Posts Tagged ‘สารวัด’

สารวัด ฉบับที่ 151202 วันอาทิตย์ที่ 18 พฤศจิกายน ค.ศ. 2018

Saturday, November 17th, 2018

บอกเล่าให้ฟัง

เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วพ่อยังรู้สึกว่าพ่อเพิ่งมาได้ไม่นาน จัดห้องจัดบ้านยังไม่เข้าที่เข้าทาง การตรวจตราหาของก็ยังไม่ทั่วถึง เพราะมีอีกหลายอย่างยังไม่รู้อยู่ที่ไหน การซ่อมแซมก็ยังทำไม่หมดสักที เพราะวัดของเรามันถึงเวลาซ่อมแซมแล้ว เรากำลังจะฉลองครบ 25 ปี เดือนตุลาคมเพิ่งออกไปสวดตามบ้านเสร็จเ ราก็เข้าบรรยากาศการเตรียมฉลองคริสต์มาสและฉลองวัดอีกแล้ว งานที่เราต้องร่วมมือกันมีภาพกว้างๆดังนี้ งานที่จะเตรียมก่อนวันฉลอง งานที่จะต้องช่วยกันทำในวันฉลอง และงานหลังจากวันฉลองผ่านพ้นไปแล้ว เพราะฉะนั้นเราคงต้องจัดลำดับก่อนหลังให้ถูกต้อง ไม่เช่นนั้นเราอาจจะพลาดได้ สิ่งที่ต้องทำแล้วเรายังไม่ได้ทำ  สิ่งที่ยังไม่ต้องทำเราไปรีบทำมันเสียแล้ว หกเดือนที่ผ่านมาพ่อได้พิสูจน์ให้พี่น้องเห็นแล้วว่า “พ่อทำคนเดียวไม่ได้” และในพวกเราก็คงไม่มีใครชอบทำงานคนเดียว โดยไม่ต้องการความร่วมมือจากผู้อื่น ตรงกันข้าม พ่อเชื่อว่าความร่วมมือจากหลายๆฝ่ายหรือจากพี่น้องทุกๆท่านจะนำมาซึ่งความสำเร็จอันงดงาม

พี่น้องครับพ่อได้ประชุมกับคณะกรรมสภาภิบาลชุดใหม่ ได้มีการแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบกันเรียบร้อยแล้ว และการเตรียมฉลองคริสต์มาสและฉลองวัด ก็ระบุผู้รับผิดชอบงานด้านต่างๆไว้เรียบร้อยแล้ว พ่อได้แจ้งถึงวิธีการทำงานและนโยบายในการทำงานแบบของพ่อให้คณะกรรมการสภาภิบาลไปแล้ว ในบทความนี้พ่อมีความปรารถนาที่จะแจ้งให้พี่น้องสัตบุรุษทุกท่านได้รับทราบด้วยนั่นก็คือ “คณะกรรมการสภาภิบาลเป็นตัวแทนของพี่น้องที่ต้องเข้าประชุมเพื่อรับทราบนโยบายการทำงานและหน้าที่ต่างๆที่จะต้องรับผิดชอบจากพ่อ เมื่อใครได้รับหน้าที่รับผิดชอบอะไรก็ต้องไปหาทีมงานมาช่วยกันทำ” และคนที่จะมาร่วมเป็นทีมงานก็ไม่ใช่เฉพาะผู้ที่เป็นคณะกรรมการสภาภิบาลเท่านั้น แต่เป็นพี่น้องทุกๆท่านที่คณะกรรมการสภาภิบาลจะไปขอความร่วมมือให้มาร่วมทีมกันทำงาน การทำงานแบบนี้เป็นการทำงานที่ต้องการความร่วมมือจากทุกๆคนและทุกๆฝ่าย พ่อจึงขอความร่วมมือจากพี่น้องทุกๆท่าน ถ้าคณะกรรมการสภาภิบาลมาขอความร่วมมือให้ทำอะไร ถ้าพี่น้องพอช่วยได้ก็อย่าปฏิเสธเลยนะครับ

