ฉบับที่ 913 วันอาทิตย์ที่ 17 กรกฎาคม 2554 สัปดาห์ที่ 16 เทศกาลธรรมดา

บอกเล่าให้ฟัง

สารวัดฉบับนี้พ่อเขียนขึ้นล่วงหน้าในบรรยากาศของการนับคะแนนเสียงเลือกตั้ง เพราะพ่อต้องไปร่วมสัมมนาพระสงฆ์ทั่วประเทศ ในระหว่างที่เขียนก็คิดไปถึงเหตุการณ์ต่างๆที่อาจจะเกิดขึ้นหลังจากรู้ผลเลือกตั้งแล้ว พรรคไหนชนะพรรคไหนแพ้พ่อคิดว่าไม่สำคัญ ถ้าแต่ละพรรคมีน้ำใจเป็นนักกีฬา “รู้แพ้ รู้ชนะ และรู้อภัย” ถึงแม้ว่าการเลือกตั้งไม่ใช่การแข่งขันกีฬา แต่ก็ต้องมีน้ำใจนักกีฬาเช่นกัน พ่อคิดว่าการมีน้ำใจนักกีฬานั้นสามารถใช้ได้กับทุกๆสถานการณ์ในชีวิตของเรา เพราะเรื่องแพ้ชนะผิดหวังสมหวังเกิดขึ้นเสมอในชีวิตของมนุษย์ พ่อไม่ทราบว่าหลังเลือกตั้งแล้วอะไรจะขึ้น ก็ได้แต่ภาวนาขอให้ทุกๆฝ่ายมีน้ำใจเป็นนักกีฬา และเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม

“รู้แพ้” ในชีวิตจริงคงไม่มีใครเป็นผู้ชนะตลอดการ เพราะฉะนั้นการเรียนรู้จัก “แพ้”บ้างคงไม่เสียหายอะไร คนยุคใหม่ส่วนใหญ่เป็นคนแพ้ไม่เป็น เพราะไม่เคยโดนขัดใจมาก่อนอยากได้อะไรก็ต้องได้ เมื่อถึงวันที่ไม่ได้อย่างใจหลายคนก็พาลเกเรจนเสียผู้เสียคน หรือไม่ก็ฆ่าตัวตายประชดชีวิต นี่เป็นเรื่องของเด็กๆที่ไม่ส่งผลกระทบต่อสังคมส่วนรวมมากนัก แต่ถ้าเป็นผู้ใหญ่ที่มีอิทธิพลต่อสังคมส่วนรวมแล้วไม่รู้จักแพ้ พ่อไม่อยากจะคิดเลยว่าอะไรจะเกิดขึ้น พระเยซูคริสตเจ้าทรงสอนให้เรารู้จักแพ้ โดยยอมเป็นผู้แพ้สิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน แต่การแพ้ของพระองค์เป็นการสละตนเองเพื่อความรอดพ้นของมนุษยชาติ การแพ้เช่นนี้กลับกลายเป็นชัยชนะอย่างรุ่งโรจน์ในการกลับคืนพระชนม์ชีพ เพราะเป็นพระประสงค์ของพระบิดา ดังนั้นการรู้จักแพ้เพื่อความสงบสุขและความดีส่วนรวม ก็คงจะเป็นที่มาของพระพร และชัยชนะในใจคน“รู้ชนะ” เมื่อได้ชัยชนะแล้วดีใจเป็นเรื่องธรรมดา แต่ต้องไม่ดูถูกเหยียดหยามทับถมผู้อื่น ไม่ลืมตัว และพยายามใช้โอกาสที่ได้ชัยชนะนั้นก่อให้เกิดประโยชน์สุขแก่ส่วนรวม ชนะอย่างนี้ซิเขาเรียกว่า “ชนะเป็น” พระเยซูคริสตเจ้าทรงได้ชัยชนะในการกลับคืนพระชนมชีพ ชัยชนะของพระองค์มิใช่ชัยชนะเพื่อตนเอง แต่เป็นชัยชนะต่อบาปและความตายเพื่อความรอดพ้นของมนุษยชาติ ถ้าชัยชนะการเลือกตั้งครั้งนี้นำมาซึ่งความตั้งใจดีเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ไม่ใช่เรื่องส่วนตัวไม่ว่าพรรคไหนหรือใครชนะก็คงไม่สำคัญ เพราะทุกคนทุกพรรคมีความตั้งใจดีที่จะนำพาประเทศชาติไปสู่ความเจริญอยู่แล้ว

