บอกเล่าให้ฟัง
ความรู้สึกถึงความเป็นเจ้าของเป็นเรื่องที่สำคัญ ที่เราต้องพยายามช่วยกันสร้างขึ้นในชุมชนแห่งความเชื่อของเรา พ่อไม่ทราบว่าพี่น้องคิดอย่างไรกับวัดหรือกับชุมชนแห่งความเชื่อนี้ จริงอยู่พวกเราส่วนใหญ่ย้ายมาจากที่อื่นแล้วมาตั้งหลักแหล่งทำมาหากินอยู่ที่นี้ หรือบางพวกมาทำงานชั่วคราวแต่ภูมิลำเนาเดิมอยู่ที่อื่น จะเป็นอย่างไรก็ตามพ่ออยากให้เรารักวัดและชุมชนแห่งความเชื่อนี้ เราต้องรู้สึกว่าที่นี่เป็นที่รวมใจของเรา เรามีสถานที่นมัสการพระเป็นเจ้าที่สมพระเกียรติพอสมควร พี่น้องต้องเป็นคนที่รู้คุณชุมชนแห่งความเชื่อนี้ เพราะอย่างน้อยชุมชนแห่งความเชื่อนี้เคยช่วยเราให้เติมโตและพัฒนาความเชื่อในช่วงเวลาหนึ่ง และยิ่งหลายๆครอบครัวเริ่มตั้งหลักแหล่งอยู่ที่นี่แล้ว แต่งงานที่นี่ และลูกๆได้รับศีลล้างบาปและศีลศักดิ์ต่างๆที่นี่ พี่น้องยิ่งต้องรู้สึกมากขึ้นว่าวัดนี้เป็นของพี่น้อง ความรู้สึกถึงความเป็นเจ้าเราต้องพยายามสร้างและปลุกฝังให้กับตัวเราและลูกหลานของเรา
แต่อย่างไรก็ตามทุกๆเรื่องในชีวิตคนก็มีความพอดีของมันอยู่เหมือนกัน ฤทธิ์กุศลจะต้องเดินสายกลางเสมอ ไม่มากและไม่น้อยเกินไป บางคนบางพวกก็อาจจะแสดงความเป็นเจ้าของจนเกินเลยจนใครจะมาทำอะไรไม่ได้ อย่างนี้ก็มีให้เห็นอยู่บ้างเหมือนกันในบางวัด ที่มีวันแมนโชว์เรื่องของข้าใครอย่าแตะ อีกบางวัดก็เฉยๆเพราะคิดว่าเป็นเรื่องของคุณพ่อเขา ประชุมสภาภิบาลก็มานั่งฟังกันเฉยๆคุณพ่อว่าอย่างไรก็เอาอย่างนั้นอย่างนี้มันก็เกินไป ความเป็นเจ้าของ sense of belonging ที่พ่อกล่าวมาข้างต้นหมายถึง การมีส่วนร่วม ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ มีความรู้สึกร่วมกันในเรื่องราวต่างๆ ทุกคนต้องรู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งของวัดและกิจการที่ทำร่วมกัน มีสิทธิ์เสนอแนะแสดงความคิดเห็นได้ ถ้าเป็นเช่นนี้พ่อคิดว่าสิ่งต่างๆน่าจะดำเนินไปได้ด้วยดี เพราะพี่น้องส่วนใหญ่เท่าที่พ่อเห็นก็เป็นคนมีน้ำใจดีอยู่แล้ว
จากคุณพ่อเจ้าวัด
สถาบันครอบครัว
