ฉบับที่ 980 วันอาทิตย์ที่ 28 ตุลาคม 2555 เทศกาลธรรมดา

บอกเล่าให้ฟัง

คุณครูสอนคณิตศาสตร์ท่านหนึ่งเริ่มต้นบทเรียนว่า 1+1 = 4 แล้วท่านถามนักเรียนในห้องเรียนว่า “คิดอย่างไรกับคำตอบข้อนี้ มันถูกหรือผิด” เด็กคนที่ 1 ตอบว่า คำตอบนี้ผิด คนที่ 2 3 4 ก็ตอบเช่นเดียวกัน คุณครูท่านนั้นเริ่มแสดงอาการโกรธและทำท่าจะลงโทษนักเรียน และถามอีกครั้งว่า นักเรียนคิดอย่างไรกับคำตอบนี้ นักเรียนคนที่ 5 ถามคุณครูว่า “ครูต้องการให้ตอบว่าอะไรครับ” คุณครูตอบว่า “ถูก” เด็กนักเรียนคนที่ 5 ตอบคุณครูว่า “ถ้าเช่นนั้นผมก็ตอบ “ถูก” แต่ความจริงแล้วคำตอบนี้มันผิด” เพราะตราบใดที่คนทั้งโลกยังมีข้อตกลงทางทฤษฎีคณิตศาสตร์ว่า 1+1 = 2 ไม่ว่าเราจะไปถามใครที่ไหนว่า 1+1 เท่ากับเท่าไร เราจะได้คำตอบว่า 2 และถ้าเราคิดว่า 1+1 = 4 หรือ 5 หรือ 6 เราอย่าไปโกรธคนอื่นเขาเพราะคำตอบของเขาเป็นคำตอบที่คนทั่วไปยอมรับว่าถูก แต่ในอนาคตพ่อก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าจะเป็นอย่างไร

ตัวอย่างที่พ่อยกขึ้นมานี้ต้องการจะบอกว่า หลายๆครั้งที่สัตบุรุษมีปัญหากับพระสงฆ์ หรือมีปัญหากันเอง เพราะเรามีคำถามและมีคำตอบของเราในใจที่ยึดมั่นถือมั่นอยู่แล้ว และเราก็ไปถามคนอื่นเพื่อให้เขายืนยันว่าคำตอบของเราถูก แต่คนที่เราไปถามเขาไม่ยอมยืนยันคำตอบของเรา เพราะเขายึดมั่นในความถูกต้อง คำตอบของเขาจึงไม่ตรงกับใจเรา เราจึงโกรธชาวบ้านเขาไปทั่ว อาทิ หลายคนมาหาพระสงฆ์ และบอกว่าคุณพ่อฉันจะให้พ่อทำอย่างนี้……….คุณพ่อก็ตอบว่าไม่ได้ เพราะมันเป็นสิ่งที่ผิดทำไม่ได้จริงๆ เราจะมากี่ครั้งคำตอบก็เหมือนเดิม เพราะมันผิด แต่เราต้องการให้คุณพ่อยืนยันคำตอบว่าถูก เมื่อไม่ไดอย่างใจเราก็โกรธหาว่าผู้อื่นฟังภาษาคนไม่รู้เรื่อง คนแบบนี้ก็มีให้เห็นอยู่เนืองๆหรืออีกประเภทหนึ่งก็เป็นประเภทที่พยายามเอาเสียงข้างมาก มาบีบคั้นให้คำตอบที่ผิดกลายเป็นถูก แต่เสียงข้างมากใช่ว่าจะเป็นคำตอบที่ถูกเสมอไป เพราะฉะนั้นเราต้องระวังมากๆในเรื่องนี้ ต้องพยายามแสวงหาความจริงและยึดมั่นในความถูกต้อง อย่าตามกระแส เมื่อไม่นานนี้พ่อได้ยินเด็กๆเขาคุยกันว่า “วันนี้สวดเยอะจุงเบิย” “อิ่มจุงเบิย” “สวยจุงเบิย” ได้ยินมาว่าคำพูดเหล่านี้มาจากสังคมออนไลน์ ซึ่งเพี้ยนมาจากคำว่า “จังเลย” คำๆนี้เราจะยอมรับได้ไหมว่ามันเป็นคำพูดที่ถูกต้อง ถ้าจะพูดเล่นกันพอสนุกสนานก็คงจะไม่เป็นไรหรอก แต่ถ้าเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับศีลธรรม จริยธรรม และเกี่ยวกับชีวิต ก็น่าคิดเหมือนกันว่าเราจะยอมถูกครอบงำทางความคิดอย่างนี้ง่ายๆหรือเปล่า อาทิ คนที่ดีมีคุณภาพของสังคม คนจะมีความสุขได้ ต้องมีเงินทองเยอะๆ มีรถหรูๆขับ มีบ้านหลังใหญ่ๆ มีโทรศัพท์มือถือรุ่นแพงๆใช้ ฯลฯ หลายๆคนเข้าใจผิดถูกครอบงำด้วยความคิดเช่นนี้ จึงยอมทำทุกอย่าง ทุจริต เบียดเบียนคนอื่น ฯลฯ เพื่อจะให้ได้มาซึ่งสิ่งเหล่านี้ โดยมีเหตุผลว่า “ใครๆเขาก็คิดและทำอย่างนี้กันทั้งนั้น” พ่อคิดว่านี่เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง และคริสตชนต้องยืนหยัดในความจริงและความดี

