ฉบับที่ 898 วันอาทิตย์ที่ 3 เมษายน 2554 สัปดาห์ที่ 4 เทศกาลมหาพรต

บอกเล่าให้ฟัง

ในปัจจุบันเทคโนโลยีเจริญพัฒนาไปอย่างรวดเร็วจนเราตามไม่ทัน ระบบ Internet ทำให้เราติดต่อสื่อสารกันได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น อีกทั้งยังสามารถกระจายข่าวสารออกไปได้อย่างกว้างขวาง บางคนเริ่มมี Web site เป็นของตนเองและมีช่องทางการสื่อระบบอื่นๆทาง Internet ความเจริญเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่ดีถ้าเราใช้อย่างถูกต้อง และมีความรับผิดชอบ เพราะความเจริญเหล่านี้เป็นเหมือนดาบสองคม มีทั้งคุณและโทษในเวลาเดียวกัน ด้วยเหตุนี้เราจึงต้องใช้สิ่งเหล่านี้อย่างระมัดระวัง เพราะถ้ามันก่อให้เกิดผลเสียหรือความเข้าใจผิดมันจะทำให้เกิดในวงกว้างในช่วงเวลาเพียงไม่กี่วินาที ผลเสียหาย และความเข้าใจผิดเหล่านี้เป็นปัญหาที่แก้ยาก เพราะเราไม่ทราบว่าข่าวสารที่เราส่งออกไป ไปถึงไหนถึงใคร และส่งผลกระทบต่อใครบ้าง

พ่อได้ทราบมาว่าสัตบุรุษวัดของเราหลายคนเปิด Web site และพยายามนำเสนอข้อมูลข่าวสารและคำสอนของพระศาสนจักร สำหรับพ่อแล้วเรื่องนี้เกิดจากน้ำใจดีที่เราอยากช่วยพระศาสนจักร ในการเผยแผ่พระธรรมคำสอนแต่ปัญหาอยู่ที่ว่า “เรารู้จริงรู้สิ่งที่ถูกต้องหรือไม่” “แหล่งข้อมูลที่เราไปลอกมาแปลมาเป็นแหล่งข้อมูลที่ถูกต้องตามคำสอนของพระศาสนจักรหรือไม่” เพราะฉะนั้นก่อนจะสื่อสารหรือนำเสนอข้อมูลอะไรออกไปเราควรที่จะใช้วิจารณญาณที่ถูกต้อง และตั้งคำถามอย่างน้อยสองคำถามนี้กับตนเองแล้วตอบให้ชัดเจน อย่างคนที่มีมโนธรรมเที่ยงตรงเสียก่อน พ่อเคยพบคำตอบที่คริสตังบางคนพยายามตอบคำถามแต่เป็นคำตอบที่ไม่ถูกต้อง เป็นคำตอบที่คิดเอาเองไม่ได้ศึกษาค้นคว้ามาอย่างดี พ่อเคยพบกระทู้ที่มาจากคนมองโลกในแง่ลบ มองพระศาสนจักรในแง่ร้ายกล่าวถึงศาสนบริกรในแง่ที่ไม่ดีเลย ซึ่งอาจจะเกิดจากความไม่รู้หรือความเข้าใจผิดก็เป็นได้ อีกทั้งยังมีการนำเสนอข้อมูลที่น่ากลัว อาทิ เรื่องโลกแตกสิ้นพิภพ ฯลฯ สำหรับเรื่องนี้พระเยซูคริสตเจ้าทรงตรัสว่า “ไม่มีใครทราบมีเฉพาะพระบิดาเจ้าสวรรค์เท่านั้นที่ทรงทราบ” แต่คนที่นำเสนอข้อมูลเขาให้ข้อมูลว่าเขารู้ครับ มันก็น่าแปลกใจว่าเขารู้ได้อย่างไร และรู้มาจากไหน การนำเสนอข้อมูลที่ผิดเพี้ยนไม่รู้จริงหรือเกิดจากอคติการมองโลกและคนอื่นในแง่ร้าย ไม่ได้ช่วยพระศาสนจักรในการประกาศข่าวดี แต่เป็นการสร้างความเข้าใจผิดก่อให้เกิดความเสียหายแก่พระศาสนจักร ความผิดเช่นนี้ถือเป็นความผิดสาธารณะซึ่งคนที่ทำจะรับผิดชอบไหวหรือไม่และจะแก้ไขอย่างไรก็ขอให้ไตร่ตรองอย่างรอบคอบด้วย 

