เนื้อหาจาก March 28th, 2019

สารวัด ฉบับที่ 151220 วันอาทิตย์ที่ 24 มีนาคม ค.ศ. 2019

Thursday, March 28th, 2019

บอกเล่าให้ฟัง

มีคริสตชนหลายคนถามพ่อว่า “ผี” มีจริงหรือเปล่า พ่อมักจะตอบว่า “ผี” แบบในละครหรือในภาพยนต์ พ่อไม่เชื่อในลักษณะนั้นหรอกนะ แต่พระศาสนจักรเชื่อเรื่องความสัมพันธ์ของบรรดาผู้ศักดิ์สิทธิ์ หรือสหพันธ์นักบุญ พระศาสนจักรมี 3 กลุ่มใหญ่ บรรดานักบุญหมายถึง ผู้ที่ได้รับความรอดพ้นแล้ว บรรดาผู้ล่วงลับที่ยังต้องรอการชำระวิญญาณของตนให้บริสุทธิ์แล้ว จะได้รับความรอดพ้นหรือไปสวรรค์ และพวกเราที่ยังมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ที่ยังต้องเดินทางต่อไปจนกว่าจะบรรลุเป้าหมายปลายทางแห่งชีวิต ทั้งสามกลุ่มนี้สามารถติดต่อมีความสัมพันธ์ต่อกันและกันได้ ในการอธิษฐานภาวนาและในความช่วยเหลือเกื้อกูลต่างๆ อาทิ นักบุญเสนอวิงวอนพระเจ้าเพื่อเรา เราสวดภาวนาให้กับวิญญาณทั้งหลาย และวิญญาณทั้งหลายสามารถช่วยเหลือเรา ฯลฯ และพ่อยังคิดต่อไปด้วยว่า พระศาสนจักรสอนอย่างชัดเจนว่ามีสิ่งสร้างที่เป็นจิตล้วนทั้งดีและชั่วร้าย เพราะฉะนั้นเราจึงแน่ใจได้ว่ามีพลังแห่งธรรมและพลังแห่งอธรรม

พลังแห่งธรรม หมายถึงพลังแห่งความดีซึ่งมาจากพระเจ้า ซึ่งพระองค์ทรงคอยช่วยเหลือเกื้อกูลค้ำจุนชีวิตของเราเสมอมา พลังแห่งธรรมจะก่อให้เกิดความดีงามในชีวิตของมนุษย์ อาทิ ความเป็นหนึ่งเดียวกัน ความรัก ความเมตตากรุณา ความโอบอ้อมอารี ความเข้าใจ การให้อภัย ฯลฯ ถ้าเราสังเกตเห็นว่ามีสิ่งที่พ่อยกตัวอย่างมานี้และความดีอื่นๆในเชิงสร้างสรรค์ ในชุมชนแห่งความเชื่อของเรา ในครอบครัวของเรา และที่ไหนก็ตามที่มีคนอยู่ร่วมกัน แสดงว่าพระเจ้าประทับอยู่ที่นั่นและทรงอวยพรกิจการต่างๆ ทรงช่วยเหลือเกื้อกูลทุกๆคนที่อยู่ที่นั่น พลังแห่งธรรมนั้นอาจมาจากพระเจ้าโดยตรง หรือผ่านบรรดาผู้ศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย และบรรดาฑูตสวรรค์ของพระองค์ รวมทั้งการดำเนินชีวิตร่วมกันในพระนามของพระเยซูคริสตเจ้า เพราะพระองค์ทรงสัญญาไว้ว่า “ที่ใดก็ตามที่ตั้งแต่สองคนขึ้นไป ทำกิจการต่างๆ ในพระนามของพระองค์ พระองค์จะประทับอยู่ที่นั่น และเมื่อวอนขอสิ่งใดพระบิดาเจ้าสวรรค์จะฟังคำของพวกท่าน”

