ฉบับที่ 14006 วันอาทิตย์ที่ 9 กุมภาพันธ์ 2014

บอกเล่าให้ฟัง

ทุกวันนี้เห็นเด็กๆทำการบ้าน ทำรายงาน แล้วก็อดหวั่นใจไม่ได้ เพราะดูเหมือนว่าอะไรๆมันง่ายและรวดเร็วไปหมด ถ้าใครได้มีโอกาสเห็นเด็กๆเปิดพจนานุกรมหาความหมายของคำศัพท์จากหนังสือพจนานุกรม หรือเห็นพวกเขาค้นคว้าหาความรู้จากหนังสือโดยไม่ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้าช่วย ก็ต้องถือว่าเป็นคนโชคดีมาก เพราะว่าปัจจุบันหาดูได้ยากเต็มที คิดถึงวิธีการแบบเก่าๆ เวลาเราจะหาความหมายของศัพท์คำหนึ่ง เราต้องเริ่มจากการสะกดตัวอักษรของศัพท์คำนั้น และเปิดพจนานุกรมไล่เรียงตามตัวอักษรจนกว่าจะพบ เมื่อพบแล้วจึงดูความหมาย เราลองคิดดูว่าคำที่เราสะกดตัวอักษรอยู่ในใจหลายๆรอบจนพบคำนั้น มันจะมีอะไรติดตาติดอยู่ในความทรงจำบ้าง แต่เดี๋ยวนี้เขาพิมพ์ตัวอักษรลงใน dictionary แล้วกดปุ่มให้มันหา มันก็หาได้ทันทีแถมยังพูดให้ฟังอีกด้วย สิ่งที่ได้มาง่ายๆอย่างนี้จะมีอะไรติดอยู่ในความทรงจำบ้างหรือเปล่า ก็เป็นเรื่องที่น่าคิดอยู่เหมือนกัน ยิ่งเป็นการทำรายงานด้วยแล้ว อยากรู้อะไรก็แค่พิมพ์หัวเรื่องถามนาย google มันก็ให้คำตอบได้ตั้งหลายแบบ ถ้าเด็กๆที่ทำรายงานอ่านและเลือกดูบ้างก็พอใช้ได้อยู่ อย่างน้อยได้อ่านหาความรู้บ้าง แต่ถ้าเจอแล้ว copy ส่งเลยก็น่าคิดอยู่ว่าความรู้จะมาจากไหน เพราะไม่ได้อ่าน ไม่ได้เขียน ไม่ได้พิมพ์ และเขาก็ส่งการบ้านกันทาง e-mail อีกด้วย ส่งที่ได้มาง่ายๆก็เสียไปง่ายๆ สิ่งที่ได้มาง่ายๆจะมีคุณค่าแค่ไหน จะมีความภูมิใจได้อย่างไร มันเป็นเรื่องที่เราจะต้องพิจารณาอยู่เหมือนกัน

