สารวัด ฉบับที่ 151208 วันอาทิตย์ที่ 30 ธันวาคม ค.ศ. 2018

บอกเล่าให้ฟัง

            ในช่วงเตรียมงานต่างๆ ในการฉลองคริสต์มาสและงานฉลองวัด พ่อเคยบอกกับพี่น้องแล้วว่ามีงานที่ต้องทำก่อน มีงานที่ต้องทำในวันงาน และมีงานที่ต้องทำหลังจากวันฉลองผ่านไปแล้ว ในช่วงเวลาอย่างนี้ พ่อยอมรับว่าพ่อมีความกังวลใจมากพอสมควร แต่ก็เป็นโอกาสที่ดีที่พ่อมีโอกาสได้รำพึงถึงสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นเป็นพิเศษ ได้มีโอกาสสวดภาวนามากขึ้นเช่นเดียวกัน ความวิตกกังวลใจเป็นวิสัยสามัญของมนุษย์ทุกคน แต่จะมีมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับแต่ละคน พ่อถามตนเองอยู่เสมอว่า ความวิตกกังวลมาจากไหน หมายถึงอะไร และทำไมเราต้องวิตกกังวลถึงเพียงนี้ คำตอบที่พ่อได้รับก็คือ หลายๆครั้งเราขาดความไว้วางใจในพระเป็นเจ้า และขาดความไว้วางใจในผู้ร่วมงานของเรา เพราะเราปรารถนาให้ทุกอย่างผ่านพ้นไปด้วยดีนั้นเอง แต่อย่างไรก็ตามเราก็ต้องระมัดระวัง เพราะความวิตกกังวลของเราจะทำให้ผู้ร่วมงานของเรารำคาญใจ เนื่องจากเราจะไปถามไถ่เรื่องนั้นเรื่องนี้อยู่เรื่อย ด้วยเหตุนี้ พ่อจึงถือโอกาสขอโทษพี่น้องหลายๆท่านที่ถูกพ่อรบกวนในเรื่องดังกล่าวนี้ด้วยใจจริง

ทำไมความวิตกกังวลใจจนเกินเลย จึงเป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงการขาดความไว้วางใจในพระเป็นเจ้า พ่อได้นั่งรำพึงต่อไปว่าพระเยซูคริสตเจ้าทรงสอนเราว่า “อย่ากังวลว่าจะเอาอะไรมากินจะเอาอะไรมาดื่ม อย่ากังวลใจถึงข้าวของของโลกนี้เลย จงดูหญ้าในทุ่งมันออกดอกสวยงาม ใครเป็นคนปลูกใครเป็นคนรดน้ำให้มัน นกในอากาศไม่ได้หว่านพืชแต่มันก็มีอาหารกินทุกวัน และมันจะไม่ตกลงมาตายแม้แต่ตัวเดียวถ้าพระบิดาไม่อนุญาติ” “อย่ากังวลถึงวันพรุ่งนี้เลยเพราะวันนี้ก็มีภาระมากพออยู่แล้ว”  พระวาจาของพระเจ้าตอนนี้และอีกหลายบทหลายตอนเตือนใจเราอยู่เสมอว่า พระเป็นเจ้าทรงห่วงใยเอาใจใส่คอยดูแลเราอยู่เสมอ เราสามารถฝากทุกสิ่งทุกอย่างไว้ในอ้อมพระหัตถ์ของพระองค์ แต่เรามนุษย์นี่แหละที่ไม่เชื่อมั่นวางใจในพระองค์ ซ้ำร้ายหลายๆครั้งเรายังจองหองคิดว่าตนเองเก่งและแน่ไปเสียทุกเรื่อง จนลืมไปว่าทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นและสำเร็จลงไปได้ด้วยดี เพราะมีพระเป็นเจ้าอยู่เบื้องหลังทั้งสิ้น ดังที่พระเยซูคริสตเจ้ากล่าวไว้ว่า “ถ้าท่านทำงานอะไรก็ตามสำเร็จเสร็จสิ้นแล้วจงบอกกับตนเองว่า ฉันเป็นเพียงผู้รับใช้สามัญ ฉันได้ทำตามหน้าที่เท่านั้น”