“รู้อภัย” ในบรรยากาศทางการเมืองที่มีความขัดแย้งรุนแรงอย่างนี้ สิ่งที่จะแก้ไขได้ก็คือ “การให้อภัย” ก่อนที่พระเยซูคริสตเจ้าจะสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน พระองค์ได้วอนขอพระบิดาโปรดให้อภัยแก่ทุกคนที่ทำผิดต่อพระองค์ ทั้งๆที่ความจริงแล้วพระองค์เป็นผู้บริสุทธิ์ กระบวนการทางกฎหมายจะพิสูจน์ว่าใครผิดใครถูกก็ไม่ทราบ แต่ถ้าทุกๆฝ่ายไม่รู้จักให้อภัยเรื่องก็จะไม่มีวันจบ ไม่ว่าฝ่ายไหนถูกหรือผิด พ่อคิดว่าเราน่าจะนำเอาบทเรียนจากหลายๆประเทศที่สามารถนำความสงบสุขกลับคืนมาสู่ประเทศได้ มาใช้ในประเทศของเราบ้างที่เขาทำได้เพราะทุกๆฝ่ายต่างให้อภัยกันและกัน ผู้ที่ทำผิดกล้าออกมาขอโทษยอมรับความผิด คนทำผิดแล้วสำนึกผิดขอโทษก็สมควรได้รับการอภัยและลดหย่อนผ่อนโทษ ยังไม่ทราบว่าหลังจากนี้จะมีอะไรเกิดขึ้นอีกจึงขอให้พี่น้องร่วมใจกันสวดภาวนา เพื่อความสงบสุขในประเทศของเราต่อไป

จากคุณพ่อเจ้าวัด

พระเป็นเจ้าทรงความยุติธรรมและทรงพระเมตตา

ปัญหาเรื่องความดีและความชั่ว คนดีและคนชั่วมีอยู่ปะปนในสังคมมนุษย์ เป็นปัญหาที่ค้างคาใจมนุษย์มาช้านานแม้ในคนๆเดียวก็มีความดีและความบกพร่อง ด้านสว่างและด้านมืด อุปมาเรื่องข้าวละมานและข้าวสาลีได้ให้คำตอบที่ชัดเจนเกี่ยวความเป็นมาเป็นไปของความดีและความชั่ว และท่าทีของพระเป็นเจ้าต่อสถานการณ์เช่นนี้ แน่นอนที่สุดความดีมาจากพระเป็นเจ้า “นายครับ นายหว่านข้าวพันธุ์ดีในนามิใช่หรือ”(มธ.13:27) ความชั่วมาจากปีศาจมารร้าย บาปและความอ่อนแอ “แล้วข้าวละมานมาจากที่ใดเล่า นายตอบว่า ศัตรูมาหว่านไว้”(มธ.13:27-28) และสิ่งที่น่าสังเกตมากกว่านั้นก็คือ ความดีและความชั่วเกิดขึ้นในเวลาที่ต่างกัน ผู้หว่านข้าวสาลีหว่านเวลากลางวัน ส่วนข้าวละมานศัตรูมาแอบหว่านในเวลากลางคืนรอจังหวะตอนที่คนกำลังเผลอ ข้อสังเกตให้ข้อคิดกับเราว่าอะไรก็ตามที่มาอย่างเปิดเผยไม่ค่อยน่ากลัว และส่วนใหญ่เป็นสิ่งที่ดีหรือถ้าเป็นสิ่งที่ผิดก็ไม่ได้เกิดจากความจงใจ แต่สิ่งที่มาอย่างลับๆล่อๆซ่อนเร้นแอบแฝงเป็นสิ่งที่น่ากลัวควรระวังไว้มากๆ อีกทั้งยังทำให้เราเข้าใจได้ว่าความชั่วในตัวเราและในผู้อื่นไม่ใช่แก่นแท้ของมนุษย์ เพราะมันแฝงตัวเข้ามาอย่างช่อนเร้น สิ่งนี้ทำให้เราเข้าใจผู้อื่นและให้อภัยผู้อื่นง่ายขึ้นเมื่อเกิดความผิดพลาด

ผู้รับใช้เสนอว่า “ให้เราถอนมันไหม”(มธ.13:28) นายทัดทานว่า “อย่าเลย เกรงว่าเมื่อท่านถอนข้าวละมาน ท่านจะถอนข้าวสาลีติดมาด้วย”(มธ.13:29) ความคิดของผู้รับใช้และเจ้านาย ทำให้เราเห็นความแตกต่างระหว่างความคิดของมนุษย์และของพระเป็นเจ้า มนุษย์ชอบด่วนลงโทษตัดสินผู้อื่นเมื่อได้ที แต่พระเป็นเจ้าผู้มีอำนาจในการตัดสินกลับทรงพระเมตตาพิจารณาแม้แต่ความดีเล็กๆน้อยของมนุษย์และให้โอกาสไม่ด่วนตัดสินลงโทษ “จงปล่อยข้าวสองชนิดงอกงามขึ้นด้วยกันจนถึงฤดูเก็บเกี่ยว”(มธ.13:30) พระองค์ทรงให้โอกาส ทรงเพียรทนต่อคนชั่วและความชั่วช้าสามานย์ของมนุษย์จนถึงที่สุด พระประสงค์ของพระเป็นเจ้าที่แสดงออกโดยอาศัยเรื่องอุปมานี้เตือนใจเรา ให้คิดอย่างพระองค์ นั่นก็คืออย่าตัดสินผู้อื่น ต้องให้โอกาส ต้องรักและให้อภัยอย่างที่พระองค์ปฏิบัติต่อเรามาก่อนแล้ว