พ่อเขียนบทความนี้ขึ้น เพื่อเชิญพี่น้องทุกๆท่านมาร่วมมือร่วมใจกัน ช่วยงานของวัด เพื่อทำให้วัดของเราเป็นชุมชนแห่งความเชื่อที่เข้มแข็งขึ้นสมกับครบรอบ 25 ปีของวัด และ50 ปีของชุมชนแห่งความเชื่อ พ่อเป็นพระสงฆ์มา 26-27 ปีแล้ว จำได้ว่าตอนเป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาส พ่อเคยได้รับมอบหมายงานที่สั้นมากและประทับใจมาก “คุณพ่อทำงานโดยไม่มีตำแหน่งได้หรือเปล่า พ่อตอบว่าได้ครับ คุณพ่อเจ้าอาวาสท่านนั้นก็บอกว่า ถ้างั้นก็มาทำงานด้วยกัน” ตั้งแต่นั้นพ่อก็ทำงานที่นั่นอย่างดีมีความสุขจนหมดวาระ พ่อจึงคิดว่า  “ตำแหน่งหน้าที่มันสำคัญไฉนกับการทำงานด้วยใจเป็นจิตอาสา” เพราะฉะนั้น พี่น้องอย่าไปคิดเลยนะว่า ในเมื่อฉันไม่ได้เป็นคณะกรรมการสภาภิบาล ก็ปล่อยให้พวกเขาทำกันไป พ่อคิดว่าถ้าเรารักวัดและชุมชนแห่งความเชื่อแห่งนี้จริง เราน่าจะคิดว่าอะไรที่ฉันพอช่วยได้ทำได้ฉันจะช่วยฉันจะทำ นี่คือคนที่มีใจรักวัดรักชุมชนแห่งความเชื่อแห่งนี้อย่างแท้จริง ขอให้บทความที่พ่อเขียนขึ้น เป็นการสื่อสารให้พี่น้องทุกท่านและคณะกรรม การสภาภิบาลทุกคนเข้าใจนโยบาย วิธีคิด และวิธีการทำงานของพ่อด้วย จึงแจ้งมาให้ทราบโดยทั่วกัน เพื่อเราทุกคนจะได้มาร่วมมือกันพัฒนาและปฏิบัติพันธกิจของวัดและชุมชนแห่งความเชื่อแห่งนี้ ทั้งในระยะสั้นคือการฉลองคริสต์มาสและการฉลองวัด และในระยะยาวในด้านพันธกิจอื่นๆให้สำเร็จไปด้วยดี ขอบคุณทุกๆท่านเป็นอย่างสูงครับ.

จาก คุณพ่อเจ้าวัด

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++

สรณะที่แท้จริงของเรา

ก่อนที่พระเยซูคริสตเจ้ากล่าวถึงความทุกข์เวทนาอย่างใหญ่หลวงที่จะเกิดขึ้น  มีศิษย์บางคนตั้งข้อสังเกตถึงความสง่างามของสิ่งปลูกสร้างในกรุงยรูซาเล็ม “ดูซิพระอาจารย์ ก้อนหินและอาคารเหล่านี้ช่างใหญ่โตจริงๆ” (มก.13:1) หลังจากพระองค์ได้ยินความภูมิใจเหล่านี้พระองค์ก็เริ่มกล่าวถึง การล้มสลายความพังพินาศของมัน “ท่านเห็นอาคารใหญ่เหล่านี้ไหม จะไม่มีก้อนหินเหลือซ้อนกันอยู่เลย ทุกสิ่งจะถูกทำลาย” (มก.13:2) ที่พระองค์กล่าวเช่นนี้มีนัยสำคัญหลายอย่าง แต่สิ่งที่พระองค์ต้องการเตือนใจเราโดยภาพรวมก็คือ พระองค์ต้องการทำให้เราเข้าใจสัจธรรมความจริงของสรรพสิ่งในโลก “ใดๆในโลกล้วนอนิจจัง” มีเวลาเกิดมีเวลาตาย มีเวลารุ่งเรืองมีเวลาเสื่อมถอย  มีเวลาสร้างมีเวลาทำลาย  มีเวลาใหม่มีเวลาเก่า นี่เป็นสัจธรรมความจริงของสรรพสิ่งในโลก ใครที่สามารถเข้าถึงก็เป็นผู้เจริญแล้วซึ่งปัญญา  เขาจะไม่ยึดติดกับสิ่งภายนอกฉาบฉวย เป็นผู้ที่ฉลาดทางธรรม

ในเมื่อสัจธรรมความจริงเป็นเช่นนี้  “ใดๆในโลกล้วนอนิจจัง” คนฉลาดทางธรรมจะทราบว่าสิ่งต่างๆเหล่านี้ยึดเป็นสรณะที่แท้จริงไม่ได้ แต่อนิจจาความเจริญทางวัตถุ มนุษย์สามารถสร้างตึกสูงละฟ้า ความเจริญทางเทคโนโลยีที่ดูเหมือนว่ามนุษย์จะสามารถทำได้ และสามารถเอาชนะทุกสิ่ง ทำให้มนุษย์หลงตัวเองอยู่ในวังวนของอวิชา พยายามอุปโหลกตัวเองว่าเป็นพระเจ้า เป็นผู้สร้างสรรค์โลก ครอบครองจักรวาล แต่ไม่ช้าก็เร็วสัจธรรมจะปรากฏตามที่เป็นจริง อะไรๆที่เราคิดว่ามั่นคงถาวรเป็นสรณะได้ กลับกลายเป็นสิ่งที่เสื่อมสลายและไร้คุณค่าความหมายโดยสิ้นเชิง เมื่อเผชิญหน้ากับสังขาร ความหนุ่มสาว ความหล่อเหลางดงามบนใบหน้าอยู่ที่ไหน ความแข็งแรงสามารถทำงานหนักเป็นนักกีฬาอยู่ที่ไหน รอยตีนกาความเหี่ยวย่นบนใบหน้าที่พยายามลบแล้วลบอีก แต่ไม่เคยทำสำเร็จสักครั้งเดียว ได้แต่เก็บบังซ่อนมันไว้ชั่วครั้งชั่วคราว สิ่งต่างๆรวมทั้งบุคคลที่อยู่รอบข้าง เริ่มเสื่อมสลายล้มหายตายจาก เมื่อถึงวันนั้นเราจะรู้ว่าเราไม่มีอำนาจอะไรเลย เราเป็นเพียงจุดเล็กๆในจักรวาลอันกว้างใหญ่ไพศาล ที่ไม่สามารถแม้กระทั่งบังคับสังขารของตนให้หยุดไม่เลื่อนไหลไปตามกาลเวลา ทุกสิ่งจะเริ่มร้องขานด้วยเสียงแห่งสัจธรรมว่า มนุษย์เอ๋ยเจ้าไม่สามารถครอบครองเรา มีแต่พระเจ้าเท่านั้นที่สามารถครอบครองเราอย่างแท้จริง