ที่เขียนเรื่องนี้มาเล่าให้พี่น้องได้อ่าน ไม่ใช่เพราะเป็นคนต่อต้านเทคโนโลยี ตรงกันข้ามกลับชอบ เพราะมันประหยัดเวลา สะดวกรวดเร็ว และแม่นยำกว่าวิธีเก่าๆ แต่ถ้าเราหลงใหลไปกับมันโดยไม่หาสิ่งอื่นมาทดแทนความดีที่ขาดหายไป อะไรจะเกิดขึ้น การศึกษาแบบกดปุ่มนี้จะทำให้เด็กๆมีความรู้ ความคิดอ่านสร้างสรรค์บ้างหรือเปล่า เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่เราต้องคิดต่อยอดว่า เราควรทำอย่างไรกับสภาพแวดล้อมทางสังคมแบบนี้ หรือควรหาอะไรมาทดแทนความดีที่ขาดหายไป เพื่อเด็กๆของเราจะได้เติบโตขึ้นเป็นคนมีคุณภาพของสังคมพ่อแม่ผู้ปกครองในยุคปัจจุบัน จึงต้องเป็นคนที่เท่าทันต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น อย่ามองข้ามสิ่งเล็กๆน้อยๆเหล่านี้ เพราะมันจะส่งผลในระยะยาว ทุกวันนี้สังคมของเราได้รับความบอบช้ำจากอดีตจนแทบหมดทางเยียวยา เพราะอะไรหรือ? ก็เพราะเรามองข้ามสิ่งเล็กๆน้อยๆอย่างไม่ใยดี อาทิ เราใช้เงินซื้อความสะดวกสบาย จ่ายแล้วจะได้สิ่งที่ต้องการเร็วขึ้น ไม่ต้องสอบ ไม่ต้องเข้าคิว ฯลฯ ผลที่ตามมาในปัจจุบันคืออะไร? ทุกคนคงได้คำตอบอย่างชัดเจนอยู่แล้ว ขอให้สิ่งที่เล่าให้ฟัง เป็นสิ่งที่เตือนสติให้เราฉุกคิดก่อนที่เราจะทำอะไรลงไป คิดถึงอนาคตและมองอะไรไกลๆเข้าไว้ เพื่อเราจะได้ไม่ต้องมาเสียใจภายหลัง เพราะฉะนั้นถ้าเราปรารถนาทำให้สังคมดีขึ้น อะไรเติมได้ต้องเติม อะไรละได้ต้องละ อะไรช่วยได้ต้องช่วยกัน และอย่ามองข้ามความสำคัญของสิ่งเล็กๆน้อยๆรอบตัวเรา พวกเราคงเคยได้ยินนักพิทักษ์สิ่งแวดล้อมกล่าวว่า “เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว” และนักธรรมหลายท่านกล่าวเป็นนัยเดียวกันว่า “น้ำผึ้งเพียงหยดเดียว” “ผู้ที่ซื่อสัตย์ในเรื่องเล็กน้อย ก็จะซื่อสัตย์ในเรื่องที่ใหญ่โตด้วย”

จาก คุณพ่อเจ้าวัด

เกลือดองแผ่นดิน และแสงสว่างส่องโลก

คุณสมบัติที่สำคัญของเกลือคือความเค็ม เพราะเราใช้ความเค็มของเกลือในการถนอมอาหารให้สามารถเก็บไว้ได้นานๆไม่เน่าเสียง่าย ความเค็มของเกลือยังสามารถปรับสภาพของน้ำเสียให้กลับดีขึ้นได้ ด้วยเหตุนี้ พระเยซูคริสตเจ้าจึงเชิญชวนเราคริสตชนให้เป็นเกลือดองเผ่นดิน “ท่านทั้งหลายจงเป็นเกลือดองแผ่นดิน” (มธ.5:13) และยังบอกด้วยว่า ถ้าเกลือไม่มีรสเค็ม เกลือจะมีประโยชน์อะไร “ถ้าเกลือจืดไปแล้ว…เกลือนั้นย่อมไม่มีประโยชน์อะไร” (มธ.5:13) คำเปรียบเทียบของพระเยซูคริสตเจ้า ทำให้เราเห็นบทบาทหน้าที่ของคริสตชนต่อสังคมอย่างชัดเจน “คริสตชนที่ดี ต้องเป็นคริสตชนที่ยึดมั่นในความดี เหมือนเกลือที่มีความเค็ม และต้องพยายามจรรโลงความดีของสังคมให้คงอยู่เหมือนเกลือดองแผ่นดิน” เมื่อกล่าวถึงบทบาทหน้าที่ของคริสตชนต่อสังคมเช่นนี้ ทำให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตของคริสตชน นั่นก็คือ คริสตชนเป็นเกลือดองแผ่นดินได้จริงหรือเปล่า ชุมชนที่มีคริสตชนอยู่กับชุมชนที่ไม่มีคริสตชนอยู่ด้วย มีความแตกต่างกันหรือไม่ ชุมชนนั้นเป็นชุมชนที่ดีขึ้นหรือแย่ลงอย่างไร ถ้าชุมชนที่มีคริสตชนอยู่และไม่มีคริสตชนอยู่ด้วย ไม่มีอะไรแตกต่างกัน ก็น่าคิดอยู่เหมือนกันว่า ชีวิตคริสตชนมีความหมายอย่างไรต่อสังคม และทำไมจึงต้องมาเป็นคริสตชน