เมื่อสัปดาห์ที่แล้วพ่อกับสภาภิบาลไปประชุมเรื่องแผนงานอภิบาลที่บ้านผู้หว่าน มีคุณพ่อหลายท่านถามถึงนามปากกาที่ชอบเขียนชอบตอบหรือเข้าไปใน Web site ที่พวกท่านรับผิดชอบอยู่ พวกท่านเล่าให้ฟังว่าความคิดและข้อความที่เอาขึ้น Web site เป็นข้อความที่แปลกๆอยู่ และไม่ค่อยสร้างสรรค์เท่าไรนัก พ่อคิดว่าคนที่อาจจะมีน้ำใจดีแบบนี้ควรจะมีวิจารณญาณไตร่ตรองอย่างดี ด้วยมโนธรรมที่ถูกต้องเที่ยงตรงก่อนที่จะสื่อสารหรือทำอะไรลงไปนะครับ

จากคุณพ่อเจ้าวัด

เราเลือกเกิดไม่ได้แต่เลือกที่จะเป็นได้

เรื่องพระเยซูคริสตเจ้าทรงรักษาคนตาบอดแต่กำเนิดในพระวรสารนักบุญยอห์น ทำให้เราเห็นภาพพจน์ของคนประเภทต่างๆมากมาย เริ่มจากพระเยซูคริสตเจ้าเอง พระองค์ช่วยเหลือคนตาบอดคนนั้น ทั้งๆที่เขาไม่ได้ขอความช่วยเหลือ ทำให้เราซาบซึ้งในความรักความเมตตาของพระเจ้าที่ทรงรักเรามนุษย์ก่อนเสมอ ทรงสร้างมนุษย์ด้วยความรัก ทรงทำพันธสัญญากับมนุษย์ และเมื่อพันธสัญญานั้นถูกทำลายเพราะมนุษย์ทำบาปพระองค์ทรงเป็นผู้เริ่มต้นใหม่ และพระเยซูคริสตเจ้าเองทรงยืนยันหลายครั้งว่า “พระองค์ถูกส่งมาเพื่อทำการนี้”

คนตาบอดแต่กำเนิด การตาบอดของเขาทำให้เขาได้รับความทุกข์ทรมาน ความทุกข์ทรมานเกิดจากการมองไม่เห็น และเกิดจากคนอื่นที่มองไม่เห็นความต้องการของเขา แต่คนที่ชื่อ “เยซู” เห็นและยื่นมือเข้าช่วยเหลือ ความรักความเมตตาที่พระเยซูคริสตเจ้ามีต่อคนตาบอดนั้น มิได้ช่วยให้เขามองเห็นเท่านั้นแต่ยังเปิดดวงตาแห่งจิตวิญญาณทำให้เขาเห็นแสงสว่างแห่งธรรมมีความเชื่อในพระองค์ เขาทูลพระองค์ว่า “ข้าพเจ้าเชื่อพระเจ้าข้า แล้วกราบนมัสการพระองค์”(ยน.9:38)

