สารวัด ฉบับที่ 828 วันอาทิตย์ที่ 22 พฤศจิกายน 2552 อาทิตย์ที่ 1 เทศกาลเตรียมรับเสด็จฯ

บอกเล่าให้ฟัง

พระศาสนจักรสอนว่า ทุกคนที่ได้รับศีลล้างบาปมีส่วนในความเป็นสงฆ์ของพระคริสตเจ้า เพราะฉะนั้นสงฆ์ในพระศาสนจักรจึงแบ่ง 2 ประเภทคือ สงฆ์ศาสนบริกรและสงฆ์สามัญ สงฆ์ศาสนบริกรก็คือพระสงฆ์ที่ถวายมิสซาบูชาขอบพระคุณ โปรดศีลศักดิ์สิทธิ์ให้กับพวกเราอยู่เป็นประจำนั่นเอง ส่วนสงฆ์สามัญนั้นหมายถึงพวกเราทุกคนที่ได้รับศีลล้างบาปแล้ว นักบุญเปาโลได้เปรียบเทียบพระศาสนจักรเป็นพระกายทิพย์ของพระคริสตเจ้า และสมาชิกทั้งมวลของพระศาสนจักรเปรียบดังอวัยวะต่างๆของร่างกาย อวัยวะทุกๆส่วนของร่างกายจะต้องทำหน้าสุดความสามารถเพื่อการเจริญเติบโตของร่างกาย ดังนั้นสงฆ์ศาสนบริกรก็ต้องทำหน้าที่สงฆ์ศาสนบริกรอย่างเติมที่ ในทำนองเดียวกันสงฆ์สามัญก็ต้องทำหน้าของตนสุดความสามารถเช่นเดียวกัน

หน้าที่หลักของสงฆ์มี 3 ประการ 1. เป็นสงฆ์ 2. เป็นประกาศก 3. เป็นกษัตริย์ หน้าที่สงฆ์หมายถึงการบันดาลความศักดิ์สิทธิ์ พวกเราทุกคนที่ได้รับศีลล้างบาปแล้วสามารถและมีหน้าที่บันดาลความศักดิ์สิทธิ์ โดยมีส่วนร่วมในพิธีมิสซาบูชาขอบพระคุณตามหน้าที่ที่ตนทำได้อาทิ การตอบรับในพิธีมิสซาบูชาขอบพระคุณ การอ่านพระวาจาของพระเจ้า การเป็นผู้นำในการสวดภาวนา การกล่าวอวยพรขอพระพรจากพระเป็นเจ้าสำหรับประชากร หรือแม้กระทั่งสามารถโปรดศีลล้างบาปในกรณีฉุกเฉิน แต่ต้องโปรดอย่างถูกต้องตามคำสั่งของพระเยซูคริสตเจ้า และสงฆ์สามัญยังมีหน้าทำให้ทุกที่ที่เขาอยู่เป็นสังคมที่ศักดิ์สิทธิ์ มีความรัก ความยุติธรรม สันติภาพและความชื่นชมยินดีฯลฯ หน้าที่ประกาศกหมายถึง หน้าที่เผยแผ่ข่าวดีเป็นต้น ด้วยการเป็นพยานโดยการดำเนินชีวิต พ่อแม่ต้องเป็นครูคำสอนคนแรกของลูกๆ เราสามารถอ่านและแบ่งปันพระวาจาของพระเจ้า หน้าที่การเป็นกษัตริย์คือหน้าที่การปกครอง การปกครองดูแลสังฆมณฑลและวัดไม่ใช่หน้าที่ของสงฆ์ศาสนบริกรเท่านั้น แต่เป็นหน้าที่ของสัตบุรุษซึ่งเป็นสงฆ์สามัญด้วย การบริหารงานปกครองดูแลสังฆมณฑลและวัดจึงประกอบไปด้วยองค์สาม คือ 1. พระสังฆราช/พระสงฆ์ 2. บรรดานักบวชชายหญิง 3. สภาอภิบาลหรือฆราวาส

นักบุญเปาโลสอนว่า ถ้าอวัยวะทุกๆส่วนทำหน้าที่ด้วยความรัก ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันสุดความสามารถภายใต้การนำของพระเยซูคริสตเจ้าผู้เป็นศีรษะ พระกายทิพย์ของพระคริสตเจ้าซึ่งหมายถึงพระศาสนจักรนี้ก็จะพัฒนาและเติบโตอย่างแน่นอน

จากคุณพ่อเจ้าวัด

จงตื่นเฝ้าอธิษฐานภาวนาอยู่เสมอ

เทศกาลเตรียมรับเสด็จพระคริสตเจ้า เป็นสัญญาณแห่งการรอคอยใครคนหนึ่งที่กำลังจะมา และใครคนนั้นที่กำลังจะเสด็จมาคือองค์พระคริสตเจ้า ถ้าบุคคลนั้นเป็นบุคคลสำคัญและมาทำภารกิจที่สำคัญมากเท่าใด ก็จะต้องมีการเตรียมความพร้อมมากเท่านั้น แน่นอนที่สุดในระหว่างการรอคอยนั้นจะต้องมีความเพียรทนเป็นองค์ประกอบที่สำคัญ ในพระวรสารนักบุญลูกาจึงให้ข้อคิดเตือนใจกับเหตุการณ์การรอคอยนี้ว่า “ท่านทั้งหลายจงตื่นเฝ้าอธิษฐานภาวนาอยู่ตลอดเวลาเถิด” (ลก. 21:36) การตื่นเฝ้าเสมอหมายถึงการเตรียมพร้อมเสมอ อธิษฐานภาวนาแสดงว่าเรื่องนี้ต้องเป็นเรื่องใหญ่สำคัญที่มีสาระจริงจัง ประมาทเลินเล่อและขาดความกระตือรือร้นไม่ได้ เพราะบุคคลที่กำลังจะเสด็จมาคือองค์พระคริสตเจ้าซึ่งเป็นบุคคลสำคัญที่สุด ที่จะเสด็จมาในฐานะองค์พระตุลาการของมนุษยชาติ