พลังแห่งอธรรม หลังแห่งความเลวร้ายตามที่เราเคยเรียนคำสอนมา มีสิ่งสร้างที่เป็นจิตพวกหนึ่งมันทรยศต่อพระเจ้าและพ่ายแพ้ต่อพระองค์ ในที่สุดมันกลายเป็นปีศาจมารร้าย สิ่งสร้างนี้มันก็มีพลังเช่นเดียวกันและพวกมันจะพยายามทำทุกอย่าง เพื่อทำให้มนุษย์ที่พระเจ้าทรงรักพินาศมีสภาพเดียวกับพวกมันให้จงได้เพราะ ฉะนั้น พวกเราต้องระวังอย่าให้มันเข้ามาแทรกแซงมีอิทธิพลเหนือการดำเนินชีวิตและกิจการต่างๆที่เรากระทำ พลังแห่งอธรรรมบางครั้งมันอาจจะไม่ได้มาจากปีศาจมารร้ายโดยตรงก็ได้ เมื่อมีอะ ไรที่ไม่ดีไม่งามเกิดขึ้นหลายๆครั้ง เราชอบโยนความผิดให้กับปีศาจมารร้าย แต่ความจริงจิตใจของเรามนุษย์ด้วยกันเองก็ใช่ย่อยเสียเมื่อไร เพราะเรามนุษย์มีเสรีภาพที่จะเลือกทำความดีหรือความชั่วก็ได้ นอกจากนั้นพระศาสนจักรยังสอนด้วยว่า หลังจากมนุษย์ตกในบาปแล้วมนุษย์มีความโน้มเอียงในทางชั่วแฝงอยู่ภายใน ในบทขอบ พระคุณในเทศกาลมหาพรตแบบเดิม เขาแปลไว้ว่าเราต้องพยายามตัดกิเสสปราบสันดาน ความจริงพ่อก็ชอบนะเพราะมันตรงดี เพราะ ฉะนั้นพวกเราต้องระวังนะครับถ้าเริ่มมีความไม่ไว้วางใจ เรื่องระหองระแหงต้องรีบขจัดมันออกไปเสีย อย่าปล่อยให้มันกลายเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดความแตกแยก ยึดตนเองเป็นหลัก นั่นแสดงว่าเข้าทางปีศาจมารร้ายจนในที่สุดสันติสุขความดีงามของชุมชนจะค่อยๆจางหายไป.

จากคุณพ่อเจ้าวัด

*******************************************************************************

พระเจ้าของเราทรงพระเมตตาและให้โอกาสเสมอ

เมื่อมีภัยพิบัติต่างๆ เหตุการณ์ร้ายๆเกิดขึ้นในโลกในสังคมของเรา อาทิ น้ำท่วมใหญ่ แผ่นดินไหว พายุใหญ่เข้าถล่มเมืองนั้นเมืองนี้ อุกกาบาตตกในประเทศรัสเซีย สึนามิ ฯลฯ เราลองถามตนเองหรือลองฟังการบอกเล่าจากคนอื่นก็ได้ เราจะพบว่ามีคนจำนวนมากมุ่งความคิดมุ่งประเด็นไปที่ “พระเจ้าลงโทษเพราะมนุษย์ทำบาปทำผิดอะไรสักอย่าง” “หรือความชั่วร้ายบาปของมนุษย์” คำถามที่เกิดขึ้นมักจะออกมาในทำนองที่ว่า เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นเพราะอะไร ใครทำอะไรให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ พระเจ้าไม่พอพระทัยหรือเปล่า ประเด็นคำถามที่นักบุญลูกากล่าวถึงในพระวรสารเป็นคำถามในทำนองนี้ คำตอบของพระเยซูคริสตเจ้าจึงเป็นการแก้ความเข้าใจผิดของมนุษย์ที่ว่า ภัยพิบัติและความทุกข์ยากลำบากต่างๆ มีต้นเหตุจากบาป “คนบางคนเข้ามาทูลพระเยซูเจ้าถึงเรื่องชาวกาลิลี ซึ่งถูกปีลาตสั่งประหารชีวิตในขณะถวายเครื่องบูชา” (ลก.13:1)

