สารวัด ฉบับที่ 841 วันอาทิตย์ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2553 อาทิตย์ที่ 2 เทศกาลมหาพรต

บอกเล่าให้ฟัง

เทศกาลมหาพรตเป็นช่วงเวลา 40 วันของการสวดภาวนา ทำพลีกรรมใช้โทษบาป และทำกิจเมตตาปราณีต่อเพื่อนพี่น้อง เพื่อเตรียมสมโภชพระธรรมล้ำลึกแห่งปัสกา ของการรับทนทรมาน สิ้นพระชนม์ และการกลับคืนพระชนมชีพของพระเยซูคริสตเจ้า ถ้าเราสังเกตดีๆก็จะพบว่า เทศกาลมหาพรตของเราไม่ใช่การลด ละ เลิกอบายมุขชั่วคราว แต่เป็นเทศกาลที่เตือนใจให้เราฝึกฝนการบังคับตนเองมากขึ้น และมีความมุ่งมั่นที่จะทำคุณงามความดีสืบไป อาทิการสวดภาวนา การทำกิจเมตตาปราณีต่อเพื่อนพี่น้อง ในเทศกาลนี้ดูเหมือนว่าจะมีการกำหนดช่วงเวลาในการปฏิบัติไว้ 40 วันเมื่อครบ 40 วันทุกสิ่งก็จะเสร็จสิ้นลง ถ้าเราพิจารณาเพียงผิวเผินก็น่าจะเป็นเช่นนั้น แต่ถ้าเราพิจารณาเจตนารมณ์ในเรื่องเทศกาลต่างๆ ของพระศาสนจักรอย่างลึกซึ้งแล้ว เราจะพบว่าเทศกาลต่างๆนั้น เป็นการกระตุ้นเตือนให้เรามีความกระตือรือร้น ในการปฏิบัติมากขึ้น เพราะถ้าเราปล่อยชีวิตของเราไปวันๆ เราจะกลายเป็นคนเช้าชามเย็นชามเฉื่อยชา ในที่สุดเราจะดำเนินชีวิตไร้แก่นสาร

ด้วยเหตุนี้เราอาจกล่าวได้ว่าเทศกาลมหาพรตเป็นเทศกาลฝึกฝนตนเอง เป็นเทศกาลที่เรามาเติมพลังใหม่ และตรวจสอบตัวเราเองว่าข้อตั้งใจดีที่เราเคยตั้งไว้ได้รับการปฏิบัติหรือไม่ ความเชื่อของเราพัฒนาไปมากน้อยแค่ไหน มีอะไรที่เราต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้น เพื่อเราจะได้ทำคุณงามความดี และก้าวหน้าต่อไปด้วยความเชื่อศรัทธา นั่นหมายความว่าทุกอย่างไม่ได้จบแค่ 40 วันนี้แล้วปีหน้าค่อยเริ่มต้นกันใหม่ ตรงกันข้ามเราต้องพัฒนาความเชื่อ ให้ก้าวหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง และทุกๆปีเราก็มาตรวจสอบความก้าวหน้าอีกครั้ง แล้วก็ก้าวหน้าต่อไปอีก แต่ช่วงเวลา 40 วันนี้ก็ต้องถือว่าเป็นช่วงเวลาพิเศษ ที่เราจะทำกิจการต่างๆของเทศกาลมหาพรตอย่างจริงจัง เพื่อเตรียมสมโภชปัสกาด้วย เพราะคงไม่มีกิจการใดเตรียมสมโภชปัสกา ดีไปกว่ากิจการที่พระศาสนจักรแนะนำให้เราทำในเทศกาลมหาพรต

เราคริสตชนจึงต้องใส่ใจให้ความสำคัญต่อ 40 วันในเทศกาลมหาพรตนี้เป็นพิเศษ เพื่อความเชื่อความศรัทธาของเราจะได้เป็นความเชื่อที่พัฒนาเจริญเติบโตอยู่เสมอ ไม่หยุดนิ่งอยู่กับที่ ความเชื่อของเราเป็นเหมือนเมล็ดพันธุ์ ที่พระเป็นเจ้าทรงหว่านไว้ในจิตใจของเรา เรามีหน้าที่ทำให้เจริญเติบโตสุดความสามารถ ความเชื่อจึงเป็นสิ่งที่พัฒนาได้ เจริญเติบโตได้ และตายได้ถ้าเราไม่เอาใจใส่ นี่คงเป็นเหตุผลที่สำคัญอย่างหนึ่ง ที่พระศาสนจักรกำหนดเทศกาลต่างๆ ในรอบปีพิธีกรรมเพื่อกระตุ้นให้เรามีความกระตือรือร้น ในการพัฒนาความเชื่ออยู่เสมอ

จากคุณพ่อเจ้าวัด

การสวดภาวนา

การสวดภาวนาเป็นการยกจิตใจขึ้นหาพระเป็นเจ้าสนทนากับพระองค์ ในเมื่อการสวดภาวนาเป็นการสนทนาเราก็จะต้องทำการสนทนาจริงๆ นั่นก็คือมีการพูดและมีการรับฟัง แต่น่าเสียดายที่เราคริสตัง มักจะเป็นนักท่องบทสวดมากกว่านักสวดภาวนา การสวดภาวนาของเราจึงเป็นการพูดอยู่ฝ่ายเดียว บางครั้งอาจเป็นการบรรยาย บางครั้งเป็นการบ่นโน้นบ่นนี่ให้พระเป็นเจ้าฟัง หรือเป็นการขอโน้นขอนี่เสียส่วนใหญ่ เราจึงไม่ทราบว่าพระเป็นเจ้าต้องการตรัสอะไร แนะนำอะไรกับเรา พระวรสารนักบุญลูกากล่าวถึงเสียงจากสวรรค์ว่า “ท่านผู้นี้เป็นบุตรของเรา ผู้ที่เราได้เลือกสรร จงฟังท่านเถิด” (ลก.9:35) การฟังพระเป็นเจ้าตรัสอะไรกับเรา หรือการเงียบจึงเป็นองค์ประกอบสำคัญในการสวดภาวนา

