ฉบับที่ 921 วันอาทิตย์ที่ 11 กันยายน 2554 สัปดาห์ที่ 24 เทศกาลธรรมดา

บอกเล่าให้ฟัง

เดือนกันยายนเป็นเดือนที่มีวันฉลองเทิดทูนไม้กางเขนศักดิ์สิทธิ์ของพระเยซูคริสตเจ้า ไม้กางเขนสำหรับคริสตังเป็นเครื่องหมายแสดงถึงความรักของพระเจ้าที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง เป็นหนทางแห่งความรอดพ้นซึ่งนักบุญเปาโลเคยกล่าวไว้ว่า “สำหรับชาวกรีกไม้กางเขนเป็นเรื่องโง่เขลา เบาปัญญา สำหรับชาวยิวเป็นที่น่าอัปยศอดสู แต่สำหรับเราคริสตชนเป็นเครื่องหมายแสดงถึงความรักของพระเจ้า ซึ่งยอมมอบทุกอย่างให้กับเราแม้กระทั้งพระบุตรสุดที่รักของพระองค์ ให้มารับทนทรมาน สิ้นพระชนม์ เพื่อช่วยมนุษยชาติให้ได้รับความรอดพ้น”

สำหรับพ่อเป็นเรื่องที่น่าแปลกใจอยู่ไม่น้อยที่คติพจน์ของพระอัครสังฆราชของอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ สองท่านติดต่อกันกล่าวถึงเรื่องไม้กางเขน ของพระคาร์ดินัล ไมเกิ้ล มีชัย กิจบุญชู “Per Crucem Ad Lucem” ผ่านทางไม้กางเขน สู่ความสุกใสรุ่งโรจน์ ส่วนของพระอัครสังฆราช ฟรังซิสเซเวียร์ เกรียงศักดิ์ โกวิทวาณิช “Verbum Crucis Dei Virtus Est” คำสอนเรื่องกางเขน เป็นอานุภาพของพระเจ้า พ่อรำพึงเรื่องนี้ตั้งแต่แรกเห็นแล้ว พ่อคิดถึงภาระอันหนักอึ้งซึ่งพระคุณเจ้าทั้งสองต้องแบกในฐานะผู้เลี้ยงแกะของพระเจ้า ที่จะต้องนำพาฝูงแกะของตนไปถึงเป้าหมายแท้จริงของชีวิต คือความสุกใสรุ่งโรจน์หรืออานุภาพแห่งความรักของพระเจ้า พระคุณเจ้าฟรังซิสเซเวียร์ เกรียงศักดิ์ โกวิทวาณิช ได้กล่าวบ่อยๆ เกี่ยวเรื่องการประกาศข่าวดีและงานอภิบาลว่า “ไม่มีใครอื่นอีกแล้ว มีแต่พวกเราเท่านั้น” คำกล่าวนี้แสดงถึงนัยสำคัญว่า “พระคุณเจ้าต้องการความร่วมมือจากพวกเราทุกคน ในการขับเคลื่อนพันธกิจในการประกาศข่าวดีให้ถึงเป้าหมาย”หนทางแห่งไม้กางเขนเป็นชีวิตจริงไม่ใช่เรื่องมายาหลอกลวง ถ้าเราหมั่นรำพึงถึงความเป็นไปของชีวิต เหมือนพระเยซูคริสตเจ้าทรงรำพึงถึงการเติบโตมีชีวิตของต้นข้าว เราก็จะพบสัจธรรมความจริงเหมือนพระองค์พบมาแล้ว “เมล็ดข้าวที่ไม่ได้ตกลงในดินและเน่าเปื่อย มันจะคงอยู่เพียงเมล็ดเดียว แต่ถ้ามันลงในดินและเน่าเปื่อยมันจะงอกเป็นต้นใหม่” ฉันใดก็ฉันนั้นชีวิตของเราจึงหลีกไม่พ้นสัจธรรมความจริงประการนี้ การเปลี่ยนใหม่ เกิดใหม่ พัฒนา เติบโต ล้วนต้องผ่านความทุกข์ยากลำบากด้วยกันทั้งสิ้น กว่าจะเป็นผีเสื้อที่บินประดับโลกให้สวยงามมันเคยเป็นตัวหนอน มันต้องลอกคราบมาแล้วไม่รู้กี่ครั้งจนในที่สุดมันต้องสละดักแด้คราบเก่าทิ้งไปจึงกลายเป็นผีเสื้อสวยงาม กระบวนการเหล่านี้ต้องผ่านความทุกข์ยากลำบากความตายทั้งสิ้น ทุกชีวิตบนโลกใบนี้ตายแล้วเกิดมาหลายครั้งแล้วกว่าจะเป็นเราทุกวันนี้ เด็กชาย และเด็กหญิงคนนั้นอยู่ที่ไหน “ตายไปแล้ว” ชีวิตจะต้องเดินหน้าต่อจนถึงวันที่เราต้องสละสังขารอนิจจังฝ่ายโลก เข้าสู่นิรันดรภาพ ในหนทางแห่งเหวน้ำตาพระเยซูคริสตเจ้าเชิญชวนให้เราเดินติดตามพระองค์ด้วยความเพียรทน ความเข้าใจ หมั่นทำคุณงามความดีอยู่เสมอ “ใครที่อดทนจนถึงที่สุดจะได้รับความรอดพ้น” หนทางไปสวรรค์มีหนทางเดียว เป็นหนทางที่พระองค์นำหน้าชี้ทางให้ ใครที่เดินบนหนทางเดียวกับพระองค์จะได้รับความรอดพ้นมีความสุขนิรันดรกับพระองค์