“ท่านทั้งหลายเป็นแสงสว่างส่องโลก” (มธ.5:14) คำเชื้อเชิญของพระเยซูคริสตเจ้า ให้คริสตชนเป็นแสงสว่างส่องโลก สะท้อนให้เห็นภาพแห่งภยันตรายของประชาชนที่ดำเนินชีวิตจมอยู่ในความมืดและเงาแห่งความตาย การเดินทางในความมืดเป็นการเดินทางที่ยากลำบาก มีอุปสรรคสิ่งกีดขวางมากมาย และอันตรายอยู่รอบด้าน ด้วยเหตุนี้ แสงสว่างที่ปรากฏหรือจุดขึ้นท่ามกลางความมืดจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ ซึ่งสามารถช่วยผู้เดินทางให้เดินทางอย่างปลอดภัยจนบรรลุเป้าหมาย อีกทั้งยังสามารถช่วยผู้ร่วมทางอื่นๆให้เดินทางบรรลุเป้าหมายอีกด้วยเช่นกัน การที่พระเยซูคริสตเจ้าเชิญชวนเราคริสตชนให้เป็นแสงสว่างส่องโลกหรือประทีปนำทางชีวิต แสดงว่าพระองค์ทรงให้เกียรติและเชื่อมั่นในความดีของเราคริสตชน “แสงสว่างของท่านต้องส่องแสงต่อหน้ามนุษย์ เพื่อคนทั้งหลายจะได้เห็นกิจการดีของท่าน และสรรเสริญพระบิดาของท่านผู้สถิตในสวรรค์” (มธ.5:16) ในเมื่อพระองค์ทรงให้เกียรติและเชื่อมั่นในความดีของเราคริสตชนเช่นนี้ เราคริสตชนจึงต้องดำเนินชีวิตสมเกียรติสมศักดิ์ศรีที่พระองค์ทรงให้กับเรา

การดำเนินชีวิตสมเกียรติสมศักดิ์ศรีแห่งการเป็นคริสตชนคือ การดำเนินชีวิตตามคำสอนขององค์พระเยซูคริสตเจ้า ปฏิบัติตามบทบัญญัติของพระองค์ในการรักและรับใช้ผู้อื่น แสดงความรับผิดชอบและตระหนักถึงปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นในสังคม เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นเป็นต้นปัญหาเกี่ยวกับศีลธรรมและจริยธรรม การไม่เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เราคริสตชนจะต้องไม่นิ่งดูดายแต่ต้องยืนหยัดอยู่ฝ่ายความจริงและความถูกต้อง โดยเป็นพยานด้วยการดำเนินชีวิตเป็นแบบอย่างที่ดีเสมอ ขอให้พระวาจาของพระเจ้าเตือนใจเราให้สำนึกถึงบทบาทหน้าที่ และความรับผิดชอบของเราต่อสังคม ในฐานะที่เป็นเกลือดองแผ่นดินและแสงสว่างส่องโลก มีความมุ่งมั่นในการทำความดีเพื่อเสียงแซ่ซ้องสรรเสริญพระบิดาเจ้าสวรรค์จะได้ดังก้องไปทั่วแผ่นดิน.

พระเจ้าสถิตกับท่าน
คุณพ่อ สมชาย อัญชลีพรสันต์

ประกาศ

  1. วันอาทิตย์นี้ ขอเชิญคณะกรรมการสภาภิบาลเข้าประชุมโดยพร้อมเพรียง หลังมิสซา
  2. วันอาทิตย์นี้ ขอให้ผู้ช่วยมิสซาและผู้ที่ปรารถนาจะมาช่วยมิสซา รวมกันที่ศาลาเรือนไทย เพื่อซ้อมช่วยมิสซาและอ่านพระคัมภีร์ร่วมกัน
  3. วันอาทิตย์ที่ 16 ก.พ. 2014 ขอให้ผู้อ่านบทอ่านและผู้ที่ปรารถนาจะอ่านบทอ่าน รวมกันที่ศาลาเรือนไทย เพื่อจัดตารางเวลาและอ่านพระคัมภีร์ร่วมกัน
  4. ขอให้พี่น้องนำใบลานมาส่งคืนที่วัด เพื่อทางวัดจะได้นำไปทำเถ้าเพื่อใช้ในวันพุธรับเถ้า
  5. ขอให้ผู้ปกครองที่ปรารถนาจะให้เด็กเรียนคำสอนภาคฤดูร้อนเพื่อเตรียมรับศีลศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ลงชื่อ ที่อยู่และเบอร์โทรศัพท์ได้ที่หน้าวัด

Tags: , ,

'งดแสดงความคิดเห็น'.