ฉบับที่ 899 วันอาทิตย์ที่ 10 เมษายน 2554 สัปดาห์ที่ 5 เทศกาลมหาพรต

บอกเล่าให้ฟัง

เราอาจจะทำบาปได้หลายวิธีการตั้งแต่ ความคิด ความปรารถนา ด้วยวาจา ด้วยกิจการ และการละเลย ด้วยเหตุนี้พระศาสนจักรจึงพยายามสอนให้เราบังคับตนเองอยู่เสมอ โดยอาศัยกิจการต่างๆที่เราฝึกฝนอย่างเคร่งครัดในเทศกาลมหาพรตนั่นก็คือ การสวดภาวนา การทำพลีกรรมจำศีลอดอาหาร การทำกิจเมตตาทำบุญให้ทาน เพราะกิจการเหล่านี้จะช่วยเราให้เราบังคับตนเองและไม่แพ้การประจญ

บาปทางความคิด การมีความอาฆาตแค้นผูกใจเจ็บ คิดถึงผู้อื่นในแง่ร้าย มองโลกในแง่ลบ คิดชั่ว คิดมาลก พระเยซูคริสตเจ้าทรงสอนว่า “ใครที่มองภรรยาหรือสามีของอื่นด้วยความใคร่ก็ร่วมประเวณีแล้ว”

บาปทางความปรารถนา บางคนก็อาจมีความปรารถนาในสิ่งที่ไม่ดีอยู่เหมือนกัน อาทิ เห็นคนอื่นเขาทุจริตในการประกอบอาชีพ แล้วเห็นว่าเขาได้เงินทองมาง่ายๆรวยเร็วก็อยากจะทำบ้าง บางคนอยากสบายเอาง่ายเข้าว่าแม้เป็นหนทางชั่วแต่ก็อยากทำ ความปรารถนาจะเป็นหรือทำในสิ่งผิดก็เป็นบาปแล้ว

บาปทางวาจา การกล่าวร้ายคนอื่น พูดทำให้คนอื่นเสียหาย เปิดเผยความลับของคนอื่นในสิ่งที่ไม่ควรเปิดเผย นินทาชาวบ้านเอาเรื่องของผู้อื่นมาพูดแม้ว่าเป็นเรื่องจริงแต่ทำให้เขาเสียหาย หรือเป็นเรื่องที่ไม่จริง ถ้าเป็นเรื่องจริงเรียกว่านินทา ถ้าเป็นเรื่องที่ไม่จริงเรียกว่าใส่ความ แต่ส่วนใหญ่เรามักจะเจอสองข้อหาคือใส่ความนินทา 

กิจการที่เป็นบาป เป็นกิจการที่มาจากความเห็นแก่ตัว ขาดความรัก เอารัดเอาเปรียบผู้อื่น ลบหลู่หรือทำลายศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ทำกับผู้อื่นเหมือนกับว่าเขาไม่ใช่คนด้วยวิธีการต่างๆ อาทิ ให้ทำงานหนักจนเกินทน ทำให้ความเป็นอยู่ของเขาไม่สมกับความเป็นมนุษย์ อาทิ ให้คนงานนอนในห้องแคบหลายๆคน เห็นมนุษย์เป็นเครื่องมือระบายความใคร่ของตน ฯลฯ

บาปทางการละเลย คือสิ่งที่ต้องทำแต่ไม่ทำ สิ่งที่ช่วยได้แต่ไม่ช่วย ชอบทำตัวไม่ข้องแวะกับเรื่องใดๆในโลกเพราะกลัวลำบาก กลัวความยุ่งยาก จึงคิดว่าเรื่องต่างๆเหล่านี้ไม่ใช่ธุระของตน พ่ออยากจะให้น้ำหนักกับเรื่องนี้เป็นพิเศษ เพราะหลายคนคิดว่า “ฉันอยู่เฉยไม่ได้ทำผิดอะไรจะมีบาปได้อย่างไร” การอยู่เฉยๆของคุณในขณะที่คนอื่นเขาเดือดร้อนล้มตายกันมากมาย ต้องการความช่วยเหลือนี่แหละเป็นบาปชนิดหนึ่ง “ฉันอยู่บ้านเฉยๆ แก่แล้วจะทำบาปได้อย่างไร” ความคิด ความปรารถนาของคุณบริสุทธิ์ผุดผ่องทุกอย่างเลยหรือ ถ้าเป็นเช่นนั้นคุณก็เป็นนักบุญแล้ว แต่น่าเสียดายจริงๆที่นักบุญพิสูจน์ได้เมื่อตายแล้วเท่านั้น ถ้ายังมีชีวิตอยู่ก็แสดงว่าการพิสูจน์นั้นยังไม่ครับถ้วน การบ่นและการตักเตือนก็ไม่เหมือนกัน หลายคนชอบบ่นลูกหลานสามีภรรยาแต่คิดว่าเป็นการตักเตือน ตนเองอาจจะไม่รู้แต่คนที่โดนเขารู้นะครับ อันที่จริงเพียงคนๆหนึ่งคิดว่าตนเองดีแล้วไม่เคยทำบาป เขาก็ทำบาปแล้วคือบาปจองหองแบบสุดๆ ความคิดเช่นนี้เหมือนฟาริสี พระเยซูคริสตเจ้าตรัสว่า “เขากลายเป็นอธรรมคนบาป” ส่วนคนเก็บภาษีที่ขอพระเมตตาด้วยความสุภาพ “เขากลับกลายเป็นคนชอบธรรม” พ่อไม่บังอาจตัดสินใคร แต่ที่เล่าเรื่องนี้ให้ฟังเพราะเกรงว่าพี่น้องหลายๆ คนจะพลาดไป