            ที่พ่อเขียนเรื่องเหล่านี้เล่าให้พวกเราฟัง เพราะทั้งในเวลาเริ่มต้นกิจ การและเวลาจบเรามักหลงลืมสิ่งสำคัญไป คือการสวดภาวนาด้วยความไว้วางใจในพระเป็นเจ้า  และการขอบพระคุณพระองค์เมื่อทุกอย่างสำเร็จเสร็จสิ้นลง ชีวิตของเราคริสตชนจะสามารถดำเนินไปอย่างสงบคงไม่พ้นการที่เราต้องวนเวียนกับเรื่องที่พ่อกล่าวถึงนี้คือวางใจในพระเป็นเจ้า และขอบพระคุณพระองค์อยู่เสมอในทุกสถานการณ์แห่งชีวิต โดยมีความเชื่อมั่นว่าพระองค์จะประทานทุกสิ่งให้เกิดขึ้นตามจังหวะเวลาที่เหมาะสม เรามนุษย์ต้องมีความไว้วางใจในพระองค์ ความไว้วางใจในพระองค์นี้ไม่ได้หมายความว่า เราจะนั่งงอมืองอเท้าไม่ต้องทำอะไรเดี๋ยวพระเป็นเจ้าจัดการเอง ตรงกันข้ามความไว้วางใจนี้จะต้องเกิดขึ้นหลังจากที่เราได้ออกแรงแสดงความพยายามสุดความสามารถแล้ว  เมื่อเป็นดังนี้พระเป็นเจ้าจะเป็นที่สงบใจเป็นป้อมปราการและโล่กำบังที่เข้มแข็งของเรา เราสามารถลี้ภัยอยู่ในพระองค์.

จาก คุณพ่อเจ้าวัด

 

ครอบครัวโรงเรียนแห่งชีวิต

ถ้าพิจารณามิติแห่งความเชื่อพระศาสนจักรสอนว่า “พ่อแม่เป็นครูคำสอนคนแรกของลูก” แต่เราพิจารณามิติโดยทั่วไปแล้วเราสามารถกล่าวได้ว่า “พ่อแม่เป็นครูแห่งชีวิตของลูก” เพราะเด็กๆเริ่มเรียนรู้ทุกอย่างในครอบครัว โดยพ่อแม่และผู้ใหญ่ในครอบครัวเป็นผู้สอน เราจึงกล่าวได้ว่าครอบครัวเป็นโรงเรียนแห่งชีวิต ซึ่งเราเริ่มต้นเรียนรู้จักชีวิตของมนุษย์จากครอบครัวว่า มนุษย์ต้องดำเนินชีวิตในความสัมพันธ์กับผู้อื่น บางครั้งเราต้องเป็นผู้รับตอนที่เราเป็นเด็กเล็กๆ เราต้องรับการเลี้ยงดูเอาใจใส่จากพ่อแม่และผู้ใหญ่ในบ้าน บางครั้งเราต้องเป็นผู้ให้เมื่อเราเติบโตขึ้นเราต้องช่วยเหลือผู้อื่นตามบทบาทหน้าที่ของเรา เราต้องเรียนรู้ที่จะรัก เสียสละ แบ่งปัน มีน้ำใจ และรู้จักวางใจคนรอบข้าง   สิ่งต่างเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่สำคัญที่จะต้องเกิดขึ้นในครอบครัว ซึ่งจะทำให้มนุษย์เรียนรู้ว่าความรัก ความเสียสละ ความมีน้ำใจที่จะช่วยเหลือเกื้อกูลกันและกัน เป็นปัจจัยที่การดำเนินชีวิตเป็นคนดี

สิ่งต่างๆที่กล่าวมาข้างต้นเป็นเหตุผลที่สำคัญ ทำให้เราทราบว่าทำไมพระเยซูคริสตเจ้าจึงทรงดำเนินชีวิตอยู่ในครอบครัว อยู่กับพระนางมารีย์และนักบุญโยเซฟเป็นเวลาถึง 30 ปีจึงออกเทศนาสั่งสอน เพราะบรรยากาศในครอบครัวนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญ ที่จะทำให้คนหนึ่งเติบโตขึ้นเป็นคนที่มีคุณภาพหรือไม่มีคุณภาพของสังคม เรื่องที่นักบุญลูกาบันทึกไว้ทำให้เราเห็นความสนใจเอาใจใส่ ในเรื่องศาสนาและการดำเนินในความ สัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่นของนักบุญโยเซฟและพระนางมารีย์ “โยเซฟพร้อมกับพระมารดาของพระเยซูเจ้า เคยขึ้นไปยังกรุงเยรูซาเล็มในเทศกาลปัสกาทุกปี” (ลก.2:41) “เพราะคิดว่า พระองค์ทรงอยู่ในหมู่ผู้ร่วมเดินทาง …..โยเซฟพร้อมกับพระนางมารีย์ตามหาพระองค์ในหมู่ญาติและคนรู้จัก” (ลก.2:44) ด้วยการดูแลอย่างดีด้วยความสนใจเอาใจใส่เช่นนี้ นักบุญลูกาจึงบันทึกไว้ด้วยประโยคที่ไพเราะเพื่อเป็นแบบอย่างให้กับครอบครัวว่า “พระเยซูเจ้าเสด็จกลับไปที่เมืองนาซาเร็ธกับบิดามารดา และเชื่อฟังท่านทั้งสอง…. พระเยซูเจ้าทรงเจริญขึ้นทั้งในพระปรีชาญาณ พระชนมายุ และพระหรรษทานเฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้า และต่อหน้ามนุษย์”(ลก.2:51-52)