คำถามที่พระเยซูคริสตเจ้าถามประชาชน แฝงไปด้วยนัยสำคัญให้เราต้องไตร่ตรองชีวิตของเรามากๆ “ท่านคิดว่าชาวกาลิลีเหล่านี้เป็นคนบาปมากกว่าชาวกาลิลีทุกคนหรือ” (ลก.13:2) คนที่หอสิโออัมพังทับตายก็เช่นกัน พระองค์ถามคำถามเดียวกัน และพระองค์ทรงย้ำว่า “ถ้าท่านไม่กลับใจเปลี่ยนชีวิต ทุกท่านจะต้องพินาศไปเช่นเดียว กัน” (ลก.13:5) ที่พระองค์ตรัสเช่นนี้เพื่อต้องการจะเตือนเราว่า “บาปไม่ใช่เหตุผลโดยตรงของเหตุการณ์ร้ายๆที่เกิดขึ้น” ที่เหตุการณ์ร้ายๆเกิดขึ้นเพราะมนุษย์ขาดความรัก ความเมตตา และความรับผิดชอบ ไม่ได้ปฏิบัติตามพระประสงค์และกฎเกณฑ์ที่พระเจ้าวางไว้ ยอมให้กิเลสตัณหาครอบงำใจจนในที่สุดมนุษย์จะทำร้ายกัดกินกันเอง และทำลายทุกสิ่ง อีกนัยหนึ่งจากเหตุการณ์ร้ายๆที่เกิดขึ้น  พระองค์ต้องการให้เราได้ไตร่ตรองถึงความเป็นอนิจจังของโลกและสรรพสิ่งในโลก ด้วยเหตุนี้แทนที่พระองค์จะตอบคำถามว่าทำไม หรือเพราะอะไร พระองค์กลับเชิญชวนให้ทุกคนกลับใจใช้โทษบาป ที่เหตุการณ์ร้ายเกิดขึ้นกับชนกลุ่มนั้นกลุ่มนี้ไม่ใช่เพราะพวกเขาเป็นคนบาปมากกว่าเรา แต่เพราะทุกอย่างเกิดขึ้นจากธรรมชาติความเป็นอนิจจังของโลกและสรรพสิ่งอยู่แล้ว มีเกิดก็มีตาย มีความเจริญก็มีวันเสื่อมสลาย มีหนุ่มสาวและมีความชราภาพ ฯลฯ ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ในกระบวนการนี้หลังจากมนุษย์ตกในบาปแล้ว เนื่องจากโลกเป็นอนิจจังอย่างนี้ พระเยซูเจ้าจึงเตือนให้เราดำเนินชีวิตอย่างรอบคอบ เพราะทุกคนเป็นคนบาปต้องการกลับใจใช้โทษบาปทั้งสิ้น

หลังจากเล่าเรื่องเหตุการณ์ซึ่งเป็นเครื่องหมายแห่งกาลเวลา ชวนให้กลับใจใช้โทษบาปแล้ว นักบุญลูกาได้เล่าเรื่องต้นมะเดื่อเทศไร้ผล ท่านเน้นเรื่องความเพียรทนของพระเจ้าที่มีต่อความบาปผิดของเรามนุษย์ และท่านยังระบุเวลา 3 ปี ซึ่งตรงกับระยะเวลา 3 ปีที่พระเยซูคริสตเจ้าทรงออกมาเทศน์สอนจนสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน พระเจ้าเสด็จมาตักเตือนเทศน์สอนมนุษย์ด้วยพระองค์เอง ประทานเครื่องหมายแห่งกาลเวลา สิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนเพื่อไถ่บาปโทษของมนุษยชาติ อีกทั้งยังให้เวลาให้โอกาสมนุษย์มากมาย เพื่อให้มนุษย์กลับใจได้รับความรอดพ้น แต่ยังมีมนุษย์จำนวนมากมายไม่สนใจเรื่องเหล่านี้ เราจึงเห็นได้ว่ามนุษย์สมควรพินาศ แต่พระเจ้ายังให้โอกาสและเพียรทนต่อเราอยู่เสมอ พระวาจาของพระเจ้าจึงเตือนใจเราให้ใช้เวลาและโอกาสที่พระองค์ประทานให้ ในการกลับใจใช้โทษบาปเพื่อเราจะได้รับความรอดพ้น.