“ดวงอาทิตย์จะมืดไป …ดวงดาวจะตกจากฟ้า …ท้องฟ้าจะสั่นสะเทือน….. บุตรแห่งมนุษย์เสด็จมา..ทรงพระสิริรุ่งโรจน์ยิ่งใหญ่” (มก13.:24-26) เบื้องหลังความทุกข์เวทนาความเสื่อมสลายของสรรพสิ่ง พระเจ้าทรงซ่อนความหวังไว้ ทรงบอกกับเราทุกๆวัน ผ่านทางธรรมชาติแห่งการเกิดสิ่งใหม่ที่จะต้องมีความลำบาก  ความตายเสมอ อาทิ เมล็ดข้าวต้องเน่าเปื่อยจึงจะงอกเป็นต้นใหม่ ฯลฯ ความหวังนี้คือการสร้างใหม่ พระเจ้าจะเสด็จมาในพระสิริรุ่งโรจน์นำความชื่นชมยินดีมาให้กับผู้ที่เข้าใจสัจธรรม และยึดพระองค์ไว้เป็นสรณะแห่งตน พระวาจาของพระเจ้าตอนนี้จึงไม่ใช่การขู่ให้เรากลัว แต่เตือนใจเราให้ดำเนินชีวิตอย่างรอบคอบ มองเครื่องหมายแห่งกาลเวลาด้วยสายตาแห่งธรรม เพื่อเราจะได้เห็น เข้าใจ ในสรณะที่แท้จริงคือองค์พระเจ้า และยึดมั่นพระองค์ไว้ด้วยความเชื่อ เพราะพระองค์นี่แหละสามารถนำความชื่นชมยินดีมาให้กับเรา.

พระเจ้าสถิตกับท่าน

คุณพ่อ สมชาย อัญชลีพรสันต์

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

ประกาศ

  1. ขอจิตอาสาแสดงละครคริสต์มาส เด็ก-เยาวชน-ผู้ใหญ่ ครูเบญจ์จะมาเริ่มซ้อมแล้ว และนัดซ้อมเป็นครั้งๆไป ลงชื่อได้ที่คุณเล็ก
  2. วันอาทิตย์นี้ ขอเชิญผู้อ่านบทอ่าน ผู้ที่ปรารถนาจะมาช่วยอ่านบทอ่าน และผู้ที่ปรารถนาที่จะอ่านพระคัมภีร์ร่วมกัน รวมกันที่ศาลาเรือนไทยเพื่อจัดตารางเวลาและอ่านพระคัมภีร์ร่วมกัน
  3. ในช่วงวันคริสต์มาส-วันฉลองวัด ทางวัดจะจัดกิจกรรมหลายอย่าง พี่น้องท่านใดมีความประสงค์จะช่วยทางวัดในด้านปัจจัยต่างๆที่จะใช้ในงาน อาทิ ของขวัญในวันคริสต์มาส อาหารที่จะเลี้ยงกันในวันครอบครัว และเลี้ยงสัตบุรุษในวันฉลองวัด ให้มาติดต่อหรือมอบได้ที่คุณพ่อเจ้าวัด ผอ.สภาอภิบาล และบริจาคได้ที่ตู้ทานกลางวัด
  4. ขอให้เด็กๆ ที่อายุไม่เกิน 18 ปี บริบูรณ์ ลงชื่อ เพื่อสอยดาวรับของขวัญคริสต์มาสในคืนวันที่ 24 ธ.ค. ได้ที่หน้าวัด
  5. ครอบครัวใดต้องการเชิญพระกุมาร และคณะนักขับร้อง ไปร้องเพลงอวยพรที่บ้าน ให้ลงชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ และที่สังเกตที่ชัดเจนได้ที่หน้าวัด
  6. วันอาทิตย์ที่ 2 ธ.ค. 2018 เป็นวันอาทิตย์ต้นเดือน มีโปรดศีลล้างบาปเด็ก ผู้ที่ต้องการนำเด็กมารับศีลล้างบาป ให้กรอกข้อมูลล่วงหน้า ใบกรอกข้อมูลรับได้ที่บ้านพักพระสงฆ์ ส่งก่อนวันรับศีลล้างบาป
  7. ประกาศแต่งงาน
  • ระหว่าง           ยอห์นบัปติสตา อนุวัตร เกษกรรณ์
  • บุตร            นาย สมร และมารีอา วรรณา เกษกรรณ์
  • กับ              นางสาว เสมอเหมือน โลหะกิจ
  • บุตรี              นาย สมาน และนาง สมศรี โลหะกิจ