จากคุณพ่อเจ้าวัด

ความรักแท้ต้องให้อภัยเสมอ

ความเกลียดชัง ความโกรธ และการผูกพยาบาทอาฆาตแค้น ไม่เคยให้คุณกับใคร นักจิตวิทยาหลายท่านยืนยันว่า “พฤติกรรมผิดปกติซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ของสังคม ที่มนุษย์แสดงออกส่วนใหญ่เกิดจากความเจ็บปวด ความโกรธแค้นเปรียบเสมือนบาดแผลกดทับภายใน ซึ่งบุคคลนั้นได้รับมาในอดีต” และวิธีการที่จะสามารถแก้ไขพฤติกรรมเหล่านั้นก็คือต้องย้อนกลับไปเยียวยารักษาแผลใจในอดีต โดยการยอมรับ ทำความเข้าใจใหม่ และให้อภัยกับสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้น ความเกลียดชัง ความโกรธ และการผูกพยาบาทอาฆาตแค้นดูเหมือนว่า “เป็นสิ่งที่แสดงถึงความเข้มแข็ง ความเก่งกล้าสามารถของมนุษย์ ที่สามารถตอบโต้ความชั่วความผิดบกพร่องของผู้อื่นได้ ด้วยความสะใจชนิดตาต่อตาฟันต่อฟัน แต่ตรงกันข้ามมันกลับกลายเป็นความอ่อนแอของมนุษย์ที่ไม่สามารถบังคับตนเอง” ซ้ำร้ายมันยังทำให้เกิดความผิดบกพร่องเชิงพฤติกรรมอีกด้วย ส่วนการให้อภัยดูเหมือนว่า “เป็นความอ่อนแอของมนุษย์ที่ไม่สามารถตอบโต้ความชั่ว แต่กลับกลายเป็นความเข้มแข็งของคนๆหนึ่งซึ่งสามารถบังคับตนเอง” และยังเป็นสิ่งที่นำความสงบสุขมาให้แก่คนๆนั้น

คำสอนของพระเยซูคริสตเจ้ามักจะสวนทางกับคำสอนทางโลก ทางโลกสอนให้รักคนที่รักและทำดีกับเราเท่านั้น แต่พระองค์สอนให้รักศัตรูด้วย “จงรักศัตรู จงภาวนาให้ผู้ที่เบียดเบียนท่าน”(มธ.5:44) คำสอนทางโลกสอนให้ตอบโต้คนชั่วให้สาสมกับความผิดของเขา แต่พระองค์สอนว่าต้องให้อภัยเสมอ และอย่าตอบโต้ความชั่วด้วยความชั่ว แต่จงคิดดีพูดดีทำดีกับเขา นับุญเปโตรถามพระเยซูคริสตเจ้าว่า “ถ้าพี่น้องทำผิดต่อข้าพเจ้า….ต้องยกโทษให้เขาสักกี่ครั้ง ถึงเจ็ดครั้งหรือไม่”(มธ.18:21) ข้อเสนอของท่านสำหรับกรณีนี้แสดงให้เห็นว่าท่านใจกว้างแล้วในการให้อภัย แต่พระเยซูคริสตเจ้าต้องการมากกว่านั้น “ต้องยกโทษให้เจ็ดคูณเจ็ดสิบครั้ง”(มธ.18:22) คำตอบของพระองค์ไม่ใช่จำนวนนับแต่หมายความว่า “ต้องยกโทษให้เสมอ” คำสอนของนี้ในทางปฏิบัติไม่ใช่เรื่องง่ายจนบางคนคิดว่าเป็นไปไม่ได้ แต่ในความเป็นจริงมีบุคคลหนึ่งทำให้เราเห็นเป็นตัวอย่างแล้วคือพระเยซูคริสตเจ้าเอง ขณะที่ผู้คนกำลังทรมานตรึงพระองค์บนไม้กางเขนพระองค์ตรัสว่า “พระบิดาเจ้าข้า โปรดอภัยความผิดแก่เขาเถิด เพราะเขาไม่รู้ว่ากำลังทำอะไร”(ลก.23:34) คำสอนนี้จึงมีน้ำหนักมากพบที่จะทำให้เราปฏิบัติตามเพราะพระองค์สอนด้วยแบบอย่างชีวิต และนักบุญหลายท่านก็ปฏิบัติมาแล้วจนสำเร็จ