พระเจ้าสถิตกับท่าน

คุณพ่อ สมชาย อัญชลีพรสันต์

*******************************************************************************

ประกาศ

  1. ในเทศกาลมหาพรตมีเดินรูป 14 ภาคก่อนมิสซาบูชาขอบพระคุณ วันเสาร์เวลา 19.00 น. วันอาทิตย์ เวลา 45 น. ส่วนกิจศรัทธาอื่นของดไป ให้พี่น้องทำส่วนตัวในเทศกาลมหาพรต
  2. ขอให้พี่น้องนำกระบอกมหาพรตไปไว้ที่บ้าน เพื่อออมเงินที่ได้จาก การทำพลีกรรม จำศีลอดอาหาร การเสียสละเรื่องอื่นๆ และเงินที่พี่น้องปรารถนาที่จะช่วยผู้ด้อยโอกาส แล้วนำมาคืนที่วัดหลังจากจบเทศกาลมหาพรต
  3. วันเสาร์ที่ 6 เม.ย.  2019 เป็นวันผู้สูงอายุของวัด ขอเชิญผู้สูงอายุทุกท่านมาสวดภาวนา และร่วมมิสซาด้วยกัน มิสซาเวลา 10.00 น. หลังมิสซามีพบปะสังสรรค์ทานอาหารร่วมกัน
  4. วันอาทิตย์ที่ 7 เม.ย. 2019 เป็นวันอาทตย์ต้นเดือน มีโปรดศีลล้างเด็ก ผู้ที่ปรารถนาจะนำลูกหลานมารับศีลล้างบาปให้กรอกข้อมูลล่วงหน้าและส่งข้อมูลล่วงหน้าด้วย
  5. วันอาทิตย์ที่ 7  เม.ย. 2019 ประชุมสภาภิบาล เวลา 10.30 น. ขอเชิญคณะกรรมการสภาภิบาลทุกท่านเข้าร่วมประชุมโดยพร้อมเพรียง
  6. ทางวัดจัดค่ายคำสอนภาคฤดูร้อน ปีนี้มีเด็กมาเรียนคำสอนประมาณ 30- 40 คน พี่น้องท่านใดมีความประสงค์จะช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในค่ายคำสอน ทำได้ที่ตู้ทานกลางวัด

 

Presentation โอกาสฉลอง 25 ปี วัดพระชนนีของพระเป็นเจ้า รังสิต

สารวัด ฉบับที่ 151219 วันอาทิตย์ที่ 17 มีนาคม ค.ศ. 2019

Thursday, March 28th, 2019

บอกเล่าให้ฟัง

ความรักความเมตตาความเห็นอกเห็นใจ เป็นบรรทัดฐานอย่างหนึ่งในการตัดสินใจของเรา         ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของผู้คน หลายๆครั้งเราต้องตัดสินใจทำอะไรสักอย่างที่มันจะ ต้องเลือกระหว่างความถูกต้องและความเมตตาความเห็นอกเห็นใจที่เราสมควรจะมีต่อผู้อื่น มันเป็นเรื่องที่ยากเหมือนกัน เพราะ ว่าถ้าเราเลือกทำในสิ่งที่ถูกต้องตามกฏเกณฑ์ทุกอย่าง เราจะทำให้ผู้อื่นตกที่นั่งลำบาก แต่ถ้าเราเลือกที่จะเอาความเห็นอกเห็นใจมามีส่วนในการพิจารณา ก็ดูเหมือนว่าจะทำให้กฏเกณฑ์มันไม่ศักดิ์สิทธิ์ และคนที่ตัดสินใจอย่างนี้จะถูกมองว่าเป็นคนไม่เอาไหน ไม่เด็ดขาดเป็นผู้นำคนไม่ได้ พ่อเป็นคนที่ทำงานในองค์กรพระศาสนจักร หลายต่อหลายครั้งพ่อรู้สึกแย่กับการตัดสินใจของผู้บริหารองค์กร เพราะว่าพนักงานบางคนทำบางสิ่งบางอย่างที่เสียหายไม่ถูกต้อง ถ้าเป็นบริษัทหรือองค์กรอื่นๆที่ไม่ใช่องค์กรของพระศาสนจักรก็คงโดนไล่ออกไปแล้ว แต่ผู้บริหารในองค์กรของพระศาสนจักรเขาไม่ทำเช่นนั้น เพราะเขาคำนึงถึงผลกระทบที่มีต่อครอบครัว คนอื่นๆ และต่อคนๆนั้นเอง และตัดสินใจทำลงไป โดยให้มีผลกระทบต่อครอบครัวและคนรอบข้างของคนๆนั้นน้อยที่สุด คนภายนอกจะดูว่าผู้บริหารในองค์กรพระศาสนจักรใช้ไม่ได้ไม่เด็ดขาด ตัดสินใจไม่ดีแก้ปัญหาไม่ได้ ที่พ่อรู้สึกไม่ดีเพราะเรื่องนี้เหมือนกัน ย้อนคำนึงถึงคำสอนของอธิการท่านหนึ่งสมัยที่พ่อเป็นเณร ท่านเล่าถึงคนที่มาขอความช่วยเหลือ และเหตุการณ์อย่างที่พ่อเขียนเล่ามาข้างต้น ท่านบอกว่า  “ท่านยอม ให้ทุกคนมองท่านว่าเป็นพระสงฆ์โง่ๆดีกว่าให้คนมองว่า ท่านเป็นพระสงฆ์ไร้ความเมตตาขาดความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น” พ่อไม่เข้าใจเรื่องที่ท่านพูดจนกระทั่งเมื่อเป็นพระสงฆ์แล้วและได้ประสบเหตุการณ์ด้วยตนเอง เพราะหลายๆครั้งพ่อเป็นพระสงฆ์โง่และบริหารไม่เป็นในสายบตาของผู้คนจริงๆ