หลังจากพระเยซูคริสตเจ้าทรงทำนายถึงเรื่อง พระมหาทรมานของพระองค์แล้ว “พระองค์ทรงพาเปโตร ยอห์น และยากอบ ขึ้นไปบนภูเขาเพื่ออธิษฐานภาวนา” (ลก.9:28) ในช่วงเวลาสำคัญๆ พระเยซูคริสตเจ้าจะสวดภาวนาเสมอ อาทิ ก่อนออกเทศน์สอน ก่อนเลือกอัครสาวก และก่อนเสด็จเข้ากรุงเยรูซาเล็ม เพื่อรับทนทรมานและสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน ฯลฯ และในชีวิตจริงของพระองค์ พระองค์ก็สวดภาวนาตลอดเวลา แสดงว่าการสวดภาวนาเป็นสิ่งที่จำเป็น และสำคัญสำหรับชีวิตคริสตชน สามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตของเราทำให้เรามีประสบการณ์แห่งความเชื่อ และเข้าไปลิ้มรสความดีงามของพระเป็นเจ้าด้วยตัวเราเอง อีกทั้งยังก่อให้เกิดความเชื่อแท้ และความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับพระเป็นเจ้า นักบุญลูกาได้เล่าว่าพระเยซูคริสตเจ้า ได้ทรงสำแดงพระองค์อย่างรุ่งโรจน์ ให้ผู้นำอัครสาวกได้มีประสบการณ์เกี่ยวกับพระสิริมงคล ของพระเป็นเจ้า และความสุขแห่งสวรรค์ ก่อนที่บรรดาอัครสาวกจะประสบกับเหตุการณ์รุนแรงเกินคาดฝันนั่นก็คือ มหาทรมาน และการสิ้นพระชนม์ของพระอาจารย์ของตน เพราะประสบการณ์ที่ได้สัมผัสกับพระสิริมงคลของพระเป็นเจ้า และความสุขแห่งสวรรค์นั้นจะเป็นสิ่งที่สร้างความเชื่อมั่นให้กับบรรดาอัครสาวก เกี่ยวกับเรื่องการกลับคืนพระชนมชีพของพระเยซูคริสตเจ้าในภายหลัง จะเป็นหลักประกันว่าพันธสัญญาของพระเป็นเจ้า กับเรามนุษย์จะเป็นจริงทุกประการ ทำให้ความเชื่อที่คลอนแคลนไปแล้วกับยืนหยัดตั้งมั่นขึ้นอีกครั้ง เพราะมีบางคนได้มีประสบการณ์สัมผัสกับพระสิริมงคลของพระเป็นเจ้า และความสุขแห่งสวรรค์มาแล้ว

การสวดภาวนาจึงเป็นสิ่งที่สำคัญในการเพิ่มพูนความเชื่อ ความศรัทธาของเรา ดังนั้นเราจึงต้องสวดภาวนา และสวดภาวนาอย่างถูกต้อง ซึ่งจะมีทั้งการพูด และการฟังพระเป็นเจ้าตรัสกับเราอยู่เสมอ การสวดภาวนาอย่างนี้แหละ จะทำให้เรามีประสบการณ์แห่งความเชื่อ เข้าไปสัมผัสกับความดีงามของพระเป็นเจ้าด้วยตัวเราเอง ประสบการณ์แห่งความเชื่อนี่เองเป็นบ่อเกิดแห่งความเชื่อที่แท้จริง และความเชื่อที่แท้จริงนี่เอง จะนำเราไปร่วมพระสิริมงคลของพระเป็นเจ้าในสวรรค์

พระเจ้าสถิตกับท่าน
คุณพ่อ สมชาย อัญชลีพรสันต์

ประกาศ

  1. วันเสาร์และวันอาทิตย์ในเทศกาลมหาพรต มีเดินมรรคาศักดิ์สิทธิ์ก่อนมิสซาบูชาขอบพระคุณ ขอเชิญ ชวนพี่น้องทุกท่านมาวัดเร็วขึ้น เพื่อจะได้เดินมรรคาศักดิ์สิทธิ์ร่วมกัน
  2. ขอพี่น้องนำกระบอกมหาพรตไปที่บ้าน เพื่อออมเงินสำหรับช่วยเหลือพระศาสนจักรในงานเมตตาจิตต่อไป
  3. วันที่จันทร์ที่ 22 มี.ค. ถึงประมาณสิ้นเดือนเม.ย. 2010 ทางวัดจะเปิดสอนคำสอนเตรียมรับศีล ศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ผู้ที่ต้องการส่งลูกหลานมาเรียนคำสอน ลงชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์อย่างชัดเจนได้ที่หน้าวัด
  4. ประชุมสภาภิบาลวันอาทิตย์ที่ 7 มี.ค. 2007 เวลา 10.30 น. ขอเชิญคณะกรรมสภาภิบาลทุกท่านเข้าประชุมโดยพร้อมเพียง

Tags: , ,

'งดแสดงความคิดเห็น'.