เราวอนขอพระบิดาเสมอเมื่อเราสวดบทข้าแต่พระบิดา “โปรดประทานอภัยแก่ข้าพเจ้า เหมือนข้าพเจ้าให้อภัยแก่ผู้อื่น”(มธ.6:12) ถ้าพระเจ้าปฏิบัติตามคำวอนขอของเราหลายๆคนคงพินาศไปแล้ว เพราะหลายคนยังให้อภัยผู้อื่นไม่ได้ พระเยซูคริสตเจ้าจึงสอนเราให้ปฏิบัติเหมือนที่พระเจ้าปฏิบัติต่อเรา รักเหมือนพระองค์ทรงรัก ให้อภัยเหมือนพระองค์ให้อภัย “พระบิดา….จะทรงกระทำต่อท่านทำนองเดียวกัน ถ้าท่าน…ไม่ยอมยกโทษพี่น้องด้วยใจจริง”(มธ.18:35) ขอพระวาจาของพระเจ้าเตือนใจเราให้เราปฏิบัติต่อผู้อื่น เหมือนที่พระเจ้าปฏิบัติต่อเรามาก่อนแล้ว คือรักอย่างที่พระองค์ทรงรัก ให้อภัยอย่างที่พระองค์ทรงให้อภัยเสมอ

พระเจ้าสถิตกับท่าน
คุณพ่อ สมชาย อัญชลีพรสันต์

ประกาศ

  1. เดือนตุลาคมเป็นเดือนแม่พระ ผู้ใดต้องการเชิญพ่อไปสวดสายประคำที่บ้าน ขอให้ลงชื่อที่อยู่เบอร์โทรศัพท์และที่สังเกตที่ชัดเจนได้ที่หน้าวัด
  2. วันเสาร์ที่ 8 ต.ค. 2011 เขต 2 จัดเข้าเงียบฟื้นฟูจิตใจครั้งที่ 2 ที่วัดแม่พระองค์อุปถัมภ์มีวจนะพิธีกรรมศีลอภัยบาป และโปรดบาปต้องสงวน และเพื่อทำความเข้าใจในเรื่องวิถีชุมชนวัด เชิญทุกท่านลงชื่อเพื่อเข้าร่วมเข้าเงียบได้ที่หน้าวัด
  3. ขอเชิญผู้ที่สนใจหรือผู้ที่มีจิตอาสา เข้าร่วมอบรมเชิงปฏิบัติการดูแลผู้สูงอายุ ณ ศูนย์คามีเรียน ลาดกระบัง ในวันที่ 26 – 28 ก.ย. 2011 ไม่มีค่าใช้จ่าย ลงชื่อได้ที่หน้าวัด กับคุณพรรณีชมรมผู้สูงอายุ
  4. วันอาทิตย์ที่ 18 ก.ย. 2011 ขอเชิญผู้อ่านบทอ่าน ผู้ที่สนใจมาช่วยอ่านบทอ่าน และผู้ที่ปรารถนามาอ่านพระคัมภีร์ร่วมกัน รวมกันที่ศาลาเรือนไทยหลังมิสซา เวลา 10.30 น.
  5. วันอาทิตย์นี้หลังมิสซา ขอเชิญทุกท่านร่วมพบปะสังสรรค์ ทำและรับประทานอาหารร่วมกันที่เต็นท์ข้างครัวชั่วคราวของวัด

Tags: , ,

'งดแสดงความคิดเห็น'.