สถาบันหน่วยย่อยๆของสังคมแต่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งคือสถาบันครอบครัว พระเยซูคริสตเจ้าทรงรับเอากายเป็นมนุษย์ในครอบครัว ที่พระเป็นเจ้าทรงกระทำเช่นนี้ก็เท่ากับว่า พระองค์ทรงสถาปนาสถาบันครอบครัวให้เป็นสิ่งที่สำคัญและศักดิ์สิทธิ์ ถ้าเราพิจารณาสถาบันครอบครัวในปัจจุบันเราจะพบว่า สถาบันครอบครัวกำลังเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลงและวิกฤติการณ์อย่างหนัก ความสัมพันธ์ที่ดีงามในครอบครัวแบบเดิมๆกำลังสุญสลายไป ความเสื่อมถอยแห่งคุณค่าของครอบครัวเกิดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด พ่อแม่ซึ่งเคยเป็นที่อบอุ่นใจความปลอดภัยของลูกปัจจุบันในหลายๆครอบครัวก็ไม่เป็นเช่นนั้นแล้ว พ่อแม่ทำร้ายลูกของตนเองสามีภรรยาต่างหวาดระแวงซึ่งกันและกัน ลูกๆที่เคยเคารพเชื่อฟังพ่อแม่ปัจจุบันเรื่องเริ่มมีน้อยลงไปทุกที ลูกๆหลายคนดูถูกพ่อแม่ว่าล้าสมัยไม่มีการศึกษาสู้ตนเองไม่ได้และไม่เชื่อฟัง
เมื่อพิจารณาปัญหาต่างๆเหล่านี้แล้วก็จะพบว่าไม่ใช่เรื่องที่ง่ายเลยที่สถาบันครอบครัวจะฝ่าวิกฤติการณ์เหล่านี้ไปได้ ศาสตร์วิชาแขนงต่างๆที่มนุษย์ศึกษาค้นคว้าอยู่เสมอก็ยังไม่มีแขนงใดที่กล้ายืนยันว่าวิธีการตามศาสตร์แขนงของตนเสนอแนะ สามารถนำพาครอบครัวให้ผ่านพ้นวิกฤติการณ์เหล่านี้ไปได้แน่นอน แต่อย่างไรก็ตามเรื่องการพาพระกุมารหนีไปประเทศอียิปต์ที่พระคัมภีร์กล่าวถึง “ทูตสวรรค์ขององค์พระผู้เป็นเจ้ามาเข้าฝันโยเซฟ กล่าวว่า จงลุกขึ้น พาพระกุมารและพระมารดาหนีไปประเทศอียิปต์……โยเซฟจึงลุกขึ้นพาพระกุมารและพระมารดาออกเดินไป…..ในคืนนั้น”(มธ.2:13-14) ก็เป็นดังพระกระแสเรียกที่พระเป็นเจ้าทรงเรียกคุณพ่อคุณแม่ทุกๆท่าน ให้ลุกขึ้นมาแก้ไขปัญหาและปกป้องครอบครัวของตน คุณพ่อคุณแม่ทั้งหลายต้องตระหนักถึงหน้าที่สำคัญของตนและทำเหมือนกับท่านนักบุญโยเซฟนั่นก็คือ ลุกขึ้นตื่นขึ้นทันทีและออกเดินทางในคืนนั้น คุณพ่อคุณแม่ต้องตระหนักและเท่าทันต่อสถานการณ์ของครอบครัวของตนและลุกขึ้นทำอะไรสักอย่างเพื่อครอบครัวของตน
คุณพ่อคุณแม่ต้องไม่ปัดภาระให้พ้นตัวโดยอ้างคำว่าไม่มีเวลาต้องทำมาหากิน เรามีเวลาเท่าๆกันทุกคนวันละ 24 ชั่วโมง ปัญหามันจึงอยู่ที่ว่าเราเห็นความสำคัญของครอบครัวของเราหรือเปล่า ถ้าเราเห็นความสำคัญเราก็ต้องให้เวลากับครอบครัวบ้าง และพยายามใช้เวลาเล็กๆน้อยๆที่เหลืออยู่อย่างมีคุณค่ามากที่สุดในการดำเนินชีวิตร่วมกัน ลูกๆก็อย่าคิดว่าตนเองไม่บทบาทสำคัญ ทุกๆหน่วยในครอบครัวมีบทบาทสำคัญในการสร้างครอบครัวให้เข้มแข็งและมีความสุข