หวังว่าสิ่งที่พ่อเขียนไว้ให้พี่น้องอ่านคงจะช่วยให้พี่น้องดำเนินชีวิตรอบคอบมากขึ้น รู้จักคิดไตร่ตรองสิ่งต่างๆที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของเรา ก่อนที่จะตัดสินใจรับหรือไม่รับ ทำหรือไม่ทำ การกระทำอย่างนี้จะช่วยเราในฝึกฝนมโนธรรม ทำให้เราสามารถแยะแยกผิดชอบชั่วดีได้อย่างถูกต้องเที่ยงตรง และจะช่วยลดความขัดแย้งลงได้บ้าง เพราะหลายๆครั้งความขัดแย้งนั้นเกิดจากการยึดมั่นถือมั่นในความผิดหลงนั่นเอง

จากคุณพ่อเจ้าวัด\

ความมืดบอดฝ่ายจิตวิญญาณ

เวลาที่เราพบคนตาบอดขึ้นรถประจำทางหรือข้ามถนน เราจะรู้สึกสงสารและรู้สึกทึ่งในเวลาเดียวกัน เพราะการเดินทางของเขานั้นยากลำบากต้องคอยระวังอยู่ตลอดเวลา บางครั้งก็รู้สึกทึ่งเพราะเขามีประสาทสัมผัสส่วนอื่นที่ดีกว่าเรามาก อาทิ การสัมผัส การได้กลิ่น และความทรงจำ นั่นเป็นเพราะพระเจ้าทรงพระเมตตาประทานบางสิ่งมาทดแทนส่วนที่เขาบกพร่องไป คนตาบอดทางกายภาพนับว่าเป็นบุคคลที่น่าเห็นใจอยู่แล้ว แต่คนที่มืดบอดฝ่ายจิตวิญญาณก็น่าเวทนามากกว่า เพราะเขาอยู่ในความผิดหลง อยู่ในบาป ไม่ยอมรับความเป็นจริงของชีวิต ไม่เห็นแสงสว่างแห่งธรรม บุคคลประเภทนี้พระเยซูคริสตเจ้าทรงสอนว่า เป็นบุคคลที่มีความเสี่ยงสูงมากที่จะสูญเสียชีวิตนิรันดร “มนุษย์จะได้รับการอภัยบาปทุกชนิดรวมทั้งดูหมิ่นพระเจ้าด้วย แต่คำดูหมิ่นพระจิตเจ้า…….กล่าวร้ายต่อพระจิตเจ้าจะไม่ได้รับการอภัยเลยทั้งในโลกนี้และในโลกหน้า”(มธ.12:31-32) ที่พระองค์สอนเช่นนี้เพราะการดูหมิ่นพระจิตเจ้า และการกล่าวร้ายต่อพระจิตเจ้า หมายถึงการไม่ยอมรับความจริง ไม่สำนึกถึงความผิดของตน เพราะพระจิตเจ้าคือองค์ความจริง

พระเยซูคริสตเจ้ายังสอนด้วยว่าถ้าจะต้องแลกระหว่างตาบอดกับสูญเสียชีวิตนิรันดร เราต้องยอมตาบอดจะดีกว่าเสียชีวิตนิรันดร “ถ้าตาข้างหนึ่งของท่านเป็นเหตุให้ท่านทำบาป จงควักมันออกเสีย ท่านจะเข้าสู่พระอาณาจักรของพระเจ้า….ดีกว่า…ถูกโยนลงนรก”(มก.9:47) สิ่งที่กล่าวมาข้างต้นนั้นแสดงให้เห็นว่า ความมืดบอด ความป่วยไข้ฝ่ายจิตวิญญาณอันตรายยิ่งกว่าทางกายภาพ เพราะฉะนั้นเราต้องพยายามเอาใจใส่ดูแลรักษาสภาพฝ่ายจิตวิญญาณอยู่เสมอ โดยการพิจารณามโนธรรมทุกๆวัน ถ้าเรารู้สึกว่ามีอะไรบกพร่องทางจิตวิญญาณ อาทิ ทำแล้วรู้สึกไม่สบายใจ ทำแล้วรู้สึกว่าถูกตำหนิจากภายใน ฯลฯ เราต้องรีบเข้าไปรับการรักษาจากพระเมตตาของพระเจ้าทางศีลอภัยบาปทันที