จะทำพิธีแต่งงานวันเสาร์ที่ 8 ธ.ค. 2018

ผู้ใดทราบว่าทั้งสองมีข้อขัดขวางใดๆในการแต่งงาน ต้องแจ้งให้คุณพ่อเจ้าอาวาสทราบ

สารวัด ฉบับที่ 151197 วันอาทิตย์ที่ 14 ตุลาคม ค.ศ. 2018

Saturday, October 13th, 2018

บอกเล่าให้ฟัง

วันสวดสายประคำ คริสตชนไทยพร้อมเพียงไม่สิ้นเสียงสายประคำเพิ่งผ่านไป พ่อคิดถึงเหตุการณ์หนึ่งที่พ่อเคยไปช่วยฟังแก้บาปในโอกาสแบบนี้ บังเอิญตู้ฟังแก้บาปที่นั่นเป็นกระจก พ่อจึงมีโอกาสเห็นภาพบรรยากาศภายนอกบ้าง สิ่งที่พ่อเห็นเป็นบรรยากาศที่ดีเป็นภาพที่งดงามจนอดที่จะนำมาเล่าในที่นี้มิได้ พ่อเห็นหลายๆครอบครัวมาสวดสายประคำเป็นครอบครัว บางครอบครัวก็พาลูกตัวเล็กตัวน้อยมาด้วย พี่น้องคงจะทราบธรรมชาติของเด็กเป็นอย่างดีว่า “ซนและนั่งนานๆไม่ค่อยติด” สิ่งที่พ่อประทับใจไม่ใช่เพราะเด็กซนและนั่งไม่ค่อยติด แต่พ่อประทับใจคุณพ่อคุณแม่ที่มีความเพียรพยายาม ในการดูแลลูกและสอนลูกให้สวดสายประคำ สอนลูกให้จับและนับสายประคำว่าตรงนี้สวดบทอะไร ทำให้พ่อคิดถึงคำสอนของพระศาสนจักรที่สอนว่า “พ่อแม่เป็นครูคำสอนคนแรกของลูกๆ การสอนความเชื่อต้องสอนและปลูกฝังตั้งแต่ในครอบครัว”

 

เวลาที่พ่อเห็นสัตบุรุษมาร่วมมิสซาบูชาขอบพระคุณกันเป็นครอบครัว พ่อดีใจถึงแม้ว่าบางครั้งเด็กจะซนไปบ้างก็ตาม เพราะภาพที่พ่อแม่กำลังสอนลูกให้ทำสำคัญมหากางเขน

ให้พนมมือเคารพศีลมหาสนิทเป็นภาพที่น่าประทับใจ วัดของเรามีพ่อแม่ผู้ปกครองหลายท่านพาลูกหลานมาวัด พ่อดีใจครับในภาพที่เห็นแต่ พ่อแม่ต้องมีความเพียรอดทนที่จะสอนลูกและดูแลลูกของตนเอง สอนเด็กๆให้รู้ว่า วัดเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์เป็นที่ประทับของพระเจ้า พ่อคิดว่าเราค่อยๆสอนไปทีละเล็กทีละน้อยเด็กจะค่อยๆเรียนรู้และเข้าใจไปเอง มีเด็กๆ หลายคนสามารถนั่งร่วมมิสซาบูชาขอบพระคุณกับพ่อแม่ได้ นั่นก็หมายความว่า พ่อแม่ของเขาต้องสอนมานานแล้ว พ่อคิดว่าพ่อแม่ของเด็กพวกนี้ต้องใช้ความอดทนมากทีเดียว ในการสอนลูก ไม่ทราบว่าใช้วิธีอะไรกันนัก แต่ก็คงต้องใช้วิธีการหลายอย่างทีเดียวแหละ พ่อขอชื่นชมพ่อแม่เหล่านี้ครับ