เรื่องชีวิตในครอบครัวของพระเยซูคริสตเจ้าที่มีบันทึกไว้สั้นๆ ในพระวรสาร สะท้อนให้เราเห็นความสำคัญของครอบครัว  ครอบครัวแม้จะเป็นส่วนเล็กๆของสังคม แต่ก็มีบทบาทที่สำคัญในการสร้างคน ถ้าเราพิจารณาปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นในสังคมทุกวันนี้ เราจะพบว่าปัญหาแทบทุกชนิดมักจะมาจากครอบครัว ที่หน่วยใดหน่วยหนึ่งทำหน้าที่บกพร่องไป หรือไม่ได้ทำหน้าที่อย่างที่ควรจะทำ จึงส่งผลทำให้เด็กๆที่เติบโตมาจากครอบครัวที่บกพร่องเช่นนี้ มีความบกพร่องด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม จิตใจ จิตวิญญาณ ขึ้นอยู่กับคนไหนจะถูกกระทบด้านไหนมากที่สุด มักจะแสดงพฤติกรรมผิดปกติออกมาทางด้านนั้น ด้วยเหตุนี้ความสนใจเอาใจใส่ดูแลครอบครัว การสร้างบรรยากาศของครอบครัวให้อบอวลไปด้วยความรัก ความอบอุ่น และความศรัทธาจึงสำคัญ เพราะบรรยากาศเช่นนี้จะทำให้ครอบครัวของเรา มีส่วนช่วยสร้างคนที่มีคุณภาพมาสู่สังคมและพระศาสนจักร ขอให้ครอบครัวศักดิ์สิทธิ์เป็นแบบอย่างในการดูแลเอาใจใส่สร้างครอบครัวของเรา เพื่อลูกหลานจะได้เติบโตขึ้นด้วยพระปรีชาญาณและพระหรรษทาน เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าและต่อหน้ามนุษย์.

      พระเจ้าสถิตกับท่าน                                                    คุณพ่อ สมชาย อัญชลีพรสันต์

ประกาศ

  1. คืนวันจันทร์ที่ 31 ธ.ค. 2018 มิสซาเวลา 19.00 น.

เป็นมิสซาส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่

วันอังคารที่ 1 ม.ค. 2019 เป็นวัดฉลองวัดของเรา

มิสซารอบแรกเวลา 7.00 น.

มิสซาฉลองวัดเวลา 10.30 น.

พระคาร์ดินัล ฟรังซิสเวเวียร์ เกรียงศักดิ์ โกวิทวาณิช จะมาถึงเวลา  9.45 น. เชิญพี่น้องมาร่วมต้อนรับพระคุณเจ้า

 

 