เมื่อคิดถึงเรื่องต่างๆ เหล่านี้แล้วก็อดนึกสมเพชและอดขำตนเองไม่ได้  ทำไมคนเก่งๆดีๆมีเยอะแยะไปหมดทำไมพระเจ้าต้องมาเลือกคนโง่ๆอย่างเราก็ไม่รู้ ทำอะไรก็ไม่ค่อยได้เรื่องเท่าไร แต่เมื่อมองไปที่พระเยซูคริสตเจ้าพระอาจารย์ ความรู้สึกเศร้าหมองกลับดีขึ้นมามากทีเดียว เพราะพระอาจารย์ของเราเคยประ สบชะตากรรมเช่นเดียวกัน พระองค์ตรัสว่า  “เราพอใจในความเมตตากรุณามากกว่าเครื่องบูชา” “วันสะบาโตมีไว้เพื่อมนุษย์มิใช่มนุษย์มีไว้เพื่อวันสะบาโต” เมื่อพระองค์ตรัสไว้เช่นนี้ พ่อคิดว่าพระองค์ก็คงประสบปัญหาในทำนองเดียวกัน จึงไม่แปลกอะไรที่เราประสบปัญหาเช่นนี้บ้าง เพราะศิษย์ย่อมไม่อยู่เหนือพระอาจารย์ พระอาจารย์ประสบปัญหาอะไรลูกศิษย์คงจะ ต้องประสบบ้างเป็นธรรมดา พ่อนั่งรำพึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นในวัดพระชนนีของพระเป็นเจ้าตั้งแต่พ่อเป็นผู้ฟัง จนกระทั่งได้มาประ สบกับตนเอง พ่อต้องขอบพระคุณพระเจ้าและพระชนนีของพระองค์อย่างไม่รู้จักจบสิ้น เพราะพ่อได้เห็นความช่วยเหลือเกื้อ กูลและผู้มีน้ำใจดีมากมายปรากฎขึ้นในสถานการณ์ต่างๆ เหมือน กับคำพังเพยที่ว่า “ถ้าไม่มีสงครามเราคงไม่พบวีรบุรุษ” ถึงแม้จะมีคำพังเพยเช่นนี้ คงไม่ได้หมายความว่าพวกเราต้องก่อปัญหาก่อสงคราม ตรงกันข้ามพวกเราต้องร่วมใจกันสร้างสันติสุขในชุมชนความเชื่อวัดพระชนนีของพระเป็นเจ้าแห่งนี้ และพยา ยามสร้างบรรยากาศของความเป็นหนึ่งเดียวกันรักกันเห็นอกเห็นใจกันและกัน ขอพระเจ้าตอบแทนน้ำใจดีของพี่น้อง ที่พี่น้องได้แสดงให้เห็นประจักษ์ในเวลาที่ผ่านๆมา และพ่อหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเราจะรักกันช่วยเหลือกันมีน้ำใจต่อกันเข้าอกเข้าใจกันมากขึ้นต่อไป.