ท่าทีของบารทิเมอัสขอทานตาบอดคนนั้น ความรู้สึกทุกข์ทรมานกับการตาบอดของเขา ความพยายามที่จะพ้นจากสภาพนั้น เขากระตือรือร้นหาทาง คอยโอกาส และเมื่อมีโอกาสเขาร้องขอพระเมตตาด้วยเสียงอันดัง “เมื่อได้ยินว่าพระเยซูชาวนาซาเร็ธกำลังผ่านมา เขาเริ่มส่งเสียงร้องตะโกนว่า ข้าแต่พระเยซูโอรสของกษัตริย์ดาวิดเจ้าข้า โปรดเมตตาข้าพเจ้าเถิด”(มก.10:47) เป็นสิ่งที่น่าสนใจ เพราะมันทำให้เขาได้รับพระเมตตาจากพระเจ้า คนจะกลับตัวกลับใจเปลี่ยนวิถีชีวิตได้ ต่อเมื่อเขารู้สึกได้ถึงความทุกข์ความน่าทุเรศทุรังของวิถีชีวิตแบบเดิมเช่นเดียวกับขอทานตาบอดคนนั้น เพราะเมื่อสบโอกาสเขาจะรีบไขว่คว้าทันทีโดยไม่หวั่นเกรงอุปสรรค์ใดๆ และยินดีละทิ้งวิถีชีวิตแบบเดิมๆที่ทำให้เขาเจ็บช้ำ “หลายคนดุเขาให้เงียบแต่เขากลับตะโกนดังยิ่งขึ้น…..ทำใจดีๆไว้ลุกขึ้น….คนตาบอดสลัดเสื้อคลุมทิ้ง กระโดดเข้าไปเฝ้าพระเยซูเจ้า”(มก.10:48-50)

ขอให้พระวาจาของพระเจ้าที่เราได้อ่านได้ฟังในวันนี้ ช่วยเราให้มีความกล้าหาญที่จะพิจารณาไตร่ตรองชีวิตของเราอย่างจริงจัง ยอมรับความอ่อนแออันเป็นความเป็นจริงแห่งชีวิต เปิดตามองแสงสว่างแห่งธรรม วอนขอพระเมตตาจากพระเจ้า และยินดีสละวิถีชีวิตแบบเดิมๆที่เต็มไปด้วยความเลวร้าย อบายมุข ความผิดหลง เพื่อเราจะได้มีชีวิตใหม่ในความสัมพันธ์ที่ดีกับพระเจ้า เพื่อนมนุษย์ และธรรมชาติที่งดงาม เพราะตาแห่งจิตวิญญาณของเรามองเห็นแล้ว

พระเจ้าสถิตกับท่าน
คุณพ่อ สมชาย อัญชลีพรสันต์

ประกาศ

  1. ศาลาอเนกประสงค์ได้ดำเนินการก่อสร้างแล้ว สำหรับผู้ที่เคยแจ้งเจตจำนงที่จะช่วยเหลือ ถ้ายังมีเจตจำนงเหมือนเดิม และท่านอื่นๆที่ต้องการช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในการสร้างสามารถมามอบให้กับพ่อ และบริจาคได้ที่ตู้ทานหน้าวัดตามความสามารถ
  2. ขอให้เด็กๆ ที่อายุไม่เกิน 18 ปี บริบูรณ์ ลงชื่อ เพื่อสอยดาวรับของขวัญในคืนวันที่ 24 ธ.ค. ได้ที่หน้าวัด
  3. วันพุธที่ 31 ต.ค. 2012 ขอเชิญสวดสายประคำที่หน้าบ้านพักพระสงฆ์ มิสซาเวลา 18.00 น. สวดสายประคำเวลา 18.30 น.
  4. วันศุกร์ที่ 2 พ.ย. 2012 เป็นวันคิดถึงผู้ล่วงลับ และวันศุกร์ต้นเดือน ขอเชิญพี่น้องมาร่วมมิสซาเวลา 19.00 น.
  5. ขออาสาสมัครเด็กเล่นละครคริสต์มาสต้องการผู้แสดงจำนวนมาก ลงชื่อ เบอร์โทรศัพท์ได้ที่หน้าวัด จะเริ่มซ้อมภายในเดือนตุลาคม
  6. ขอเชิญร่วมส่งภาพถ่ายเข้าประกวด ในหัวข้อ “กิจกรรม ความรัก ความศรัทธา” ชิงรางวัล 4,000 บ. 2,000 บ. 1,000 บ. และ 500 บ. 2 รางวัล เริ่มส่งได้ช่วงนี้จนถึงวันอาทิตย์ที่ 13 ม.ค. 2013 ส่งได้ที่คณะกรรมการสภาภิบาล

download ไฟล์ สารวัดฉบับเต็ม ได้ที่นี่ สัปดาห์ที่ 28-10-2012

Tags: , ,

'งดแสดงความคิดเห็น'.