  1. วันเสาร์ที่ 5 ม.ค.  2019 เป็นวันผู้สูงอายุของวัด

ขอเชิญผู้สูงอายุทุกท่านมาสว

บอกเล่าให้ฟัง

            ในช่วงเตรียมงานต่างๆ ในการฉลองคริสต์มาสและงานฉลองวัด พ่อเคยบอกกับพี่น้องแล้วว่ามีงานที่ต้องทำก่อน มีงานที่ต้องทำในวันงาน และมีงานที่ต้องทำหลังจากวันฉลองผ่านไปแล้ว ในช่วงเวลาอย่างนี้ พ่อยอมรับว่าพ่อมีความกังวลใจมากพอสมควร แต่ก็เป็นโอกาสที่ดีที่พ่อมีโอกาสได้รำพึงถึงสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นเป็นพิเศษ ได้มีโอกาสสวดภาวนามากขึ้นเช่นเดียวกัน ความวิตกกังวลใจเป็นวิสัยสามัญของมนุษย์ทุกคน แต่จะมีมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับแต่ละคน พ่อถามตนเองอยู่เสมอว่า ความวิตกกังวลมาจากไหน หมายถึงอะไร และทำไมเราต้องวิตกกังวลถึงเพียงนี้ คำตอบที่พ่อได้รับก็คือ หลายๆครั้งเราขาดความไว้วางใจในพระเป็นเจ้า และขาดความไว้วางใจในผู้ร่วมงานของเรา เพราะเราปรารถนาให้ทุกอย่างผ่านพ้นไปด้วยดีนั้นเอง แต่อย่างไรก็ตามเราก็ต้องระมัดระวัง เพราะความวิตกกังวลของเราจะทำให้ผู้ร่วมงานของเรารำคาญใจ เนื่องจากเราจะไปถามไถ่เรื่องนั้นเรื่องนี้อยู่เรื่อย ด้วยเหตุนี้ พ่อจึงถือโอกาสขอโทษพี่น้องหลายๆท่านที่ถูกพ่อรบกวนในเรื่องดังกล่าวนี้ด้วยใจจริง

ทำไมความวิตกกังวลใจจนเกินเลย จึงเป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงการขาดความไว้วางใจในพระเป็นเจ้า พ่อได้นั่งรำพึงต่อไปว่าพระเยซูคริสตเจ้าทรงสอนเราว่า “อย่ากังวลว่าจะเอาอะไรมากินจะเอาอะไรมาดื่ม อย่ากังวลใจถึงข้าวของของโลกนี้เลย จงดูหญ้าในทุ่งมันออกดอกสวยงาม ใครเป็นคนปลูกใครเป็นคนรดน้ำให้มัน นกในอากาศไม่ได้หว่านพืชแต่มันก็มีอาหารกินทุกวัน และมันจะไม่ตกลงมาตายแม้แต่ตัวเดียวถ้าพระบิดาไม่อนุญาติ” “อย่ากังวลถึงวันพรุ่งนี้เลยเพราะวันนี้ก็มีภาระมากพออยู่แล้ว”  พระวาจาของพระเจ้าตอนนี้และอีกหลายบทหลายตอนเตือนใจเราอยู่เสมอว่า พระเป็นเจ้าทรงห่วงใยเอาใจใส่คอยดูแลเราอยู่เสมอ เราสามารถฝากทุกสิ่งทุกอย่างไว้ในอ้อมพระหัตถ์ของพระองค์ แต่เรามนุษย์นี่แหละที่ไม่เชื่อมั่นวางใจในพระองค์ ซ้ำร้ายหลายๆครั้งเรายังจองหองคิดว่าตนเองเก่งและแน่ไปเสียทุกเรื่อง จนลืมไปว่าทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นและสำเร็จลงไปได้ด้วยดี เพราะมีพระเป็นเจ้าอยู่เบื้องหลังทั้งสิ้น ดังที่พระเยซูคริสตเจ้ากล่าวไว้ว่า “ถ้าท่านทำงานอะไรก็ตามสำเร็จเสร็จสิ้นแล้วจงบอกกับตนเองว่า ฉันเป็นเพียงผู้รับใช้สามัญ ฉันได้ทำตามหน้าที่เท่านั้น”

            ที่พ่อเขียนเรื่องเหล่านี้เล่าให้พวกเราฟัง เพราะทั้งในเวลาเริ่มต้นกิจ การและเวลาจบเรามักหลงลืมสิ่งสำคัญไป คือการสวดภาวนาด้วยความไว้วางใจในพระเป็นเจ้า  และการขอบพระคุณพระองค์เมื่อทุกอย่างสำเร็จเสร็จสิ้นลง ชีวิตของเราคริสตชนจะสามารถดำเนินไปอย่างสงบคงไม่พ้นการที่เราต้องวนเวียนกับเรื่องที่พ่อกล่าวถึงนี้คือวางใจในพระเป็นเจ้า และขอบพระคุณพระองค์อยู่เสมอในทุกสถานการณ์แห่งชีวิต โดยมีความเชื่อมั่นว่าพระองค์จะประทานทุกสิ่งให้เกิดขึ้นตามจังหวะเวลาที่เหมาะสม เรามนุษย์ต้องมีความไว้วางใจในพระองค์ ความไว้วางใจในพระองค์นี้ไม่ได้หมายความว่า เราจะนั่งงอมืองอเท้าไม่ต้องทำอะไรเดี๋ยวพระเป็นเจ้าจัดการเอง ตรงกันข้ามความไว้วางใจนี้จะต้องเกิดขึ้นหลังจากที่เราได้ออกแรงแสดงความพยายามสุดความสามารถแล้ว  เมื่อเป็นดังนี้พระเป็นเจ้าจะเป็นที่สงบใจเป็นป้อมปราการและโล่กำบังที่เข้มแข็งของเรา เราสามารถลี้ภัยอยู่ในพระองค์.

