บอกเล่าให้ฟัง
การอ่านหนังสือออกถือได้ว่าเป็นด่านที่สำคัญในการแสวงหาความรู้ ยิ่งใครมีความเพียรพยายามเรียนรู้ สามารถอ่านได้หลายๆภาษา ก็เท่ากับว่าเขาเปิดประตูสู่โลกกว้างมากขึ้นในการแสวงหาความรู้ ประมาณ 2-3 ปีที่ผ่านมา สถิติของการอ่านหนังสือของคนไทยทั้งประเทศ โดยเฉลี่ยแล้วคนไทยอ่านหนังสือคนละ 8 บรรทัดต่อปี ประเทศอื่นๆเขาเฉลี่ยกันเป็นจำนวนเล่ม แต่ประเทศไทยของเราเฉลี่ยกันเป็นบรรทัด พวกเราลองคิดดูว่าคุณภาพทางการศึกษาหาความรู้ของคนไทยจะเป็นอย่างไร การอ่านหนังสือออกเป็นสิ่งสำคัญในการแสวงหาความรู้ แต่คำพังเพยของคนโบราณก็ชวนให้คิดว่าเราจะต้องอ่านอะไรหลายสิ่งหลายอย่างมากกว่าอ่านหนังสือ “รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี” “ความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด” คำพังเพยเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าความรู้ไม่ได้อยู่เฉพาะในตำรา แต่ความรู้ยังเกิดจากการดำเนินชีวิต เกิดจากประสบการณ์ และสถานการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นทุกๆวัน อันเป็นบทเรียนที่สำคัญซึ่งก่อให้เกิดความรู้ที่สามารถช่วยให้เราดำเนินชีวิตต่อไปได้
การอ่านใจตนเองเป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะหลายๆครั้งเราพยายามเรียนรู้หลายสิ่งหลายอย่าง แต่การเรียนรู้เหล่านั้นกลับไม่เกิดคุณประโยชน์ในเชิงสร้างสรรค์ เพราะเราไม่ได้ใช้ความรู้เหล่านั้นให้เกิดประโยชน์ เหตุก็เพราะว่าความรู้เหล่านั้นมันไม่ตรงกับความปรารถนาแห่งใจของเรา ด้วยเหตุนี้การรู้จักตนเองว่าความปรารถนาที่แท้จริงของตนคืออะไร การเรียนรู้จักจุดอ่อน และจุดแข็งแห่งตนจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ เพื่อการพัฒนา ปรับปรุง แก้ไขตนเองให้เป็นคนที่สมบูรณ์แบบ และมีพฤติกรรมที่พึงประสงค์ของสังคมมากที่สุด.
จาก คุณพ่อเจ้าวัด
ครอบครัว สถาบันหลักของสังคม
ในวันนี้เราฉลองครอบครัวศักดิ์สิทธิ์ของพระเยซูคริสตเจ้า เพราะพระองค์ประสูติมาอยู่ในความดูแลของนักบุญโยเซฟ และพระนางมารีย์ ทั้งสามท่านอยู่ร่วมกันเป็นครอบครัว การที่พระเยซูคริสตเจ้าทรงประสูติมาอยู่ร่วมกับนักบุญโยเซฟ และพระนางมารีย์เป็นครอบครัว ก็แสดงว่าครอบครัวเป็นสถาบันที่สำคัญ เพราะพระองค์ทรงสถาปนาสถาบันครอบครัวให้สูงส่งและศักดิ์สิทธิ์ สถาบันครอบครัวเป็นหน่วยย่อยๆของสังคมแต่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง จนสามารถกล่าวได้ว่า “ครอบครัวดีสังคมดี ครอบครัวเข้มแข็งสังคมเข้มแข็ง” แต่น่าเสียดายที่สถาบันครอบครัวในปัจจุบันกำลังเผชิญกับวิกฤตการณ์อย่างหนัก ความสัมพันธ์ที่ดีงามในครอบครัวแบบเดิมๆที่เราเคยพบเห็นกำลังสูญสลายไป ความเสื่อมถอยแห่งคุณค่าของครอบครัวเกิดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด พ่อแม่ซึ่งเคยเป็นความปลอดภัย ความอบอุ่นใจของลูกๆ ในปัจจุบันนี้หลายๆครอบครัวไม่เป็นเช่นนั้นเสียแล้ว พ่อแม่ทำร้ายลูกของตนเอง สามีภรรยาต่างหวาดระแวงซึ่งกันและกัน ลูกๆเริ่มไม่ไว้วางใจและเคารพเชื่อฟังพ่อแม่ ลูกๆหลายคนดูถูกพ่อแม่ของตนว่าล้าสมัยไม่มีการศึกษาสู้ตนเองไม่ได้