คนอีกประเภทหนึ่งคือ คนตาดีฝ่ายกายแต่พวกเขาตาบอดฝ่ายจิตวิญญาณ ประชาชนในบริเวณนั้นที่เฉยเมยต่อความต้องการของผู้อื่นขาดความรักความเมตตาต่อเพื่อนพี่น้อง คนเช่นนี้เป็นคนตาบอดฝ่ายจิตวิญญาณเพราะการละเลยในสิ่งที่ต้องทำ และในการแสดงความรักต่อผู้อื่นถือว่าเป็นบาปแม้ดูเหมือนเขาจะมิได้ทำอะไรผิดก็ตาม พ่อแม่ของคนตาบอดคนนั้นเป็นคนประเภทที่ไม่ต้องการจะเข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องใดๆ เพราะกลัวเป็นภาระ กลัวลำบาก “เขาโตแล้ว ท่านจงถามเขาเองเถิด”(ยน.9:23) คนประเภทนี้ถือว่าเป็นคนที่ขาดความรักต่อผู้อื่น เพราะหลายๆเรื่องในชีวิตเราต้องเข้าไปข้องเกี่ยวเพื่อความดีของส่วนรวม และความถูกต้อง ฟาริสี เป็นคนประเภทที่เชื่อยากทั้งๆที่เห็นกิจการที่พระเยซูคริสตเจ้าทำแต่พวกเขาไม่เชื่อในพระองค์ “พวกเรารู้ว่า พระเจ้าตรัสกับโมเสส แต่เยซูคนนี้ เราไม่รู้ว่าเขามาจากไหน”(ยน.9:29) พวกฟาริสียังเป็นคนจองหองที่คิดว่าตนเองเป็นคนดีอยู่แล้ว ดีกว่าคนอื่นพวกจึงเชื่อและกลับใจยาก “ท่านเกิดมาในบาปทั้งตัว แล้วยังกล้ามาสั่งสอนพวกเราอีกหรือ”(ยน.9:34) การไม่เชื่อในองค์พระเยซูคริสตเจ้านั้นเกิดจากอคติของพวกเขา อาทิ ความอิจฉา ความจองหองคิดว่าตนเองดีหรือแน่กว่าผู้อื่นอยู่เสมอ สภาพจิตใจเช่นนี้เป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณ เพราะคนแบบนี้จะไม่ยอมกลับใจเนื่องจากเขาคิดว่าเขาดีอยู่แล้ว เขาจะไม่เชื่อในพระเจ้าเพราะความจองหองนั่นแหละ จะทำให้เขาตั้งตัวเองเป็นพระเจ้าโดยยึดตัวเองเป็นศูนย์กลาง

คนเราเลือกเกิดไม่ได้แต่เราเลือกที่จะเป็นได้ เหมือนคนตาบอดคนนั้นเขาเกิดมาตาบอดเพราะเขาเลือกเกิดไม่ได้ แต่เขาเลือกที่จะเป็นได้เพราะเขาเลือกที่จะในองค์พระเยซูคริสตเจ้า พวกเราก็เช่นกันเราเลือกที่จะเป็นได้ พระวรสารนักบุญยอห์นได้ให้ภาพพจน์ของคนไว้หลายประเภทเป็นตัวอย่างให้เราสามารถเลือกที่จะเป็น ศีลล้างบาปลบล้างบาป และคืนสิทธิการเป็นลูกของพระเจ้าให้กับเรา แต่เราก็ยังมีอิสรภาพที่จะเลือกปฏิบัติ เลือกที่จะเป็นได้ ขอพระวาจาของพระเจ้าเป็นแนวทางให้เราเลือกที่จะเป็นคนดีมีเมตตา เลือกที่จะเชื่อในพระเจ้า และปฏิบัติตามพระประสงค์ของพระองค์เสมอ

พระเจ้าสถิตกับท่าน
คุณพ่อ สมชาย อัญชลีพรสันต์

ประกาศ

  1. วันอาทิตย์นี้ มีติดตามผลการฟื้นฟูคริสตชน 3 เสาร์ครั้งที่ 2 เรื่อง “พระวาจาของพระเจ้า” ขอเชิญพี่น้องเข้าร่วมรับฟังบรรยายได้ที่ศาลาเรือนไทย หลังมิซาเวลา 10.30 น.
  2. วันอาทิตย์ที่ 10 เม.ย. 2011 เป็นวันผู้สูงอายุของวัดเรา จะมีพิธีโปรดศีลเจิมคนไข้ให้ผู้สูงอายุ หลังมิสซา จะมีการพบปะสังสรรค์ พิธีรดน้ำผู้ใหญ่ และกิจกรรมของผู้สูงอายุ ขอเชิญผู้สูงอายุ และลูกหลานร่วมกิจกรรมที่ศาลาเรือนไทย
  3. ตลอดเดือนเมษายนทางวัดมีค่ายคำสอน มีเด็กมาเรียนคำสอนประมาณ 60-70 คน ผู้ที่มีความปรารถนาที่จะช่วยค่าใช้จ่ายของค่ายอบรมความเชื่อให้เด็กๆลูกหลายของเรา เชิญบริจาคได้ที่ตู้กลางวัด
  4. วันอังคารที่ 5 – วันศุกร์ที่ 8 เม.ย. 2011 มีสัมมนาของพระสงฆ์อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ และเป็นเวลาที่พระอัครสังฆราชจะปรับเปลี่ยนตำแหน่งหน้าที่ของพระสงฆ์ ขอคำภาวนาและของดมิสซาในวันดังกล่าวด้วย

Tags: , ,

'งดแสดงความคิดเห็น'.