จาก คุณพ่อเจ้าวัด

***************************************************************

ประสบการณ์ความเชื่อ

กิจการต่างๆที่พระศาสนจักรนำเสนอให้เราคริสตชนปฏิบัติในเทศกาลมหาพรต เป็นกิจการที่ช่วยให้เราเข้าใจความเป็นจริงของชีวิตมากขึ้น หนทางที่มนุษย์ทุกคนต้องมุ่งหน้าไปจนบรรลุเป้าหมายปลายทาง ไม่ใช่หนทางที่โปรยด้วยดอกกุหลาบหนทางที่ราบรื่นเดินสบายๆ อย่างที่หลายๆคนกำลังคิดอยู่ กิจการที่พระศาสนจักรแนะนำให้เราปฏิบัติในเทศกาลมหาพรต ทำให้เราทราบว่าชีวิตมนุษย์นั้นเปราะบางอ่อนแอ ต้องเผชิญกับปัญหาอุปสรรค์ ความทุกข์ลำบากในชีวิตมากมายกว่าจะบรรลุถึงเป้าหมายแห่งชีวิต และพระเยซูคริสตเจ้าเองทรงบอกกับเราตรงไปตรงมาว่า “หนทางที่จะบรรลุเป้าหมายแท้จริงของชีวิตคือหนทางแห่งไม้กางเขน” “ถ้า ผู้ใดอยากติดตามเรา ก็จงเลิกคิดถึงตนเอง จงแบกไม้กางเขนของตนทุกวันและติดตามเรา ผู้ใดใคร่รักษาชีวิต ผู้นั้นจะต้องสูญเสียชีวิต แต่ถ้าผู้ใดเสียชีวิตเพราะเรา  ผู้นั้นจะรักษาชีวิตได้” (ลก.9:23-24) หนทางแห่งความเพียรทนเสียสละอุทิศตนเช่นนี้ กิจการที่เราปฏิบัติในเทศกาลมหาพรตบอกเราว่า ลำพังกำลังความสามารถของมนุษย์เท่านั้น ไม่มีทางที่จะทำให้เราเดินหน้าฟันฝ่าอุปสรรค์ ความทุกข์ยากลำบากต่างๆจนบรรลุเป้าหมายปลายทาง เราจึงต้องพึ่งพระหรรษทานความช่วยเหลือจากพระเจ้า

พระเยซูคริสตเจ้าทรงเข้าใจ ธรรมชาติความอ่อนแอของมนุษย์เป็นอย่างดี ทรงทราบว่าหลังจากพระองค์ทรงสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนแล้ว บรรดาสานุศิษย์ของพระองค์จะตกอยู่ในสภาพเช่นไร พระองค์จึงทรงเลือกบุคคลสำคัญซึ่งเป็นผู้นำของบรรดาศิษย์ ขึ้นไปอธิษฐานภาวนาบนภูเขาพร้อมกับพระองค์ และให้พวกเขามีโอกาสสัมผัสพระสิริรุ่งโรจน์ของพระองค์ ซึ่งเป็นความสุขความชื่นชมยินดีในสวรรค์ “พระองค์ทรงพาเปโตร ยอห์น ยากอบ ขึ้นไปบนภูเขาเพื่ออธิษฐานภาวนา…พระพักตร์เปลี่ยนไปและฉลองพระองค์มีสีขาวเจิดจ้า…..เมื่อตื่นขึ้นก็เห็นพระสิริรุ่งโรจน์ของพระ องค์และบุรุษทั้งสอง” (ลก.9:28-32) การสัมผัสความสุขความชื่นชมยินดีในสวรรค์ เป็นประสบการณ์ความเชื่อซึ่งเป็นแรงผลักดันที่สำคัญ ทำให้อัครสาวกทั้งสามสามารถพลิกฟื้นความเชื่อที่คลอนแคลน หลังจากที่พระเยซูคริสตเจ้าสิ้นพระชนม์ กลับมามั่นคงอีกครั้ง อีกทั้งประสบการณ์ความเชื่อของอัครสาวกทั้งสาม ยังสามารถเป็นพยานเรียกขวัญ ความหวัง และกำลังใจของบรรดาศิษย์ที่กระเจิดกระเจิงไปแล้วกลับคืนมา