เทศกาลเตรียมรับเสด็จพระคริสตเจ้า จึงไม่ใช่เทศกาลเตรียมฉลองระลึกถึงเหตุการณ์การบังเกิดมาของพระเยซูคริสตเจ้าในอดีตเท่านั้น แต่เป็นการเตรียมรับเสด็จองค์พระคริสตเจ้าที่จะเสด็จมาอีกครั้งหนึ่งในพระสิริรุ่งโรจน์ในฐานะพระตุลาการของมนุษยชาติด้วย ในวันนั้นจะเป็นวันสุดท้ายของทุกสิ่งที่เป็นอนิจจังฝ่ายโลก เป็นวันพิพากษาผู้เป็นและผู้ตายอย่างที่เรายืนยันในบทยืนยันความเชื่อนั่นเอง วันนั้นจึงเป็นวันที่สำคัญมากๆตามความเชื่อของเรา เพราะเป็นวันที่พระยุติธรรมและความรอดพ้นที่พระเป็นเจ้าทรงสัญญาไว้จะมาถึง เนื่องด้วยวันๆนั้นมีความสำคัญมากมายเช่นนี้พระศาสนจักรจึงเชิญชวนให้เราพิจารณาไตร่ตรอง เพื่อความรอบคอบในการดำเนินชีวิตโดยอาศัยพระวาจาของพระเจ้าว่า “จงระวังไว้ให้ดี อย่าปล่อยใจของท่านให้หมกมุ่นอยู่ในความสนุกสนานรื่นเริง ความเมามายและความกังวลถึงชีวิตนี้ มิฉะนั้น วันนั้นจะมาถึงท่านอย่างฉับพลัน” (ลก. 21:34)

การเตรียมรับเสด็จพระคริสตเจ้านั้นยังหมายถึง การเตรียมต้อนรับความตายที่จะมาถึงแน่นอนสักวันหนึ่งด้วย เทศกาลเตรียมรับเสด็จพระคริสตเจ้าจึงแสดงให้เห็นนัยสำคัญในการรับเสด็จพระคริสตเจ้า 2 ประเด็น แต่ทั้งสองประเด็นก็เรียกร้อง การเตรียมตัวและจิตวิญญาณอย่างดี ความพร้อม และความเพียรทนในการต้อนรับการเสด็จมาขององค์พระคริสตเจ้าอย่างเหมาะสม เพื่อเราแต่ละคนจะรอดพ้นไปยืนอยู่เฉพาะพระพักตร์บุตรแห่งมนุษย์ได้ การเตรียมพร้อมอยู่เสมอนั้นคงไม่ได้หมายความว่าต้องรีบมารับศีลอภัยบาป และรับศีลมหาสนิท ต้องสวดภาวนาทั้งวันทั้งคืน แต่หมายถึงการคำเนินชีวิตอย่างมีคุณค่าเป็นที่พอพระทัยของพระเป็นเจ้าในการรัก และรับใช้เพื่อนพี่น้อง ทำหน้าที่ของตนอย่างดีที่สุด ถ้าเราทำได้เช่นนี้เมื่อวันนั้นมาถึงก็จะเป็นวันแห่งชัยชนะและเป็นวันแห่งความชื่นชมยินดีสำหรับเรา

พระเจ้าสถิตกับท่าน
คุณพ่อ สมชาย อัญชลีพรสันต์

ประกาศ

  1. วันอาทิตย์ที่ 6 ธ.ค. 2009 ทางวัดจะจัดเป็นวันพ่อแห่งชาติ มีอ่านบทอาเศียรวาทก่อนมิสซา และหลังมิสซาจะมอบของที่ระลึกให้ตัวแทนคุณพ่อ 12 ท่าน
  2. กิจกรรมคืนวันคริสตมาส 24 ธ.ค. เริ่มด้วยพิธีนพวาร เวลา 18.00 น. ต่อด้วยกิจกรรมต่างๆถึงเวลา 21.00 น. 21.30 น. ละครศักดิ์สิทธิ์ 22.00 น. เริ่มมิสซา วันที่ 25 ธ.ค. 2009 มิสซาเช้าเวลา 9.00 น.รายละเอียดติดตามได้ที่หน้าวัด
  3. ตรีวารฉลองวัด เริ่มวันอาทิตย์ที่ 13 , 20 , 27 ธ.ค. 2009 วันอาทิตย์ที่ 27 ธ.ค. 2009 เป็นวันครอบครัวของวัด ขอเลื่อนมิสซาเป็นเวลา 9.30 น. หลังมิสซามีสังสรรค์และรับประทานอาหารร่วมกัน
  4. ประกาศแต่งงานระหว่าง นาย อันเดร วิษณุพร อรุณลักษณ์ บุตรของ นาย ประมินทร์ และ นาง มารีอา ประภา อรุณลักษณ์ กับ นางสาว โชติกา เพิ่มทวีทรัพย์ บุตรของ นาย สมาน และนาง หา เพิ่มทวีทรัพย์ผู้ใดทราบว่าทั้งสองมีข้อขัดขวางใดๆในการแต่งงานต้องแจ้งให้คุณพ่อเจ้าวัดทราบ

Tags: , ,

'งดแสดงความคิดเห็น'.