ฉบับที่ 967 วันอาทิตย์ที่ 29 กรกฎาคม 2555 เทศกาลธรรมดา

บอกเล่าให้ฟัง

ในขณะที่โลกของเราวิวัฒนาการไปตามกาลเวลา มนุษย์ต้องเผชิญกับปัญหาต่างๆมากมาย ปัญหาต่างๆเหล่านี้มาจากไหน สรรพสิ่งต่างๆบนใบนี้ที่ดำเนินไปตามวิถีทางธรรมชาติอย่างที่พระเจ้ากำหนด มันจะรู้ไหมว่ามันจะสูญพันธุ์เมื่อไร ไดโนเสาร์มันคงไม่รู้หรอกว่าพวกมันจะอยู่เป็นเจ้าครองโลกใบนี้ได้สักกี่ปี และพวกมันจะต้องสูญพันธ์ไปในยุคก่อนประวัติศาสตร์ เมื่อมนุษย์ผู้มีปัญญาไปขุดค้นพบซากของมัน ทราบถึงความยิ่งใหญ่โหดร้ายของมันต่างก็โมทนาสาธุที่พวกมันสูญพันธุ์ไปเสียได้ เพราะขนาดลูกหลานสายพันธุ์เดียวกับพวกมันซึ่งเป็นสัตว์เลื้อยคลานขนาดใหญ่ดุร้าย เราเห็นแล้วยังสยองอาจจะมีนักค้นคว้าวิจัยบางคนอยากให้พวกมันมีชีวิตอยู่จนถึงวันนี้ แต่ในที่สุดก็ต้องจำนนด้วยเหตุผลว่ามันไม่เหมาะสมกับกาลเวลา จึงมีการสร้างภาพยนตร์ขึ้นมาสะท้อนภาพให้เห็นว่า ถ้านักวิทยาศาสตร์สามารถทำให้ไดโนเสาร์กลับคืนชีพขึ้นมาได้จะเกิดอะไรขึ้น พอจะสรุปได้ว่าพวกมันสูญพันธุ์ไปได้นั่นแหละดีและเหมาะสมที่สุดแล้ว แสดงว่าพระประสงค์ของพระเจ้าในทุกสิ่งนั้นดีและเหมาะสมสำหรับเรา

ปัญหาที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ส่วนใหญ่เป็นเพราะเรามนุษย์ฉลาดเกินไป หรืออาจกล่าวอีกนัยหนึ่งว่าจองหองจนขาดความเชื่อมั่นในพยานสอดส่องของพระเจ้า คิดวางแผนจนเลยเถิดเกินความเป็นจริงและมักจะคิดไปก่อนล่วงหน้า อาทิ มีบางคนคิดว่าประชากรจะล้นโลกและทรัพยากรธรรมชาติจะไม่พอเพียงสำหรับจำนวนประชากร เขาจึงคิดวิธีการคุมกำเนิดขึ้นทั้งๆที่พระเจ้าทรงจัดจังหวะเวลาที่จะสามารถปฏิสนธิ และไม่ปฏิสนธิไว้แล้วพระศาสนจักรเรียกว่าการวางแผนครอบครัวตามธรรมชาติ ที่ไม่เรียกว่าการคุมกำเนิดตามธรรมชาติเพราะพระเจ้าวางแผนการกำเนิดไว้แล้วนั่นเอง แต่น่าเสียดายมนุษย์ชอบทำตามใจตนเองมากกว่าทำตามพระประสงค์ของพระเจ้า มนุษย์จึงใช้วิธีการคุมกำเนิดแทนที่จะคุมกำหนัด ทำให้เกิดทฤษฎี 4 – 2 – 1 ขึ้น 4 = ปู่ย่าตายาย 2 = สามีภรรยา 1 = ลูก เวลานี้ทฤษฎีนี้บรรลุผลแล้ว ช่องว่างระหว่างผู้สูงอายุและคนวัยทำงานกว้างมากประมาณ 1 ต่อ 4 คนวัยทำงาน 1 คน ต้องดูแลผู้สูงอายุประมาณ 4 คน ปัญหาการขาดแรงงาน แรงงานต่างด่าว โรงเรียนจำนวนมากมีเด็กนักเรียนน้อยลง พ่อแม่ไม่กล้าขัดใจลูกเพราะกลัวลูกจะไม่เลี้ยงเมื่อสูงอายุแล้ว ฯลฯปัญหาที่ยกตัวอย่างขึ้นมานั้นจะเห็นว่ามันส่งผลระยะยาว ถ้าลองคิดถึงระบบนิเวศที่พระทรงวางไว้หรือเรื่องไดโนเสาร์ที่เล่าให้ฟังข้างต้น เราพอจะอนุมานได้ว่า “พระเจ้าทรงรักมนุษยชาติและโลกที่พระองค์ทรงสร้างถึงเพียงนี้ พระองค์จะทรงสร้างทรัพยากรธรรมชาติไม่พอเพียง และยอมให้ประชากรล้นโลกเทียวหรือ” พระศาสนจักรให้ข้อคิดไว้ว่า “เราต้องพิจารณาสถานการณ์ที่เกิดขึ้นดูว่า ปัญหาเกิดขึ้นเพราะพระเจ้าทรงสร้างโลกผิดพลาด ทำให้ทรัพยากรธรรมชาติไม่เพียงพอ หรือเพราะมนุษย์เห็นแก่ตัวมากขึ้นไม่รู้จักพอ และขาดจิตตารมณ์แห่งการแบ่งปันกันแน่” เพราะฉะนั้นเมื่อต้องเผชิญกับปัญหาเหล่านี้สำหรับผู้ที่มีความเชื่อ จะต้องคิดบนพื้นฐานแห่งความเชื่อมั่นในพยานสอดส่องหรือพยานเอื้ออาทรของพระเจ้าว่า พระเจ้าทรงดูแลและจัดเตรียมทุกอย่างดีและเหมาะสมสำหรับมนุษยชาติอยู่แล้ว มนุษย์อย่าบังอาจอวดรู้กับพระเจ้าเพราะทุกครั้งที่มนุษย์ทำเช่นนี้ปัญหายิ่งใหญ่จะเกิดขึ้นอย่างที่เรากำลังเผชิญอยู่ทุกวันนี้