จาก คุณพ่อเจ้าวัด

 

ครอบครัวโรงเรียนแห่งชีวิต

ถ้าพิจารณามิติแห่งความเชื่อพระศาสนจักรสอนว่า “พ่อแม่เป็นครูคำสอนคนแรกของลูก” แต่เราพิจารณามิติโดยทั่วไปแล้วเราสามารถกล่าวได้ว่า “พ่อแม่เป็นครูแห่งชีวิตของลูก” เพราะเด็กๆเริ่มเรียนรู้ทุกอย่างในครอบครัว โดยพ่อแม่และผู้ใหญ่ในครอบครัวเป็นผู้สอน เราจึงกล่าวได้ว่าครอบครัวเป็นโรงเรียนแห่งชีวิต ซึ่งเราเริ่มต้นเรียนรู้จักชีวิตของมนุษย์จากครอบครัวว่า มนุษย์ต้องดำเนินชีวิตในความสัมพันธ์กับผู้อื่น บางครั้งเราต้องเป็นผู้รับตอนที่เราเป็นเด็กเล็กๆ เราต้องรับการเลี้ยงดูเอาใจใส่จากพ่อแม่และผู้ใหญ่ในบ้าน บางครั้งเราต้องเป็นผู้ให้เมื่อเราเติบโตขึ้นเราต้องช่วยเหลือผู้อื่นตามบทบาทหน้าที่ของเรา เราต้องเรียนรู้ที่จะรัก เสียสละ แบ่งปัน มีน้ำใจ และรู้จักวางใจคนรอบข้าง   สิ่งต่างเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่สำคัญที่จะต้องเกิดขึ้นในครอบครัว ซึ่งจะทำให้มนุษย์เรียนรู้ว่าความรัก ความเสียสละ ความมีน้ำใจที่จะช่วยเหลือเกื้อกูลกันและกัน เป็นปัจจัยที่การดำเนินชีวิตเป็นคนดี

สิ่งต่างๆที่กล่าวมาข้างต้นเป็นเหตุผลที่สำคัญ ทำให้เราทราบว่าทำไมพระเยซูคริสตเจ้าจึงทรงดำเนินชีวิตอยู่ในครอบครัว อยู่กับพระนางมารีย์และนักบุญโยเซฟเป็นเวลาถึง 30 ปีจึงออกเทศนาสั่งสอน เพราะบรรยากาศในครอบครัวนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญ ที่จะทำให้คนหนึ่งเติบโตขึ้นเป็นคนที่มีคุณภาพหรือไม่มีคุณภาพของสังคม เรื่องที่นักบุญลูกาบันทึกไว้ทำให้เราเห็นความสนใจเอาใจใส่ ในเรื่องศาสนาและการดำเนินในความ สัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่นของนักบุญโยเซฟและพระนางมารีย์ “โยเซฟพร้อมกับพระมารดาของพระเยซูเจ้า เคยขึ้นไปยังกรุงเยรูซาเล็มในเทศกาลปัสกาทุกปี” (ลก.2:41) “เพราะคิดว่า พระองค์ทรงอยู่ในหมู่ผู้ร่วมเดินทาง …..โยเซฟพร้อมกับพระนางมารีย์ตามหาพระองค์ในหมู่ญาติและคนรู้จัก” (ลก.2:44) ด้วยการดูแลอย่างดีด้วยความสนใจเอาใจใส่เช่นนี้ นักบุญลูกาจึงบันทึกไว้ด้วยประโยคที่ไพเราะเพื่อเป็นแบบอย่างให้กับครอบครัวว่า “พระเยซูเจ้าเสด็จกลับไปที่เมืองนาซาเร็ธกับบิดามารดา และเชื่อฟังท่านทั้งสอง…. พระเยซูเจ้าทรงเจริญขึ้นทั้งในพระปรีชาญาณ พระชนมายุ และพระหรรษทานเฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้า และต่อหน้ามนุษย์”(ลก.2:51-52)