เมื่อพิจารณาปัญหาต่างๆเหล่านี้แล้ว เราจะรู้สึกได้ทันทีว่าไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะทำให้สถาบันครอบครัวฝ่าวิกฤตการณ์เหล่านี้ไปได้ นักวิชาการหลายๆท่านพยายามค้นคว้าทางวิชาการตอบโจทย์เพื่อช่วยให้สถาบันครอบครัวผ่านวิกฤตการณ์ไปให้ได้ แต่ก็ยังไม่มีศาสตร์แขนงใดที่กล้ายืนยันว่าวิธีการของตนช่วยได้อย่างแน่นอน แต่อย่างไรก็ตามเรื่องราวของนักบุญโยเซฟพาพระกุมารและพระนางมารีย์หนีไปประเทศอียิปต์ ก็เป็นแบบอย่างความรับผิดชอบที่เรียบง่ายของพ่อแม่ต่อครอบครัว “ฑูตสวรรค์ขององค์พระผู้เป็นเจ้ามาเข้าฝันโยเซฟ กล่าวว่า จงลุกขึ้น พาพระกุมารและพระมารดาหนีไปประเทศอียิปต์…โยเซฟจึงลุกขึ้นพาพระกุมารและพระมารดาออกเดินไป…ในคืนนั้น” (มธ.2:13-14) การดูแลเอาใจใส่ครอบครัวให้สงบสุขปลอดภัย การให้ความรักความอบอุ่นกับลูกๆ จึงถือเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบและกระแสเรียกของพ่อแม่ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ พ่อแม่จึงต้องตระหนักถึงหน้าที่ความรับผิดชอบของตนโดยเลียนแบบท่านนักบุญโยเซฟ ลุกขึ้นทันทีต่อสถานการณ์ วิกฤตการณ์ต่างๆของครอบครัว ร่วมมือร่วมใจกันนำครอบครัวของตนให้พ้นภาวะวิกฤตไปให้ได้
สถาบันครอบครัวจะสามารถฝ่าวิกฤตการณ์ที่กำลังเผชิญอยู่ไปได้ ทุกๆหน่วยในครอบครัวล้วนมีบทบาทสำคัญในการสร้างครอบครัวให้เข้มแข็งและมีความสงบสุข ประสบการณ์ที่พ่อแม่สะสมมาเกือบตลอดชีวิตมายาวนานล้วนเป็นสิ่งที่มีคุณค่า หลายๆเรื่องมีคุณค่ามากกว่าวิชาการที่ลูกๆเรียนรู้จากตำราเสียอีก แต่ทำไมลูกๆหลายคนจึงดูถูกความคิดอ่านของพ่อแม่และไม่เชื่อฟัง พระบัญญัติของพระเป็นเจ้าสอนเราอย่างชัดเจนว่า “จงนับถือบิดามารดา” บุตรที่ให้เกียรติบิดามารดาจะได้รับพระพร สรุปก็คือ ถ้าทุกๆหน่วยในครอบครัวเข้าใจบทบาทหน้าที่ของตนและร่วมมือกัน ปัญหาต่างๆก็มีทางออกและสามารถแก้ได้ ขอให้เราพิจารณาแบบอย่างครอบครัวศักดิ์สิทธิ์ที่ทุกๆหน่วยในครอบครัวต่างทำตามบทบาทหน้าที่ของตน ด้วยวิธีการดังกล่าวนี้ ทำให้ครอบครัวศักดิ์สิทธิ์พ้นวิกฤตการณ์ที่ร้ายแรงไปได้ เป็นครอบครัวที่สงบสุข ศักดิ์สิทธิ์ เข้มแข็ง และบริสุทธิ์ไร้มลทิน สมเป็นครอบครัวตัวอย่างของเรา.
พระเจ้าสถิตกับท่าน
คุณพ่อ สมชาย อัญชลีพรสันต์
ประกาศ
- วันอาทิตย์นี้ เป็นวันครอบครัวของวัด หลังมิสซาขอเชิญสังสรรค์ร่วมกันที่ศาลาหลังใหม่
- วันอังคารที่ 31 ธ.ค. 2013 มีมิสซาขอบพระคุณพระเจ้า ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่เวลา 19.00 น.
- วันฉลองวัด วันพุธที่ 1 ม.ค. 2014 เป็นวันฉลองวัด มิสซาเวลา 10.30 น. พระคาร์ดินัลมาถึงเวลา 09.45 น. มีมิสซาสำหรับผู้ที่ทำงาน เวลา 07.00 น.
- วันผู้สูงอายุ วันเสาร์ที่ 4 ม.ค. 2014 เป็นวันผู้สูงอายุของวัด ขอเชิญผู้สูงอายุทุกท่านมาร่วมสวดภาวนา และมิสซาบูชาขอบพระคุณ เวลา 10.30 น. ก่อนมิสซามีสวดภาวนาร่วมกันและพระสงฆ์ฟังแก้บาป
- วันอาทิตย์ที่ 5 ม.ค. 2014 เป็นวันอาทิตย์ต้นเดือน มีโปรดศีลล้างบาปเด็กหลังมิสซาผู้ที่ปรารถนานำเด็กมารับศีลล้างบาป ให้กรอกข้อมูลล่วงหน้าใบกรอกข้อมูลรับได้ที่บ้านพักพระสงฆ์
download ไฟล์ สารวัดฉบับเต็ม ได้ที่นี่ สารวัดประจำสัปดาห์ 29-12-2013
Tags: ฉลองครอบครัวศักดิ์สิทธิ์, วัดพระชนนีของพระเป็นเจ้ารังสิต, วันพระคัมภีร์, สารวัด, สารวัด วัดพระชนนีของพระเป็นเจ้า รังสิต