จากคุณพ่อเจ้าวัด

จากความตายไปสู่ชีวิตใหม่

หลังจากที่มนุษย์ทำบาป ความทุกข์ยากลำบาก ความเจ็บป่วย ความตาย ก็เข้ามาคุกคามชีวิตของมนุษย์ สิ่งต่างๆเหล่านี้ทิ้งความสิ้นหวังไว้ในจิตใจของมนุษย์เหมือนแผ่นดินที่แห้งผาก ไม่มีความชุ่มชื้น ไม่มีน้ำ ไม่มีชีวิต ทุกๆวันมนุษย์ต้องล้มลุกคุกคานประสบกับชีวิตที่เปราะบาง ความทุพพลภาพ ความชราภาพ ความเจ็บป่วย ความเสื่อมสภาพของร่างกาย ในที่สุดมนุษย์ต้องตายอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น สิ่งที่มนุษย์ประสบอยู่นี้มันท้าทายความเชื่อในพระเจ้าอย่างรุนแรง และไม่ใช่ท้าทายผู้ประสบผู้เดียวเท่านั้น แต่มันท้าทายทุกคนที่อยู่รอบข้าง พ่อแม่ พี่น้อง และเพื่อนๆ ด้วยว่า มีความเชื่อความวางใจในพระเจ้ามากน้อยเพียงใด ครอบครัวของมารธา มารีย์ และลาซารัสก็ถูกท้าทายจากเรื่องดังกล่าวนี้ด้วยเหมือนกัน “ลาซารัสกำลังป่วยหนัก……จึงส่งคนไปทูลพระเยซูเจ้าว่า พระเจ้าข้าคนที่พระองค์ทรงรักกำลังป่วย”(ยน.11:2-3) พระองค์ทราบเรื่องแต่ไม่ได้เสด็จไปทันที พระองค์ตรัสว่า “โรคนี้มิได้เกิดขึ้นเพื่อความตาย แต่เพื่อพระสิริรุ่งโรจน์ของพระเจ้า”(ยน.11:4) เบื้องหลังความทุกข์ยากลำบากในชีวิตมนุษย์ เราสามารถพบคุณค่าความดีงามที่ดีกว่าที่พระเจ้าจัดเตรียมไว้ให้ ถ้าเราสามารถมองเหตุการณ์ต่างๆด้วยสายตาแห่งความเชื่อ