        “ลูกไม้ตกไม่ไกลต้น พระเยซูคริสตเจ้าสอนว่า ต้นไม้ดีย่อมเกิดผลดี สุภาษิตและคำสอนนี้ยังคงความเป็นอมตะอยู่เสมอ พี่น้องลองสังเกตดูซิครับว่าจริงหรือเปล่า พ่อแม่ที่มาวัดและมาช่วยงานพระศาสนจักร เราจะเห็นว่าลูกของพวกเขาส่วนใหญ่ก็วนเวียนอยู่ใกล้ตัวและเจริญรอยตามพ่อแม่ หลายคนอาจจะแย้งว่าทำไมลูกของฉันไม่เห็นเป็นอย่างที่พ่อว่าเลย ถ้าเป็นเช่นนี้พ่อเสนอว่า เราลองคิดรำพึงถึงความเป็นมาของเราดูว่าเป็นอย่างไร บางคนปฏิบัติจริงแต่การปฏิบัติไม่ค่อยมีพลังเพราะการปฏิบัติและการดำเนินชีวิตไม่สอดคล้องกัน บางคนปฏิบัติแต่ไม่เคยสอนลูก บางคนชีวิตในอดีตกับปัจจุบันนั้นต่างกันราวกับฟ้าดิน แต่อย่างไรก็ตามไม่มีคำว่า สาย สำหรับการทำความดี ถ้าเรายังมีชีวิตอยู่ พ่อขอเป็นกำลังใจให้กับพี่น้องทุกๆท่าน และพ่อกล้ายืนยันว่าสิ่งที่เราปลูกฝังไว้ ความดีที่เราทำไม่มีวันสูญเปล่า เพราะน้ำใจดีของเรามีค่าในสายพระเนตรของพระเจ้าเสมอ แม้ว่าลูกหลานของเราบางคนอาจจะหลงไปบ้าง แต่ขอให้เชื่อเถอะว่า คนที่เคยได้รับการปลูกฝังสั่งสอนเรื่องดีๆ จะกลับมาง่ายกว่าคนที่ไม่เคยได้รับ แล้วเราจะพบว่าวันหนึ่งเขาจะกลับมา อีกสิ่งหนึ่งที่พี่น้องไม่ควรลืมก็คือคำภาวนาของพ่อแม่มีพลังมหาศาลสำหรับลูกของตน เสียงบ่นช่วยอะไรไม่ได้ แต่คำภาวนาช่วยได้แน่นอน ขอให้เราช่วยกันปลูกฝังความเชื่อและสิ่งดีๆให้กับลูกหลาน และสวดภาวนาให้กับเขามากๆเข้าไว้แล้วที่เหลือพระเจ้าจะจัดการให้เอง.

จาก คุณพ่อเจ้าวัด

***********************************************************************

คนรวยผิดตรงไหน

ยากจริงหนอที่คนมั่งมีจะเข้าพระอาณาจักรของพระเจ้า (มก.10:23) เมื่ออ่านพระวาจาตอนนี้แล้วดูเหมือนว่าพระเยซูคริสตเจ้าจะตำหนิคนร่ำรวย ความร่ำรวยเป็นสิ่งที่ผิด แต่ถ้าพิจารณาอย่างลึกซึ้งแล้วเราจะทราบว่า “ความร่ำรวย” “ความยากจน” ในตัวมันเองยังไม่ถือว่าเป็นสิ่งที่ผิดหรือถูก ความร่ำรวยและความยากจนจะผิดหรือถูก มันขึ้นอยู่กับที่มาและที่ไปของมัน ทำไมถึงร่ำรวย ทำไมถึงยากจน และใช้เงินทองที่มีอยู่ไปทำอะไร คนที่ร่ำรวย ถ้าเขาเป็นคนที่มีอาชีพสุจริต ขยันขันแข็ง รู้จักประหยัด รู้จักใช้เงิน จนมีทรัพย์สินเงินทองเป็นคนร่ำรวย ที่มาของความร่ำรวยแบบนี้ไม่มีความผิดแต่ประการใด แต่ถ้าความร่ำรวยของเขามาจากการทุจริต โกงบ้านโกงเมือง กอบโกย เอาเปรียบคนอื่น ร่ำรวยด้วยวิธีการอย่างนี้ก็ต้องถือว่าเป็นบาปและความผิดแน่นอน ท่านโกงไม่จ่ายค่าจ้างให้กรรมกรที่เก็บเกี่ยวในทุ่งนาของท่าน ค่าจ้างนี้กำลังร้อง….ไปถึงพระกรรณของพระเจ้าจอมโยธาแล้ว (ยก.5:4) คนยากจนก็เช่นเดียวกัน ถ้าเขาได้พยายามทำมาหากิน ประหยัด แต่ก็ยังไม่ร่ำรวย เงินทองไม่พอใช้ ทั้งๆที่ยากจนแต่ก็ไม่เคยทุจริต ไม่ลักขโมยใคร คนยากจนอย่างนี้เราไม่สมควรดูถูกดูแคลนเขา ตรงกันข้ามต้องเห็นอกเห็นใจหาทางช่วยเหลือ

