคำถามและหาคำตอบเช่นเดียวกัน การกระทำเช่นนี้มิใช่เพื่อจับผิดหรือยกเลิก แต่เพื่อการปฏิบัติอย่างถูกต้องและเข้าใจ อาทิ “ทำไมสมัยก่อนเราสวดสายประคำระหว่างฟังมิสซา แต่ปัจจุบันนี้เขาไม่ปฏิบัติกันแล้ว” เหตุผลก็เพราะว่าสมัยก่อนมิสซาเป็นภาษาลาติน สัตบุรุษฟังไม่รู้เรื่อง เขาจึงให้สัตบุรุษมาฟังมิสซาและสวดสายประคำไปด้วย เพื่อจะได้มีสมาธิในการฟังมิสซาไม่วอกแวก ปัจจุบันนี้พระศาสนจักรให้ถวายบูชามิสซาโดยใช้ภาษาท้องถิ่นที่เราฟังรู้เรื่องแล้ว พระศาสนจักรจึงใช้คำว่า “ร่วมมิสซา” แทนคำว่า “ฟังมิสซา” การร่วมมิสซาก็คือการตอบ-รับกับพระสงฆ์ ฟังพระวาจา ร่วมกันร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้า การสวดสายประคำระหว่างมิสซาจึงหมดความจำเป็น เพราะเราต้องตั้งใจร่วมมิสซา การสวดสายประคำเป็นสิ่งที่ดีแต่เป็นกิจศรัทธาที่เราจะทำก่อนมิสซา สวดร่วมกันในครอบครัว หรือสวดส่วนตัวที่อื่นไม่ใช่ระหว่างมิสซา “ทำไมเราจึงสวมชุดสีดำหรือสีขาวมาวัดในวันศุกร์ศักดิ์สิทธิ์” เพราะเราต้องการไว้ทุกข์ให้พระเยซูคริสตเจ้าผู้สิ้นพระชนม์ แต่พระศาสนจักรมองการสิ้นพระชนม์ของพระองค์ด้วยความหวัง ความเชื่อมั่น และความชื่นชมยินดี เพราะพระองค์สิ้นพระชนม์แล้วกลับคืนพระชนมชีพ ชนะบาป และความตาย นำความรอดพ้นมาสู่มนุษยชาติ เราจึงไม่จำเป็นต้องไว้ทุกข์ให้กับพระองค์โดยสวมชุดขาวดำ พ่อเชื่อว่าถ้าเราทราบที่มาที่ไปและเหตุผลของการปฏิบัติ การปฏิบัติของเราจะมีคุณค่า และจะทำให้เราสามารถปฏิบัติอย่างถูกต้องด้วยความเข้าใจมากขึ้นจากพ่อคนเดิม

พระวาจาเกิดผลในชีวิตของเรา

อุปมาเรื่องผู้หว่านทำให้เราทราบว่า ทำไมพระวาจาของพระเจ้าจึงเกิดผลและไม่เกิดผลในชีวิตของผู้ฟัง สภาพพื้นดินที่แตกต่างกันเปรียบดังสภาพจิตใจ และความพร้อมของผู้ฟังพระวาจานั้นแตกต่างกันไป ตามสถานการณ์ สภาพแวดล้อม รวมทั้งวันเวลาที่รับฟัง “บางเมล็ดตกอยู่ริมทาง…..ตกบนพื้นหินที่มีดินเล็กน้อย…..ตกในพงหนาม…..บางเมล็ดตกในที่ดินดี จึงเกิดผลร้อยเท่าบ้าง หกสิบเท่าบ้าง สามสิบเท่าบ้าง ใครมีหูก็จงฟังเถิด”(มธ.13:4–9) สภาพจิตใจและความพร้อมในการรับฟังพระวาจานี้แหละ เป็นมูลเหตุสำคัญที่ทำให้พระวาจาเกิดผลหรือไม่เกิดผลและเกิดผลไม่เท่ากัน

พระเยซูคริสตเจ้าทรงเล่าอุปมาเรื่องผู้หว่าน เพื่อเน้นถึงความสำคัญของพระวาจาของพระเจ้าต่อชีวิตของเรา พระวาจาของพระเจ้าที่ประกาศออกไปแล้วจะต้องไม่เสียเปล่า ดังที่ประกาศกอิสยาห์กล่าวไว้ “พระวาจาของพระเจ้าจะไม่กลับไปโดยไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ แต่จะนำความอุดมมาให้เสมอเพราะพระวาจาของพระเจ้ามีพลัง” (อสย.55:10 – 11) พระวาจาของพระเจ้ามีพลังในการเจริญเติบโตบังเกิดผลก็จริง แต่ความร่วมมือของมนุษย์ในการตอบสนองต่อพระวาจาก็เป็นสิ่งที่จำเป็น เพราะพระเป็นเจ้าทรงเคารพอิสรภาพในการเลือกดำเนินชีวิตของมนุษย์อย่างที่สุด ด้วยเหตุนี้พระวาจาของพระเจ้าจะเกิดผลหรือไม่เกิดผลจึงเป็นความรับผิดชอบของเราด้วย จากเรื่องผู้หว่านทำให้เราตระหนักถึงความรับผิดชอบของเราสองสถานภาพ ในฐานะที่เราเป็นผู้หว่านหรือผู้ประกาศพระวาจา และในฐานะที่เราเป็นผู้ที่รับฟังพระวาจา