จากคุณพ่อเจ้าวัด

พระเจ้าทรงเป็นผู้เลี้ยงดูข้าฯ

“เราเป็นปังแห่งชีวิต ผู้ที่มาหาเราจะไม่หิว และผู้ที่เชื่อในเราจะไม่กระหายอีกเลย”(ยน.6:34) “จงสังเกตดูนกกาเถิด นกกามิได้หว่าน มิได้เก็บเกี่ยว ไม่มีโรงนา ไม่มียุ้งฉาง แต่พระเจ้าทรงเลี้ยงมัน ท่านทั้งหลายมีค่ามากกว่านกกาสักเพียงใด”(ลก.12:24) พระเจ้าทรงเผยแสดงพระองค์ทางพระคัมภีร์หลายครั้งให้เราทราบว่า “พระองค์ทรงเป็นผู้ที่คอยดูแลค้ำจุนชีวิตมนุษย์” เป็นการย้ำเตือนเราให้มีความวางใจในพระองค์และรู้จักลำดับคุณค่าในชีวิตให้ถูกต้อง “จงแสวงหาพระอาณาจักรของพระเจ้าก่อนเถิด แล้วพระองค์จะทรงเพิ่มเติมทุกสิ่งให้”(ลก.12:31) การทวีอาหารเลี้ยงประชากร ในหนังสือพงศ์กษัตริย์สมัยประกาศกเอลีชา (2พกษ.4:42-44) และการทวีขนมปัง 5 ก้อนกับปลา 2 ตัว เลี้ยงคนห้าพันคนไม่นับผู้หญิงและเด็ก (ยน.6:1-15) เป็นสิ่งที่ทำให้เราทราบว่าพระเจ้าทรงเลี้ยงดูเราได้แน่นอน ถ้าเรามีความเชื่อและวางใจในพระองค์ การมีความเชื่อและวางใจในพระเจ้ามิได้หมายความถึงการงอมืองอเท้าเกียจคร้านในการทำงาน ตรงกันข้ามมันเป็นการทำหน้าที่ของตนเองสุดความสามารถโดยจัดลำดับคุณค่าก่อนหลังอย่างถูกต้อง และที่เหลือพระเจ้าจะจัดการให้อย่างเหมาะสม