เราใช้ทรัพย์สิ้นเงินทองที่เรามีอย่างไร นี่เป็นที่ไปของความร่ำรวยและความยากจน พระเยซูคริสตเจ้าทรงเชื้อเชิญเศรษฐีหนุ่มคนนั้นให้ใช้เงินทองอย่างถูกต้อง ไม่ใช่คิดถึงแต่ตนเองแต่ต้องคิดถึงผู้อื่นด้วย ท่านยังขาดสิ่งหนึ่งจงไปขายทุกสิ่งที่มี มอบเงินให้คนยากจนและท่านจะมีขุมทรัพย์ในสวรรค์ (มก.10:21)  พระเจ้าทรงสร้างสรรพสิ่งมาสำหรับมนุษย์ทุกคน และจงใจสร้างมนุษย์ให้มีความแตกต่างกัน มีคนอ่อนแอ มีคนเข้มแข็ง มีคนร่ำรวย มีคนยากจน ฯลฯ เพราะทรงมีพระประสงค์ให้เราใช้ความแตกต่าง แสดงความรักความเมตตา ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน เพื่อทำให้เราทราบว่าเราอยู่ในครอบครัวของพระเจ้า เราเป็นพี่น้องกัน มีพระเจ้าเป็นพระบิดา เราจึงต้องช่วยเหลือกัน และเราไม่มีสิทธิ์ครอบครองสิ่งที่เรามีเพื่อประโยชน์ส่วนตนฝ่ายเดียว ท่านมีชีวิตอย่างหรูหราฟุ่มเฟือยในโลกนี้ และกินเลี้ยงอย่างสนุกสนาน…… ไว้รอวันประหาร”(ยก.5:5) เราอย่าคิดว่าการใช้ชีวิตแบบนี้เป็นเฉพาะคนร่ำรวยเท่านั้น แต่คนยากจนหลายๆคนก็ใช้ชีวิตอย่างนี้ด้วยและนี่อาจจะเป็นสาเหตุของความยากจนของเขาก็เป็นได้

ความร่ำรวยที่เป็นอุปสรรค์ต่อการเข้าพระอาณาจักรสวรรค์ คือความร่ำรวยฝ่ายจิตใจ จิตใจหมกมุ่นอยู่กับทรัพย์สมบัติฝ่ายโลก จนไม่เห็นคุณค่าของพระอาณาจักรสวรรค์ เขาจะทุ่มเทสรรพกำลังทั้งหมด เพื่อให้ได้มาซึ่งทรัพย์สมบัติฝ่ายโลก เพื่อบำรุงบำเรอกิเลสตัณหาของตนเพราะคิดว่านั่นเป็นความสุขแท้ ส่วนคุณค่าของพระอาณาจักรสวรรค์ ความศักดิ์สิทธิ์ ความรัก ความยุติธรรม สันติสุข และความชื่นชมยินดี เขาจะไม่สนใจละเลยไม่ดำเนินชีวิตตามคุณค่าของพระอาณาจักรนั้น พระเยซูคริสตเจ้าจึงตรัสว่า อูฐจะลอดรูเข็มยังง่ายกว่าคนมั่งมีเข้าสู่พระอาณาจักรของพระเจ้า”(มก.10:25) ขอให้พระวาจาของพระเจ้าทำให้เราเข้าใจคุณค่าของพระอาณา จักรสวรรค์ ออกแรงสุดความสามารถที่จะดำเนินชีวิตตามคุณค่านั้น ซึ่งจะทำให้เราได้รับความสุขนิรันดรกับพระเจ้าในเมืองสวรรค์ อันเป็นขุมทรัพย์ที่แท้จริงของเรา.

พระเจ้าสถิตกับท่าน

คุณพ่อ สมชาย อัญชลีพรสันต์

 

ประกาศ

1.โครงการรณรงค์สวดสายประคำ 350,000 สาย

ตั้งแต่วันที่ 1 -31 ตุลาคม 2018 ขอเชิญทุกครอบครัว และกลุ่มองค์กรต่างๆ ของวัด รับแบบฟอร์มบันทึกการสวดสายประคำ สิ้นเดือนตุลาคมแล้วนำมาส่งคืนที่วัด

2.วันอาทิตย์นี้ ประชุมสภาภิบาล หลังมิสซาเวลา 10.30 น. ขอเชิญคณะกรรมการสภาภิบาลที่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการแล้ว เข้าร่วมประชุมโดยพร้อมเพียง

3.วันอาทิตย์นี้ ขอให้ผู้ช่วยมิสซา ผู้ที่จะมาฝึกช่วยมิสซา และผู้ที่ปรารถนาอ่านพระคัมภีร์ร่วมกัน   รวมกันที่ศาลาเรือนไทย หลังมิสซา เวลา 10.30 น. เพื่อหัดช่วยมิสซาและอ่านพระคัมภีร์ร่วมกัน