สิ่งที่เราได้รับจากคำอุปมาเรื่องข้าวละมานทำให้เราทราบว่าพระเป็นเจ้าของเรา ทรงเป็นพระเจ้าผู้ทรงรักเมตตามนุษย์สุดพรรณนา และทรงประทานโอกาสให้มนุษย์กลับใจอยู่เสมอ แต่ในที่สุดคำอุปมาเรื่องนี้ก็จบลงด้วยพระยุติธรรมของพระองค์ “จงเก็บเกี่ยวข้าวละมานก่อน มัดเป็นฟ่อน เผาไฟเสีย ส่วนข้าวสาลีนั้น จงเก็บเข้ายุ้งของฉัน”(มธ.13:30) เราทราบจากคำอุปมาเรื่องนี้อย่างชัดเจนว่า พระเป็นเจ้าของเราทรงพระเมตตาและทรงความยุติธรรมในเวลาเดียวกัน เพราะฉะนั้นการดำเนินชีวิตอย่างประมาทอย่างที่หลายๆคนกำลังกระทำ โดยคิดว่าไม่เป็นไรหรอกทำอะไรก็ได้เดี๋ยวก็ได้รับการอภัยเพราะพระเป็นเจ้าทรงพระเมตตา ไม่เป็นไรหรอกมีเวลาอีกตั้งเยอะเดี๋ยวค่อยทำความดี เดี๋ยวค่อยกลับใจไปรับศีลอภัยบาปก็ได้ จึงเป็นการดำเนินชีวิตที่ไม่รอบคอบ เพราะเราไม่ทราบวันเวลาแห่งพระยุติธรรมของพระเป็นเจ้าจะมาถึงเมื่อไร เราจึงต้องใช้วันเวลาและโอกาสที่พระองค์ประทานให้อย่างรีบเร่ง และมีคุณค่ามากที่สุดต่อการดำเนินชีวิตของเรา โดยการกลับใจทำพลีกรรมใช้โทษบาปอยู่เสมอ

พระเจ้าสถิตกับท่าน
คุณพ่อ สมชาย อัญชลีพรสันต์

ประกาศ

  1. วันอาทิตย์นี้ ขอเชิญผู้อ่านบทอ่าน ผู้ที่สนใจจะมาช่วยอ่านบทอ่าน และผู้ที่ปรารถนาที่จะมาอ่านพระคัมภีร์ร่วมกัน รวมกันที่ศาลาเรือนไทย หลังมิสซา เวลา 10.30 น. เพื่ออ่านพระคัมภีร์ร่วมกัน ฝึกการอ่านบทอ่าน และจัดตารางเวลาการอ่านบทอ่าน
  2. เนื่องในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระชนม์อายุ 84 พรรษา พระศาสนจักรในประเทศไทยขอให้คริสตชนชาวไทย ได้ร่วมใจกับชาวไทยในการเฉลิมฉลองนี้ตลอดทั้งปี โดยสวดภาวนาร่วมมิสซาบูชาขอบพระคุณทำกิจการดีถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระองค์ท่านเป็นพิเศษด้วย
  3. วันอาทิตย์ที่ 24 ก.ค. 2011 ขอเชิญผู้ช่วยมิสซา ผู้ที่ปรารถนาจะมาฝึกช่วยมิสซา และผู้ที่ปรารถนาที่จะมาอ่านพระคัมภีร์ร่วมกัน รวมกันที่ศาลาเรือนไทย หลังมิสซา เวลา 10.30 น. เพื่ออ่านพระคัมภีร์ และซ้อมการช่วยมิสซา
  4. วันอาทิตย์ที่ 31 กรกฎาคม 2011 หลังมิสซา ขอเชิญพี่น้องทุกท่านอยู่ร่วมกิจกรรมพบปะสังสรรค์เพื่อทำความรู้จักกัน ของพวกเราชุมชนวัดพระชนนีของพระเป็นเจ้า รังสิต
  5. วันเสาร์ที่ 27 สิงหาคม 2011 เขต 2 จัดเข้าเงียบฟื้นฟูจิตใจที่วัดพระมารดานิจจานุเคราะห์ มีวจนะพิธีกรรมศีลอภัยบาป และโปรดบาปต้องสงวน และเพื่อทำความเข้าใจในเรื่องวิถีชุมชนวัด เชิญทุกท่านลงชื่อเพื่อเข้าร่วมเข้าเงียบได้ที่หน้าวัด

Tags: , ,

'งดแสดงความคิดเห็น'.