ในฐานะผู้หว่านหรือผู้ประกาศพระวาจา เราต้องคำนึงอยู่เสมอว่าเรากำลังหว่านหรือประกาศอะไร สิ่งนั้นเป็นพระวาจาของพระเจ้า เป็นความดีความถูกต้องหรือไม่ เพราะเราหว่านอะไรเราจะเก็บเกี่ยวสิ่งนั้น ดังนั้นก่อนที่เราจะทำหรือพูดอะไร เราต้องไตร่ตรองอย่างดีเสียก่อนว่า สิ่งนั้นเป็นความดี เป็นสิ่งที่ถูกต้อง เราจึงจะสามารถเป็นเครื่องมือของพระเป็นเจ้าในการหว่านเมล็ดพันธุ์แห่งความดีงามลงในใจคน อีกมุมมองหนึ่ง ในฐานะผู้หว่านหรือผู้ประกาศพระวาจา เนื่องจากพื้นดินมีหลายประเภทและเราไม่ทราบว่าเมล็ดพันธุ์จะไปตกที่ไหน ผู้หว่านที่ดีจะต้องหว่านด้วยความเพียรทน หว่านด้วยความเชื่อมั่น และด้วยความไว้วางใจ ถ้าแม้นว่าเราพบเห็นผลงานความสำเร็จอยู่บ้าง จงมีใจสุภาพขอบคุณพระเป็นเจ้าสำหรับผลดีที่เกิดขึ้น และสำนึกอยู่เสมอว่า เราเป็นเพียงคนใช้สามัญ เราได้ทำตามหน้าที่เท่านั้น เพราะนั่นไม่ใช่ความสามารถของเรา แต่เป็นฤทธานุภาพของพระเป็นเจ้าที่ทำให้บังเกิดผล

ในฐานะผู้รับฟังพระวาจา พื้นดินที่แตกต่างเปรียบเหมือนสภาพจิตใจที่พร้อมหรือไม่ในการรับฟังพระวาจา อีกทั้งสภาพจิตใจของเราก็เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เพราะบุคคล สภาพแวดล้อม อารมณ์ สามารถนำพาทำให้สภาพจิตใจของเราแปรเปลี่ยนตลอดเวลา เราจึงต้องพยายามสำรวจสภาพจิตใจของเราบ่อยๆ และพยายามปรับเปลี่ยนสภาพจิตใจให้เป็นดั่งดินดีที่พร้อมจะรับเมล็ดพันธุ์ดีที่หว่านลง ถ้าเราทำได้เช่นนี้ประสิทธิภาพประสิทธิผลของการรับฟังพระวาจาจะเกิดขึ้น เพราะผู้หว่านได้หว่านในสิ่งที่เลือกสรรแล้ว พื้นดินก็พร้อมสรรพที่จะรับเมล็ดพันธุ์ดี เมื่อเมล็ดพันธุ์หรือพระวาจาตกลงในที่ๆเหมาะสม ก็จะเกิดผลตามสัดส่วนของความพร้อมนั้น นั่นหมายความว่าพระวาจาเกิดผลในชีวิตของเรา ใครมีหูก็จงฟังเถิด

พระเจ้าสถิตกับท่าน
คุณพ่อ สมชาย อัญชลีพรสันต์

ประกาศ

  1. วันอาทิตย์นี้ เวชบุคคลคาทอลิกของวัดเรา จะมาให้บริการตรวจสุขภาพเบื้องต้น ผู้ที่สนใจสามารถรับบริการได้ที่หน้าวัด
  2. วันอาทิตย์นี้ ขอให้ผู้ช่วยมิสซา ผู้ที่ปรารถนาจะมาช่วยมิสซา และผู้ที่ต้องการอ่านพระคัมภีร์ร่วมกัน รวมกันที่ศาลาเรือนไทยเพื่ออ่านพระคัมภีร์ร่วมกัน และซ้อมช่วยมิสซา
  3. วันอาทิตย์ที่ 20 ก.ค. 2014 ขอให้ผู้อ่านบทอ่านและผู้ที่ปรารถนาจะอ่านบทอ่าน รวมกันที่ศาลาเรือนไทย เพื่อจัดตารางเวลาและอ่านพระคัมภีร์ร่วมกัน
  4. ขอเชิญพี่น้องทุกท่าน ร่วมมิสซาต้อนรับพระธาตุนักบุญยอห์นปอลที่ 2 และยอห์นที่ 23 พระสันตะปาปา ในวันอังคารที่ 15 และ วันพุธที่ 16 ก.ค. 2014 มิสซาเวลา 19.00 น. หลังมิสซามีเคารพพระธาตุของนักบุญทั้งสองท่าน
  5. ประกาศแต่งงาน ระหว่างนายทศพร พยอมหอม บุตรของนายสำอาง และนางอุไรวรรณ พยอมหอม กับ มารีอา สุวลี สุภาวิทย์ บุตรีของยอแซฟ เสวก และนางจำเนียร สุภาวิทย์ ผู้ใดทราบว่าทั้งสองมีข้อขัดขวางใดๆในการแต่งงานต้องแจ้งให้คุณพ่อเจ้าอาวาสทราบ

download ไฟล์ สารวัดฉบับเต็ม ได้ที่นี่ สารวัดประจำสัปดาห์ 13-07-2014

Tags: , ,

'งดแสดงความคิดเห็น'.