พระศาสนจักรทราบเช่นเดียวกันว่ามนุษย์จะต้องฟันฝ่าอุปสรรค์ต่างๆ จึงจะสามารถบรรลุเป้าหมายปลายทางและประสบ การณ์ความเชื่อนี่แหละ จะเป็นพลังที่สำคัญทำให้มนุษย์บรรลุเป้า หมายแห่งชีวิต พระศาสนจักรจึงนำเสนอวิธีการที่จะช่วยให้คริสตชนมีประสบการณ์ความเชื่อ นั่นก็คือการอ่านและฟังพระวาจาของพระเจ้าแล้วนำไปปฏิบัติตาม และการอธิษฐานภาวนา พระวาจาของพระเจ้าจะเป็นคำตอบสำหรับชีวิตของเรา จึงมีเสียงจากสวรรค์ว่า “ท่านผู้นี้เป็นบุตรของเรา ผู้ที่เราได้เลือกสรร จงฟังท่านเถิด” (ลก.9:35) นักบุญลูกาให้กำลังใจเราโดยอาศัยพระสิริรุ่งโรจน์ที่ปรากฏในขณะที่อธิษฐานภาวนา เมื่อชีวิตของเราต้องเผชิญกับความล้มเหลว ความทุกข์ยากลำบาก วิกฤติการณ์ต่างๆ การอธิษฐานภาวนาสามารถปรับเปลี่ยนจิตใจให้เข้มแข็ง สามารถฟันฝ่าอุปสรรค์ความทุกข์ยากลำบากต่างๆจนถึงเป้าหมายปลายทางแห่งชีวิต.

พระเจ้าสถิตกับท่าน

คุณพ่อ สมชาย อัญชลีพรสันต์

***************************************************************

ประกาศ

  1. ในเทศกาลมหาพรตมีเดินรูป 14 ภาค

ก่อนมิสซาบูชาขอบพระคุณ วันเสาร์เวลา 19.00 น.

วันอาทิตย์ เวลา  8.45 น. ส่วนกิจศรัทธาอื่นของดไป

ให้พี่น้องทำส่วนตัวในเทศกาลมหาพรต

  1. ขอให้พี่น้องนำกระบอกมหาพรตไปไว้ที่บ้านเพื่อออมเงินที่ได้จากการทำพลีกรรมจำศีลอดอาหารการเสียสละเรื่องอื่นๆ และเงินที่พี่น้องปรารถนาที่จะช่วยผู้ด้อยโอกาส แล้วนำมาคืนที่วัดหลังจากจบเทศกาลมหาพรต
  2. วันอาทิตย์นี้ ขอเชิญผู้อ่านบทอ่าน ผู้ที่ปรารถนาจะมาช่วยอ่านบทอ่าน และผู้ที่ปรารถนาที่จะอ่านพระคัมภีร์ร่วมกัน รวมกันที่ศาลาเรือนไทยเวลา 10.30 น. เพื่อจัดตารางเวลาและอ่านพระคัมภีร์ร่วมกัน
  3. วันอาทิตย์ที่ 7  เม.ย. 2019 ประชุมสภาภิบาล เวลา 10.30 น. ขอเชิญคณะกรรมการสภาภิบาลทุกท่านเข้าร่วมประชุมโดยพร้อมเพียง
  1. ค่ายคำสอนภาคฤดูร้อน ในปีนี้จะเริ่ม วันที่ 21 มี.ค จนถึงประมาณ 25 เม.ย 2019 ผู้ปกครองที่ต้องการส่งลูกหลานมาเรียนคำสอน ลงชื่อที่อยู่เบอร์โทรศัพท์ความต้องการรถรับส่งได้ที่หน้าวัด
  2. การซ่อมแซมวัดเสร็จเรียบร้อยแล้ว

ขอขอบคุณพี่น้องทุกท่านที่ร่วมมือร่วมใจกันในด้านต่างๆจนสำเร็จ ขอพระเจ้าตอบแทนน้ำใจดีของพี่น้อง

ทุกท่าน ถ้าผู้ใดต้องการช่วยค่าซ่อมแซมวัดครั้งนี้มอบได้ที่คุณพ่อเจ้าวัด

 

Presentation โอกาสฉลอง 25 ปี  วัดพระชนนีของพระเป็นเจ้า รังสิต