การทวีขนมปัง 5 ก้อนกับปลา 2 ตัวเลี้ยงคนจำนวนมากมาย สามารถตีความได้ว่าพระเจ้าทรงสามารถทำอัศจรรย์เช่นนั้นได้ และเราก็เชื่อเช่นนั้นจริง แต่พระองค์คงไม่ทำอัศจรรย์ซึ่งเป็นเหตุการณ์เหนือธรรมชาติ ให้เกิดขึ้นบ่อยๆอย่างฟุ่มเฟือย มิเช่นนั้นแล้วพระองค์คงไม่สร้างมนุษย์มาให้มีสติปัญญาเป็นเลิศ สามารถคิดค้นเครื่องมือต่างๆในการอำนวยความสะดวกยังชีพได้มากมาย และให้เกียรติเชิญชวนมนุษย์ให้ร่วมมือกับพระองค์ในการสร้างสรรค์โลกให้น่าอยู่อย่างนี้ จากเรื่องการทวีขนมปังเราเห็นอย่างชัดเจนว่าพระเยซูคริสตเจ้าทรงสามารถทำอัศจรรย์ แต่ทรงขอความร่วมจากมนุษย์พระองค์ทรงปรึกษาหารือกับบรรดาศิษย์ และขอขนมปัง 5 ก้อนกับปลา 2 ตัวจากเด็กคนหนึ่ง “จึงตรัสแก่ฟิลิปว่า พวกเราจะซื้อขนมปังที่ไหนให้คนเหล่านี้กิน……อันดรูว์……ทูลว่าเด็กคนหนึ่งที่นี่มีขนมปัง 5 ก้อนกับปลา 2 ตัว”(ยน.6:5-9) แล้วพระองค์ทรงขอขนมปังและปลาจากเด็กทวีขึ้นเลี้ยงคนจำนวนมากมาย นักตีความพระคัมภีร์บางพวกตีความเรื่องการทวีขนมปัง 5 ก้อนกับปลา 2 ตัวเลี้ยงคนมากมายโดยเลี่ยงเรื่องการทำอัศจรรย์ พวกนี้ตีความว่า “พระเยซูคริสตเจ้าจงใจเอาขนมปัง 5 ก้อนกับปลา 2ตัวจากเด็กซึ่งเป็นคนที่ไร้ศักดิ์ศรีในเวลานั้น แล้วสั่งให้นำไปแจกให้กับประชาชน” เมื่อผู้คนเห็นดังนั้นก็รู้สึกละอายใจจึงนำขนมปังและอาหารที่แต่ละคนพกติดตัวมาแบ่งปันกันกินจนอิ่ม

การตีความโดยไม่เน้นการทำอัศจรรย์ก็ดีเหมือนกัน เพราะเป็นการแสดงให้เห็นเด่นชัดว่า “จิตตารมณ์แห่งแบ่งปันมีความจำเป็นต่อการดำเนินชีวิตร่วมกัน เพราะจะนำมาซึ่งความสุขของคนในสังคม” ที่สังคมทุกวันนี้มีปัญหาเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า คนยากจนค่อนประเทศมีคนรวยๆอยู่ไม่กี่คน ก็เพราะว่าเราอยู่ด้วยกันโดยทฤษฎีการแกร่งแย่งแข่งขันมือใครยาวสาวได้สาวเอา ปลาใหญ่กินปลาเล็ก ขาดความรักความเมตตาเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ดังนั้นถ้าเราอยากเห็นสังคมน่าอยู่มีความสุขมากขึ้น เราคงต้องทำเหมือนเด็กคนนั้นที่นำเอาของเล็กๆน้อยๆที่ตนเองมีออกมาแบ่งปันให้กันและกัน เชื่อแน่ว่าการกระทำเช่นนี้จะทำให้คนกินดีอยู่ดีมากขึ้น และไม่แน่ว่ามันอาจจะทำให้อีกหลายๆคนที่มีมากละอายใจบ้างก็เป็นได้

พระเจ้าสถิตกับท่าน
คุณพ่อ สมชาย อัญชลีพรสันต์

ประกาศ

  1. ศาลาเอนกประสงค์ได้ดำเนินการก่อสร้างแล้ว สำหรับผู้ที่เคยแจ้งเจตจำนงที่จะช่วยเหลือ ถ้ายังมีเจตจำนงเหมือนเดิม และท่านอื่นๆที่ต้องการช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในการสร้างสามารถมามอบให้กับพ่อ และบริจาคได้ที่ตู้ทานหน้าวัดตามความสามารถ
  2. วันอาทิตย์นี้ ขอเชิญผู้ช่วยมิสซา ผู้ที่จะมาหัดช่วยมิสซา และผู้ที่สนใจที่อ่านพระคัมภีร์ร่วมกัน รวมกันที่ศาลาเรือนไทย หลังมิสซา เวลา 10.30 น. เพื่อฝึกช่วยมิสซาและพระคัมภีร์ร่วมกัน
  3. วันอาทิตย์ที่ 5 ส.ค. 2012 เป็นวันอาทิตย์ต้นเดือนหลังมิสซามีโปรดศีลล้างบาปเด็ก ผู้ที่ต้องการนำเด็กมารับศีลล้างบาปให้กรอกข้อมูลล่วงหน้า ใบกรอกข้อมูลรับได้ที่บ้านพักพระสงฆ์ ส่งก่อนวันล้างบาป
  4. วันเสาร์ที่ 11 – วันอาทิตย์ที่ 12 ส.ค. 2012 เขต 2 จัดอบรมส่งเสริมชีวิตครอบครัวที่บ้านคริสตีนาปากเกร็ด เริ่มวันเสาร์เวลา 9.00 น. จบเวลา 12.00 น. วันอาทิตย์ สำหรับผู้ที่แต่งงานเรียบร้อยแล้ว สนใจลงชื่อได้ที่หน้าวัด (ต้องเข้าอบรมทั้งคู่)

download ไฟล์ สารวัดฉบับเต็ม ได้ที่นี่ สัปดาห์ที่ 29-07-2012

Tags: , ,

'งดแสดงความคิดเห็น'.