4.วันอาทิตย์นี้ เวชบุคคลคาทอลิกจะมาให้บริการตรวจสุขภาพพื้นฐาน  ผู้ใดสนจขอรับบริการได้หลังมิสซา

5.ทางวัดจัดค่ายคำสอนระยะสั้น วันเสาร์ที่ 20 ถึงวันอังคารที่ 23 ต.ค. 2018 รวม 4 วันค้างที่วัด 3 คืน เชิญชวนพี่น้องส่งลูกหลานตั้งแต่ ป.3 ถึง ระดับมหาวิทยาลัย มาเข้าค่าย เพื่อมาอยู่และทำกิจกรรมร่วมกัน และเรียนรู้เรื่องพิธีกรรมต่างๆ เป็นจะได้เป็นอนาคตของวัดสืบไป

6.วันอาทิตย์ที่ 21 ต.ค. 2018 ทางวัดจะไปเยี่ยมศูนย์มาร์ตินที่ปากเกร็ด จะมีเยาวชนและผู้ที่มาเข้าค่ายไปร่วมจัดกิจกรรมและเลี้ยงอาหารเด็ก ขอเชิญพี่น้องที่สนใจไปร่วมได้ และพ่อได้ตั้งตู้ทานขอรับบริจาคเพื่อสนับสนุนกิจการของศูนย์ไว้ที่กลางวัด ถ้าผู้ใด

พอช่วยได้ขอให้ช่วยสนับสนุนกิจการของพระศาสนจักรนี้ด้วยกัน

7.ขอจิตอาสาแสดงละครคริสต์มาส เด็ก-เยาวชน-ผู้ใหญ่ ครูเบญจ์จะมาเริ่มซ้อม วันที่ 15 ต.ค. 2018 ลงชื่อได้ที่คุณเล็ก

ฉบับที่ 15007 วันอาทิตย์ที่ 15 กุมภาพันธ์ 2015

Friday, February 13th, 2015

บอกเล่าให้ฟัง

ความเงียบเป็นสิ่งที่สำคัญและจำเป็นในชีวิตของมนุษย์ ในความสงบเงียบเราสามารถพิจารณาไตร่ตรองชีวิต พบคุณค่าที่แท้จริง และสามารถพบตัวตนที่แท้จริงของเรา ในการสวดภาวนาความเงียบเป็นองค์ประกอบที่สำคัญ ที่ช่วยให้การสวดภาวนามีประสิทธิภาพมากขึ้น การสวดภาวนาเป็นการยกจิตใจขึ้นหาพระเจ้าสนทนากับพระองค์ ด้วยเหตุนี้การสวดภาวนาจึงต้องมีทั้งการพูดและการฟัง พระเยซูคริสตเจ้าทรงสอนว่า “เมื่อพวกท่านสวดภาวนาจงอย่าพูดมากเหมือนผู้ที่ไม่มีความเชื่อ เพราะพระเจ้าผู้เป็นบิดาของพวกท่านทรงทราบความต้องการของพวกท่านก่อนที่ท่านจะวอนขอเสียอีก” หลายๆครั้งในการสวดภาวนาเราพูดมากเกินไป เราก้มหน้าก้มตาขอ ก้มหน้าก้มตาท่องบทภาวนา จนเราลืมฟังเสียงของพระเจ้าซึ่งต้องการตรัสกับเรา ในเมื่อเราไม่ฟังเสียงของพระองค์เราจะได้ยินเสียงของพระองค์ได้อย่างไร การมีเวลาเงียบเพื่อฟังเสียงของพระเจ้าจึงมีความสำคัญในการสวดภาวนา

(more…)

ฉบับที่ 15006 วันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2015

Friday, February 6th, 2015

บอกเล่าให้ฟัง

เราหว่านอะไรก็เก็บเกี่ยวสิ่งนั้นนี่เป็นสัจธรรมความจริงของชีวิตอย่างหนึ่งที่เราต้องนำมาพิจารณาไตร่ตรอง อันที่จริงสัจธรรมความจริงเรื่องนี้ก็ถูกถ่ายทอดเป็นคำพูดหลายๆรูปแบบอยู่เหมือนกัน อาทิ You are what you eat. ลูกไม้ตกไม่ไกลต้น ฯลฯ ที่พ่อนำเรื่องนี้มาเล่าสู่กันฟังเพราะว่าหลายๆครั้งที่มีเรื่องราวต่างๆนาๆเกิดขึ้นในชีวิตของเรา ถ้าเป็นเหตุการณ์ที่พึงประสงค์ก็ดีไปแต่ถ้าเป็นเหตุการณ์ที่ไม่พึงประสงค์เมื่อไรเรามักจะโทษโน้นโทษนี่ และที่สุดก็จะไปลงที่พระเป็นเจ้าว่าทำไมพระองค์ทำให้ฉันเป็นอย่างนี้ จะมีสักกี่คนที่หันไปทบทวนถึงการกระทำของตนเองหรือการกระทำของมนุษย์ ว่าเราทำอะไรลงไปเราใช้อิสรภาพที่พระเป็นเจ้าประทานให้ถูกต้องหรือไม่ พระเป็นเจ้าทรงสร้างเรามาพร้อมกับประทานอิสรภาพให้และพระองค์ทรงเคารพอิสรภาพนั้น มนุษย์จะทำชั่วก็มาจากการตัดสินใจของตนเอง มนุษย์จะไปสวรรค์ทำความดีเขาก็เลือกที่จะทำด้วยตนเอง

