บอกเล่าให้ฟัง
ท่ามกลางความทุกขเวทนาที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรงทั่วหน้ากันนี้ พ่อคิดว่าคงไม่มีอะไรดีไปกว่าการปลอบใจเตือนความเชื่อของกันและกัน การปลอบใจเตือนความเชื่อของกันและกันนั้น คงมิได้หมายถึงการสวดภาวนาให้แก่กันและกันเท่านั้น แต่รวมความถึงการร่วมทุกข์ร่วมสุข ความเข้าใจ การให้กำลังใจ การปลอบใจ การชี้แนะกันและกันให้มองทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในเชิงบวกด้วยสายตาแห่งความเชื่อด้วย ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้มีมุมมองหลายๆมุมมองเสมอ มันขึ้นอยู่กับว่าเราจะเลือกมองหรือจมอยู่ในแง่ไหนมุมไหน ถ้าเราเลือกมองในสิ่งดีเชิงสร้างสรรค์ เราจะสามารถสร้างขวัญกำลังใจ พบพื้นที่สงบพักใจ ความหวังใหม่ทำให้เราลุกขึ้นและก้าวหน้าต่อไป อย่างที่บรรดานักปราชญ์เคยกล่าวว่า “เราสามารถพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส ในสิ่งเลวร้ายเราสามารถเห็นสิ่งที่ดีงาม แทนที่จะบ่นว่าความมืดเราจุดเทียนขึ้นสักแท่งหนึ่งจะดีกว่า” การพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาสจะต้องคิดกระทำด้วยความระมัดระวัง และด้วยความเข้าใจที่ถูกต้อง นั่นหมายความว่าในวิกฤติที่เกิดขึ้นเราสามารถหาช่องทางที่จะพัฒนา ทำชีวิตของเราให้ดีขึ้นในหนทางที่ถูกที่ควร อาทิ เราได้รับองค์ความรู้ใหม่ๆในการพัฒนาปรับเปลี่ยนระบบต่างๆและวิถีชีวิตของเราให้ดีขึ้น หรือเราพบช่องทางทำมาหากินใหม่ๆที่สุจริต ฯลฯ เพราะฉะนั้นการพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาสจึงไม่ใช่การฉวยโอกาสหรือการเอาเปรียบคนอื่น อาทิ ในช่วงเวลาที่คนเดือดร้อนอพยพทิ้งบ้านช่องหนีน้ำบางคนสบโอกาสเหมาะเข้าขโมยงัดแงะบ้านคนอื่น คิดค่าเรือแพงๆ ขายของแพงๆ ฯลฯ การกระทำอย่างหลังนี้เขาเรียกว่า “การฉวยโอกาส การซ้ำเติมผู้ประสบภัยซึ่งเป็นการกระทำที่เลวทรามต่ำช้า”