เรื่องชีวิตในครอบครัวของพระเยซูคริสตเจ้าที่มีบันทึกไว้สั้นๆ ในพระวรสาร สะท้อนให้เราเห็นความสำคัญของครอบครัว  ครอบครัวแม้จะเป็นส่วนเล็กๆของสังคม แต่ก็มีบทบาทที่สำคัญในการสร้างคน ถ้าเราพิจารณาปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นในสังคมทุกวันนี้ เราจะพบว่าปัญหาแทบทุกชนิดมักจะมาจากครอบครัว ที่หน่วยใดหน่วยหนึ่งทำหน้าที่บกพร่องไป หรือไม่ได้ทำหน้าที่อย่างที่ควรจะทำ จึงส่งผลทำให้เด็กๆที่เติบโตมาจากครอบครัวที่บกพร่องเช่นนี้ มีความบกพร่องด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม จิตใจ จิตวิญญาณ ขึ้นอยู่กับคนไหนจะถูกกระทบด้านไหนมากที่สุด มักจะแสดงพฤติกรรมผิดปกติออกมาทางด้านนั้น ด้วยเหตุนี้ความสนใจเอาใจใส่ดูแลครอบครัว การสร้างบรรยากาศของครอบครัวให้อบอวลไปด้วยความรัก ความอบอุ่น และความศรัทธาจึงสำคัญ เพราะบรรยากาศเช่นนี้จะทำให้ครอบครัวของเรา มีส่วนช่วยสร้างคนที่มีคุณภาพมาสู่สังคมและพระศาสนจักร ขอให้ครอบครัวศักดิ์สิทธิ์เป็นแบบอย่างในการดูแลเอาใจใส่สร้างครอบครัวของเรา เพื่อลูกหลานจะได้เติบโตขึ้นด้วยพระปรีชาญาณและพระหรรษทาน เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าและต่อหน้ามนุษย์.

พระเจ้าสถิตกับท่าน                                                   

คุณพ่อ สมชาย อัญชลีพรสันต์

 

ประกาศ

  1. คืนวันจันทร์ที่ 31 ธ.ค. 2018 มิสซาเวลา 19.00 น.

เป็นมิสซาส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่

วันอังคารที่ 1 ม.ค. 2019 เป็นวัดฉลองวัดของเรา

มิสซารอบแรกเวลา 7.00 น.

มิสซาฉลองวัดเวลา 10.30 น.

พระคาร์ดินัล ฟรังซิสเวเวียร์ เกรียงศักดิ์ โกวิทวาณิช จะมาถึงเวลา  9.45 น. เชิญพี่น้องมาร่วมต้อนรับพระคุณเจ้า

 

  1. วันเสาร์ที่ 5 ม.ค.  2019 เป็นวันผู้สูงอายุของวัด

ขอเชิญผู้สูงอายุทุกท่านมาสวดภาวนา และร่วมมิสซาด้วยกัน

มิสซาเวลา 10.00 น. หลังมิสซามีพบปะสังสรรค์ทานอาหารร่วมกัน

  1. วันอาทิตย์ที่ 6 ม.ค. 2019  เป็นวันอาทิตย์ต้นเดือนหลังมิสซามีโปรดศีลล้างบาปเด็ก ผู้ที่ปรารถนานำเด็กมารับศีลล้างบาปให้กรอกข้อมูลและนำมาส่งล่วงหน้า
  2. วันอาทิตย์ที่ 13 ม.ค. 209 ขอให้ผู้ช่วยมิสซา ผู้ที่จะมาฝึกช่วยมิสซา และผู้ที่ปรารถนาอ่านพระคัมภีร์ร่วมกัน รวมกันที่ศาลาเรือนไทย หลังมิสซา เวลา 10.30 น. เพื่อหัดช่วยมิสซาและอ่านพระคัมภีร์ร่วมกัน
  3. พ่อยังสอนคำสอนผู้ใหญ่ทุกวันอาทิตย์หลังมิสซา

ผู้ที่สนใจที่จะมาทบทวนคำสอน และเรียนคำสอนเพื่อรับศีลล้างบาปสมัครได้ที่บ้านพักพระสงฆ์สวดภาวนา และร่วมมิสซาด้วยกัน

 

Tags: , , , ,

'งดแสดงความคิดเห็น'.