บอกเล่าให้ฟัง
ในบรรดาสรรพสัตว์ทั้งหลาย มนุษย์เป็นสัตว์โลกที่มีสติปัญญาชาญฉลาดที่สุด ด้วยความชาญฉลาดนี่เองมนุษย์จึงมีความต้องการที่จะหยั่งรู้เหตุการณ์ไปเสียทุกเรื่องที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของตน อาทิ การหยั่งรู้ฟ้าดิน มนุษย์อยากรู้ว่าฟ้าดินจะเป็นอย่างไร ฝนจะตก พื้นดินจะอุดมสมบูรณ์มากน้อยแค่ไหน การหยั่งรู้อนาคตทำให้มนุษย์คิดค้นศาสตร์ต่างๆมากมายเพื่อหยั่งรู้อนาคตว่าตนเองจะเป็นอย่างไร วิชาโหราศาสตร์ การไปดูหมอดูเพื่อการนี้ทั้งสิ้น แต่น่าเสียดายสิ่งที่มนุษย์สมควรที่จะรู้เป็นอย่างยิ่ง มนุษย์กลับไม่สนใจที่จะพยายามรับรู้ สิ่งที่มนุษย์จะต้องรู้อย่างชัดแจ้งเพื่อสร้างคุณประโยชน์ให้แก่ตน มีดังนี้
การรู้จักผิด ชอบ ชั่ว ดี การฝึกฝนตนให้มีมโนธรรมที่ถูกต้องเที่ยงตรง รู้จักแยกแยะผิด ชอบ ชั่ว ดี เป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะในสังคมปัจจุบัน สื่อต่างๆ การโฆษณา ได้เผยแพร่ข่าวสารทั้งดีและร้าย จนทำให้คนในสังคมเกิดความสับสน ไม่สามารถแยกแยะความดี ความชั่ว เหมือนสีขาวและสีดำอย่างแต่ก่อน เมื่อความดี ความชั่ว เป็นสีเทาๆเช่นนี้เราจึงต้องมีวิจารณญาณในการดำเนินชีวิตมากขึ้น
รู้จักแพ้ รู้จักชนะ ชีวิตเหมือนการต่อสู้ การแข่งขัน ในสนามเวทีแห่งชีวิตนี้ การแพ้การชนะ การประสบความสำเร็จหรือไม่สำเร็จ เป็นเรื่องธรรมดาสามัญของชีวิต การแพ้ให้เป็น-ผิดให้ได้ เพื่อนำเอาบทเรียนมาแก้ไขให้ชีวิตสามารถก้าวหน้าต่อไป จึงเป็นเรื่องการเข้าใจธรรมชาติของชีวิต ชัยชนะต้องทำให้เราเป็นคนที่ไม่ประมาทในการดำเนินชีวิต ลืมตัว เลิกพัฒนาตนเอง ชัยชนะจะต้องไม่ทำให้เราทับถมคนอื่น ตรงกันข้ามชัยชนะจะต้องทำให้เราเห็นอกเห็นใจผู้อื่น และเป็นพลังที่สำคัญที่ทำให้เราพัฒนาตนเองต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง ความเข้าใจเช่นนี้จะทำให้ชีวิตของเรามีความสงบสุข
รู้จักให้อภัย การให้อภัยเป็นทานที่ยิ่งใหญ่ เราจึงต้องรู้จักให้อภัยตนเองและผู้อื่นอยู่เสมอเมื่อความผิดพลาดเกิดขึ้น
ถ้ามนุษย์สามารถหยั่งรู้ เข้าใจในสิ่งต่างๆที่เล่ามานี้อย่างชัดเจน แม้การหยั่งรู้เรื่องอื่นๆอาจจะขาดตกบกพร่องไปบ้าง ก็เชื่อแน่ว่ามนุษย์จะสามารถดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้อย่างมีความสุขได้
จาก คุณพ่อเจ้าวัด
พลังแห่งความหวัง