ประสบการณ์ที่พ่อแม่สะสมมาเกือบตลอดชีวิตผ่านร้อนผ่านหนาวมาไม่รู้เท่าไร หลายๆเรื่องมีค่ามากกว่าวิชาความรู้ในตำราที่ลูกๆเรียนเสียอีก แต่ทำไมลูกๆหลายคนจึงดูถูกดูแคลนความคิดอ่านของพ่อแม่และไม่เชื่อฟัง พระวาจาของพระเจ้าสอนเราอย่างชัดเจนว่าบุตรที่ให้เกียรติบิดามารดาจะได้รับพระพร สรุปก็คือถ้าทุกๆหน่วยในครอบครัวเข้าใจบทบาทหน้าที่ของตนและร่วมมือกันปัญหาต่างๆสามารถแก้ได้ และเราจะสามารถสร้างครอบครัวที่เข้มแข็งมีความสุข ขอให้เราดูครอบครัวศักดิ์สิทธิ์ทุกๆท่านต่างทำตามบทบาทหน้าของตนสุดความสามารถ ครอบครัวจึงพ้นภัยผ่านวิกฤติการณ์ร้ายๆไปได้ด้วยดี เป็นครอบครัวที่ศักดิ์สิทธิ์ เข้มแข็ง มีความสุข และบริสุทธิ์ไร้มลทินสมเป็นครอบครัวตัวอย่างของเรา
พระเจ้าสถิตกับท่าน
คุณพ่อ สมชาย อัญชลีพรสันต์
ประกาศ
- วันศุกร์ที่ 31 ธ.ค. 2010 เป็นวันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ จะมีมิสซาโมทนาคุณพระเป็นเจ้า เวลา 19.00 น. ขอเชิญพี่น้องทุกท่านมาร่วมใจกันโมทนาคุณพระเป็นเจ้า สำหรับพระพรความช่วยเหลือต่างๆที่พระองค์ประทานให้กับเรา ครอบครัวของเรา และวัดของเราเสมอมา
- วันเสาร์ที่ 1 ม.ค. 2011 เป็นวันฉลองวัดพระชนนีของพระเป็นเจ้าของเรา มิสซาเช้าเวลา 7.00 น. ต้อนรับพระคุณเจ้าเวลา 9.45 น. เริ่มมิสซาสมโภชเวลา 10.30 น. พ่อขอเชิญพี่น้องทุกท่านมาช่วยเป็นเจ้าภาพต้อนรับบรรดาสัตบุรุษจากต่างวัดที่มาร่วมฉลองวัดของเราด้วย และของดมิสซาค่ำวันเสาร์นี้ด้วย
- พ่อได้นำบทภาวนาฉบับปรับปรุงใหม่มาไว้ที่ในวัด 300 เล่ม เพื่อใช้สวดพร้อมกันในวัด พี่น้องอย่าเพิ่งนำเอากลับไปบ้าน เวลานี้ทางเขต 2 กำลังจัดพิมพ์เพื่อแจกให้กับพี่น้องทุกท่านอยู่ เมื่อพิมพ์เสร็จแล้วพ่อจะนำมาแจกให้พี่น้องภายหลัง
- เขต 2 จัดให้มีการอบรมฟื้นฟูคริสตชน 3 เสาร์ทุวัดในเขต 2 ทางวัดของเราจะมีอบรมฟื้นฟูคริสตชน วันเสาร์ที่ 12 , 19 , 26 กุมภาพันธ์ 2011 พ่อขอความร่วมมือเชิญชวนพี่น้องทุกท่าน และทุกองค์กรรวมทั้งกิจกรรมต่างๆของวัดเข้าร่วมอบรมครั้งนี้ด้วย สอบถามได้ที่ สภาภิบาล และองค์กรต่างๆ
- วันอาทิตย์นี้หลังมิสซาขอเชิญพี่น้องร่วมฉลองวันครอบครัวด้วยกัน ทางวัดจัดกิจกรรมสำหรับฉลองวันครอบครัว บริเวณสนามหญ้าหลังบ้านพักพระสงฆ์
Tags: วัดรังสิต, สารวัด, สารวัด วัดพระชนนีของพระเป็นเจ้า รังสิต