มนุษย์ไม่ได้จบทุกสิ่งทุกอย่างเมื่อมนุษย์ตายแต่หลังความตายยังมีชีวิต มนุษย์คนหนึ่งตายแล้วเกิดใหม่ทุกวันจนเป็นคนๆนั้นในวันนี้ ทารกคนนั้นตายแล้วเกิดจนวันนี้เขาเป็นผู้ใหญ่แล้วไม่มีทารกคนเดิมอีกต่อไป เราต้องผ่านความตายไปสู่ชีวิต ตายจากชีวิตเก่าเพื่อจะมีชีวิตใหม่ ทฤษฎีของเมล็ดข้าวที่พระเยซูคริสตเจ้าทรงสอนยังคงเป็นอมตะอยู่เสมอ “ถ้าเมล็ดข้าวไม่ได้ตกลงในดินและตายไปมันก็จะเป็นเมล็ดเดียวเท่านั้น แต่ถ้ามันตายมันจะบังเกิดผลมากมาย”(ยน.12:24) ท่ามกลางความเปราะบางของชีวิต ความทุกข์ยากลำบาก และความตายพระเยซูคริสตเจ้าเป็นความหวังของเรา พระองค์ตรัสว่า “เราเป็นการกลับคืนชีพและเป็นชีวิต ใครเชื่อในเรา แม้ตายไปแล้วก็จะมีชีวิต และทุกคนที่มีชีวิต และเชื่อในเราจะไม่มีวันตายเลย”(ยน.11:25-26) เหตุการณ์ในวันปัสกา พระองค์ทรงสิ้นพระชนม์แล้วทรงกลับคืนพระชนมชีพเอาชนะบาป และความตายจริง ทำให้ความเชื่อของเราสมบูรณ์ ความหวังของเราเต็มเปี่ยม หลังจากผ่านความทุกข์ทรมานและความตายในชีวิตนี้ เราจะมีชีวิตนิรันดร ถ้าเราเชื่อและปฏิบัติตามคำสอนของพระองค์ พระเยซูคริสตเจ้าทรงทำให้ลาซารัสกลับคืนชีพ พระองค์ทรงเปล่งพระสุรเสียงดังว่า “ลาซารัสเอ๋ย จงออกมาเถิด ผู้ตายก็ออกมา มีผ้าพันมือพันเท้า และผ้าคลุมใบหน้าด้วย พระเยซูเจ้าตรัสว่า จงเอาผ้าออกและให้เขาไปเถิด”(ยน.11:44) แล้วลาซารัสก็มีชีวิต การปลุกลาซารัสขึ้นมาจากความตายเป็นการแสดงให้เห็นว่าพระองค์สามารถให้ชีวิต และทรงมีอำนาจเหนือบาป และความตายเพราะความตายเป็นผลมาจากบาป เป็นการตอกย้ำให้เรามั่นคงในความเชื่อและแน่ใจในความหวัง แม้ชีวิตจะเปราะบางสักเพียงไหน แม้เราจะได้รับความลำบากสักเท่าใด ถ้าเราได้อุทิศตนดำเนินชีวิตตามคำสอนของพระเยซูคริสตเจ้าเราจะมีชีวิตนิรันดร เพราะผู้ใดสละชีวิตตายต่อตนเองคนนั้นจะได้รับชีวิตกลับคืนมา

พระเจ้าสถิตกับท่าน
คุณพ่อ สมชาย อัญชลีพรสันต์

ประกาศ

  1. วันอาทิตย์นี้ เป็นวันผู้สูงอายุของวัดเรา หลังมิสซา มีการพบปะสังสรรค์ พิธีรดน้ำผู้ใหญ่ และกิจกรรมของผู้สูงอายุ ขอเชิญผู้สูงอายุและลูกหลานร่วมกิจกรรมที่ศาลาเรือนไทย
  2. ตลอดเดือนเมษายนทางวัดมีค่ายคำสอน มีเด็กมาเรียนคำสอนประมาณ 60-70 คน ผู้ที่มีความปรารถนาที่จะช่วยค่าใช้จ่ายของค่ายอบรมความเชื่อให้เด็กๆลูกหลายของเรา เชิญบริจาคได้ที่ตู้กลางวัด
  3. วันอาทิตย์ที่ 17 เม.ย. 2011 เป็นวันอาทิตย์ใบลาน มีแห่ใบลาน เวลา 8.30 น. ตั้งแต่วันจันทร์ที่ 11 เม.ย.นี้ผู้ใดปรารถนาจะช่วยทำใบลานก็ขอเชิญที่วัด หรือจะเอาไปทำที่บ้านแล้วนำมาส่งคืนก่อนวันแห่ก็ได้
  4. วันอังคารที่ 19 เม.ย. 2011 มีวจนพิธีกรรมศีลอภัยบาป วันพฤหัสฯศักดิ์สิทธิ์ วันศุกร์ศักดิ์สิทธิ์ วันเสาร์ศักดิ์สิทธิ์ พิธีกรรมในวันเหล่านี้จะเริ่มเวลา 19.00 น.
  5. วันศุกร์ศักดิ์สิทธิ์ มีเดินมรรคาศักดิ์สิทธิ์รอบวัด เวลา 15.00 น.
  6. วันอาทิตย์ที่ 24 เม.ย. 2011 เป็นวันอาทิตย์ปัสกา มิซาเวลา 8.30 น. หลังมิสซามีแจกไข่ปัสกา ตารางเวลาต่างๆของสัปดาห์ศักดิ์สิทธิ์ดูได้ที่เสาหน้าวัด
  7. วันอาทิตย์ที่ 17 เม.ย. 2011 ขอเชิญผู้อ่านบทอ่าน และผู้ที่สนใจจะช่วยอ่านบทอ่านและแบ่งปันพระวาจา ร่วมแบ่งปันพระวาจา และจัดตารางเวลาที่ศาลาเรือนไทย เวลา 10.30 น.

Tags: , ,

'งดแสดงความคิดเห็น'.