(more…)

ฉบับที่ 15005 วันอาทิตย์ที่ 1 กุมภาพันธ์ 2015

Thursday, January 29th, 2015

บอกเล่าให้ฟัง

คิดดี พูดดี ทำดี เป็นสามสิ่งที่มีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด พระเยซูคริสตเจ้าทรงสอนว่า “ทุกสิ่งที่อออกมาจากปาก ก็คือสิ่งที่ออกมาจากใจ” เมื่อกล่าวถึง “ใจ” หรือ “จิตใจ” เราไม่ได้หมายถึงอวัยวะหัวใจของมนุษย์ พ่อขออธิบายว่า “ใจ”เป็นสภาวะภายในที่เป็นนามธรรม นักปราชญ์ผู้รู้บางท่านได้อธิบายว่า “การพูดของคนๆหนึ่งคือการคิดเสียงดังๆให้คนอื่นได้ยิน” ความคิดเช่นนี้คล้ายๆกับคำสอนของพระเยซูคริสตเจ้านั่นเอง ดังนั้นเวลาเราพูดอะไรบ่อยๆแสดงว่าเรากำลังคิดถึงสิ่งนั้น หรือมีสิ่งนั้นหมักหมมอยู่ในใจ และสิ่งเหล่านี้มีผลต่อพฤติกรรมของเราอย่างแน่นนอน เรากำลังจะถึงวันตรุษจีนมีธรรมเนียมจีนบางอย่างที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อย ที่มีความเกี่ยวพันกับเรื่องที่เรากำลังกล่าวถึงนี้ ในวันตรุษจีนหรือในวันชิวอิกคนจีนเขาห้ามพูดคำหยาบ พูดเรื่องไม่ดีไม่เป็นมงคลต่อชีวิต ห้ามด่าและสาปแช่ง ถ้าพูดอย่างไรก็จะเป็นอย่างนั้นตลอดทั้งปีอะไรทำนองนั้น อันที่จริงธรรมเนียมนี้ก็มีเหตุผลทางจิตวิทยาอยู่เหมือนกัน เพราะความคิดในเชิงบวกคิดเรื่องดีๆมีผลในเชิงพฤติกรรมด้านการพัฒนาของมนุษย์ อย่างน้อยเป็นขวัญเป็นกำลังใจให้เราก้าวหน้าในทางที่ดี ส่วนความคิดในเชิงลบหรือมีความคิดร้ายๆจะทำให้เราสูญเสียความมั่นใจและหลายๆครั้งทำให้ชีวิตของเราชะงักงัน จมอยู่ในเรื่องร้ายจมอยู่กับเรื่องที่ทำให้จิตใจมัวหมอง เมื่อเป็นเช่นนี้คนๆนั้นจะก้าวหน้าพัฒนาไปในทางที่ดีได้อย่างไร

(more…)

ฉบับที่ 15004 วันอาทิตย์ที่ 25 มกราคม 2015

Friday, January 23rd, 2015

บอกเล่าให้ฟัง

ความกระตือรือร้นในการดำเนินชีวิตคริสตชนเป็นเรื่องที่สำคัญ คริสตชนจำนวนไม่น้อยที่ปล่อยชีวิตของตนให้ผ่านไปวันๆอย่างไร้ความหมาย คนประเภทนี้ถ้าจะพิจารณาไปแล้วก็ไม่ใช่คนเลวร้ายอะไร เขามาร่วมบูชาขอบพระคุณปฏิบัติศาสนกิจดีพอสมควร แต่น่าเสียดายเขาขาดความกระตือรือร้นในการดำเนินชีวิต ไม่คิดที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ หรือพยายามทำความเข้าใจต่อคำสอน และศาสนกิจที่เขาปฏิบัติอยู่ให้ลึกซึ้งมากขึ้น การผ่านเวลาไปเรื่อยๆอย่างไร้ความหมาย ไม่เคยหยุดคิดพิจารณาไตร่ตรองอะไรบ้างเลยเป็นเรื่องที่อันตราย เพราะในที่สุดจะเกิดการปฏิบัติพอให้ผ่านๆไป ไม่รู้ความหมายไม่รู้ว่าอะไรเป็นสาระสำคัญที่ต้องปฏิบัติ หรือต้องเตรียมตัวมาก่อนอย่างดี เพื่อทำให้การปฏิบัตินั้นมีประสิทธิภาพประสิทธิผล

(more…)