ความหวังเป็นแรงผลักดันที่สำคัญทำให้ชีวิตของเราสามารถก้าวต่อไปข้างหน้า ตรงกันข้ามความสิ้นหวังทำให้ชีวิตของเราชะงักงัน บางคนหมดอาลัยตายอยากในชีวิต บางคนพยายามหลีกหนีอาศัยยาเสพติด การดื่มเหล้า หรือการปลีกตัวออกจากสังคม พระวาจาของพระเจ้าในวันนี้ ประกาศกอิสยาห์ได้นำเสนอบทกวีแห่งความหวัง เพื่อเป็นกำลังใจให้กับประชากรของพระเจ้าว่า “ถิ่นทุรกันดารและแผ่นดินแห้งแล้งจงยินดีเถิด ทุ่งเวิ้งว้างจงเปรมปรีดิ์และผลิดอก…สถานที่นี้จงผลิดอกอย่างอุดมสมบูรณ์ จงเปรมปรีดิ์และขับร้องเพลงด้วยความยินดี…จงมานะเถิด อย่ากลัวเลย ดูซิ พระเจ้าของท่านทั้งหลายจะเสด็จมาเพื่อช่วยท่านให้รอดพ้น” (อสย.35:1-4) ด้วยความหวังอันเต็มเปี่ยมเช่นนี้ ยอห์นบัปติสตาได้ออกมาจากถิ่นทุรกันดารประกาศข่าวดีแห่งความหวัง ความชื่นชมยินดี เชิญชวนให้ประชาชนกลับใจเพราะพระอาณาจักรของพระเจ้าซึ่งเป็นอาณาจักรแห่งความหวังของประชากรใกล้เข้ามาแล้ว ท่านยังได้เป็นพยานยืนยันถึงความจริงและความถูกต้องด้วยความกล้าหาญ แต่แล้วสิ่งที่ไม่คาดคิดซึ่งสั่นคลอนความเชื่อและความหวังในพระเจ้าได้เกิดขึ้นกับท่านอย่างรุนแรง เพราะท่านถูกจำจองในคุก “ขณะที่ยอห์นถูกจองจำในคุก เขาได้ยินข่าวกิจการของพระเยซูเจ้า”(มธ.11:2) สิ่งที่เกิดกับท่านทำให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับพระแมสซียาห์ ท่านเริ่มไม่แน่ใจว่าพระเยซูคริสตเจ้าจะเป็นพระแมสซียาห์หรือไม่ เพราะพระแมสซียาห์คือผู้มีชัยชนะรักความยุติธรรมและนำสันติ แต่สิ่งที่เกิดกับท่านกลับตรงกันข้าม ท่านจึงส่งศิษย์ไปถามองค์พระเยซูคริสตเจ้าว่า พระองค์ใช่พระแมสซียาห์หรือไม่ “ท่านคือผู้ที่จะมาหรือเราจะต้องรอคอยใครอีก” (มธ.11:3) แต่พระเยซูคริสตเจ้าไม่ได้ตอบตรงคำถาม กลับสั่งว่า “จงไปบอกยอห์นถึงสิ่งที่ท่านได้ยินและได้เห็น คนตาบอดกลับแลเห็น คนง่อยเดินได้….” (มธ.11:5) เพราะสิ่งเหล่านี้ตรงกับคำทำนายของประกาศกอิสยาห์
คำบอกเล่าของบรรดาศิษย์ของยอห์นบัปติสตา ทำให้ความเชื่อและความหวังของท่านกลับพลิกฟื้นคืนมาอีกครั้งหนึ่ง จนกระทั่งท่านได้เป็นพยานยืนยันด้วยชีวิต หลายๆครั้งเราหวังในพระเจ้าอย่างที่ท่านยอห์นบัปติสตาหวัง หวังอยากให้พระเจ้าทำทุกอย่างดั่งใจเรา แต่พระองค์ไม่ได้ทำเช่นนั้นเพราะหนทางของพระองค์นั้นดีกว่า เราจึงต้องพยายามแสวงหาหนทางของพระองค์ให้พบและติดตามพระองค์ไป หนทางของพระองค์มักสวนทางกับหนทางของโลก ซึ่งเป็นหนทางที่ราบรื่นสะดวกสบาย แต่หนทางของพระเจ้านั้นเป็นหนทางแห่งความเพียรทน เป็นหนทางแห่งไม้กางเขน ซึ่งพระเยซูคริสตเจ้าเชิญชวนให้เราเดินติดตามพระองค์ เพื่อจะได้บรรลุถึงเป้าหมายแห่งชีวิต คือความสุขแท้เช่นเดียวกับพระองค์ พระองค์มิได้สอนเราด้วยคำพูดแต่ด้วยแบบอย่างชีวิตโดยเดินนำหน้าเราไปก่อนแล้วบนหนทางสายนี้ ใครก็ตามที่พบและเข้าใจหนทางของพระองค์เขาก็จะสามารถพลิกฟื้นชีวิตของตนในยามสิ้นหวัง ให้กลับมีความหวัง มีพลัง และความชื่นชมยินดี ท่ามกลางความทุกข์ยากลำบาก เพราะเขารู้ว่ากำลังเดินบนหนทางเดียวกับองค์พระอาจารย์ ความเชื่อและความหวังเช่นนี้แหละ จะไม่ทำให้เราผิดหวัง แต่จะเป็นพลังที่สำคัญในการขับเคลื่อนชีวิตของเราให้ก้าวหน้าไปในหนทางของพระเจ้า แม้จะต้องฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆมากมายเช่นเดียวกับท่านยอห์นบัปติสตา
พระเจ้าสถิตกับท่าน
คุณพ่อ สมชาย อัญชลีพรสันต์
ประกาศ
- ขอให้เด็กๆ ที่อายุไม่เกิน 18 ปี บริบูรณ์ ลงชื่อ เพื่อสอยดาวรับของขวัญ ในคืนวันที่ 24 ธ.ค. ได้ที่หน้าวัด
- ในช่วงวันคริสตมาส-วันฉลองวัด ทางวัดจะจัดกิจกรรมหลายอย่าง พี่น้องท่านใดมีความประสงค์จะช่วยทางวัดในด้านปัจจัยต่างๆที่จะใช้ในงาน อาทิ ของขวัญในวันคริสตมาส อาหารที่จะเลี้ยงกันในวันครอบครัว และเลี้ยงสัตบุรุษในวันฉลองวัด ให้มาติดต่อหรือมอบได้ที่คุณพ่อเจ้าวัด ผอ.สภาภิบาล และบริจาคได้ที่ตู้ทานข้างๆตู้ขอมิสซา
- ครอบครัวใดต้องการเชิญพระกุมาร และคณะนักขับร้องไปร้องเพลงอวยพรที่บ้าน ให้ลงชื่อ ที่อยู่ และเบอร์โทรศัพท์ ที่สังเกตชัดเจนได้ที่หน้าวัด
- วันอาทิตย์นี้ เป็นวันครูคำสอน ขอเชิญพี่น้องร่วมบริจาคเพื่อการแพร่ธรรมของครูคำสอนที่ตู้ทานกลางวัด
- วันอาทิตย์นี้ขอให้ผู้อ่านบทอ่าน ผู้ที่ปรารถนาจะมาช่วยอ่านบทอ่าน และผู้ที่ต้องการอ่านพระคัมภีร์ร่วมกัน รวมกันที่ศาลาเรือนไทยเพื่ออ่านพระคัมภีร์ร่วมกัน และจัดตารางเวลา
- วันอาทิตย์ที่ 22 ธ.ค. 2013 ตรีวารครั้งที่ 2 โดยคุณพ่อ รชตะ ประทุมตรี
- นพวารเตรียมรับเสด็จฯ จันทร์ที่ 16 – ศุกร์ที่ 20 ธ.ค.เวลา 18.30 น. เสาร์ที่ 21 ธ.ค. เวลา 19.00 น. อาทิตย์ที่ 22 ธ.ค. เวลา 8.00 น. จันทร์ที่ 23 ธ.ค. เวลา18.30 น. และต่อด้วยมิสซา
- ตารางเวลาคืนวันคริสตมาส เริ่มด้วยนพวาร เวลา 18.00 น. ต่อด้วยกิจกรรม และพระสงฆ์ฟังแก้บาปจนถึงเวลา 21.00 น. เริ่มละครคริสตมาส 21.30 น. และมิสซาเวลา 22.00 น.
download ไฟล์ สารวัดฉบับเต็ม ได้ที่นี่ สารวัดประจำสัปดาห์ 15-12-2013
Tags: วัดพระชนนีของพระเป็นเจ้ารังสิต, วันพระคัมภีร์, สารวัด, สารวัด วัดพระชนนีของพระเป็นเจ้า รังสิต, เทศกาลเตรียมรับเสด็จพระคริสตเจ้า