ฉบับที่ 903 วันอาทิตย์ที่ 8 พฤษภาคม 2554 สัปดาห์ที่ 3 เทศกาลปัสกา

บอกเล่าให้ฟัง

หนังสือประกาศกเป็นหนึ่งในพระคัมภีร์ 73 ฉบับที่พระศาสนจักรรับรอง ถ้าพี่น้องเคยอ่านพระคัมภีร์หรือเคยได้ฟังพระคัมภีร์พันธสัญญาเดิมอยู่บ้าง พี่น้องก็พอที่จะทราบว่าประกาศกมีหน้าที่อะไร ประกาศกมีหน้าที่ที่จะนำเอาพระประสงค์ของพระเจ้ามาแจ้งให้ประชากรของพระองค์ทราบ พระประสงค์ของพระเจ้าที่เป็นคำแนะนำหรือเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต ถ้าประกาศกพูดเรื่องทำนองนี้เราเรียกว่า “การสอน” ถ้าเทศน์สอนเรื่องที่ประชากรของพระเจ้าทำผิดพลาด และเชิญชวนให้เปลี่ยนวิถีทางในการดำเนินชีวิตเราเรียกว่า “การตักเตือน” และเมื่อประกาศกกล่าวถึงเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตเราเรียกว่า “การทำนาย”

พระสงฆ์ในปัจจุบันมีหน้าที่ 3 ประการ ประการแรกคือหน้าที่สงฆ์ ที่ต้องบันดาลความศักดิ์สิทธิ์ให้กับประชากรของพระเจ้า โดยโปรดศีลศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ถวายบูชาขอบพระคุณ เสกและอวยพร อีกทั้งต้องพยามทำให้ชุมชนแห่งความเชื่อมีความสงบและสันติสุข หน้าที่ประการที่สองคือหน้าที่ประกาศก เป็นหน้าที่ในการเทศน์สอนตักเตือนประชากรของพระเจ้า หน้าที่ประการที่สามคือหน้าที่ในการปกครองดูแลวัดและชุมชนแห่งความเชื่อ หรือที่ใดก็ตามที่พระสังฆราชมอบหมายให้ไปดูแล โดยเนื้อหาของหน้าที่สงฆ์สามประการนั้นมีความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกันจนแทบจะแยกกันไม่ได้ อาทิในการปกครองดูแลวัดถ้าพระสงฆ์ไม่สามารถตักเตือนสัตบุรุษ หรือไม่บันดาลความศักดิ์สิทธิ์โดยทำให้สังคมนั้นสงบสุขน่าอยู่ อย่างนี้จะเรียกว่าการปกครองดูแลได้อย่างไร 

พ่อเป็นพระสงฆ์มายี่สิบมีประสบการณ์พอสมควรเกี่ยวกับชีวิตสงฆ์ หลายๆครั้งก็โดนต่อว่าร้องเรียนจากสัตบุรุษว่า “ชอบเทศน์ด่าสัตบุรุษ” ไม่ทราบว่าสัตบุรุษวัดของเรารู้สึกอย่างนี้หรือไม่ แต่วิธีการเทศน์ของพ่อก็เป็นเช่นนี้มาแต่ต้น เพราะฉะนั้นพ่อคิดว่าเราน่าจะมานิยามคำว่า “ด่า” และคำว่า “ตักเตือน” ให้ชัดเจนและเข้าใจให้ตรงกัน สมมุติว่ามีคนบางคนบางกลุ่มบางพวกดำเนินชีวิตไม่ชอบธรรม เอาเปรียบชาวบ้าน โกงวัด โกงความดีของผู้อื่น สร้างความเสียหายเดือดร้อนให้วัดและชุมชุน และพระวาจาของพระเจ้ากล่าวถึงเรื่องเหล่านั้นพอดี ถ้าคุณพ่อท่านเทศน์สอนเรื่องนี้ถือเป็นการ “ด่า” อย่างนั้นหรือ หรือเราจะเรียกว่าเป็นการตักเตือน ถ้าผู้มีหน้าที่ตักเตือนทำเรื่องนี้ไม่ได้เพราะถูกกล่าวหาว่า “ชอบด่า” จะให้เขาทำอย่างไรนิ่งดูดายเพื่อรักษาภาพพจน์ของตนให้ดูดี ปล่อยให้คนถูกเอาเปรียบ ถูกโกงความดี ยอมให้สังคมและวัดถูกทำร้ายต่อไปอย่างนั้นหรือ ในทางกลับกันอาจจะมีพระสงฆ์บางองค์เทศน์แล้วต้องไปเชิญเจ้าหน้าที่สวนสัตว์มาที่วัด เพราะมีสัตว์เลื้อยคลานสัตว์สี่เท้าออกมาเต็มไปหมด หรือใช้คำหยาบคายเกินกว่าพี่น้องจะรับได้ พ่อคิดว่านี่แหละเขาเรียกว่า “ด่า” ถ้าเป็นเช่นนี้พี่น้องมีสิทธิ์ร้องเรียน และบอกกล่าวกับพระสงฆ์ เพราะนี่ไม่ใช่การเทศน์สอน ที่พ่อเขียนเรื่องนี้ขึ้นไม่ใช่เพราะวัดเรามีปัญหาอย่างนี้ แต่เป็นเพราะว่าพ่อต้องการให้พี่น้องมีวิจารณญาณชัดเจนในเรื่องเหล่านี้ต่างหาก

จากคุณพ่อเจ้าวัด

การหล่อเลี้ยงความเชื่อด้วยพระวาจาและศีลศักดิ์สิทธิ์

การเดินทางกลับไปหมู่บ้านเอมมาอูสของศิษย์ทั้งสองของพระเยซูคริสตเจ้า ให้ข้อคิดมากมายสำหรับการดำเนินชีวิตคริสตชน การดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้เป็นการเดินทางชีวิตที่เราต้องเผชิญกับกระแสทางโลกหลายกระแสที่ไม่ตรงกับคุณค่าพระวรสาร จากเรื่องที่เล่าในพระคัมภีร์ศิษย์สองคนนั้นเป็นผู้ติดตามพระเยซูคริสตเจ้าอย่างใกล้ชิดพอสมควร พวกเขาน่าจะเคยเห็นการอัศจรรย์หลายอย่างที่พระองค์กระทำ และต้องเคยได้ยินได้ฟังคำเทศน์สอนของพระองค์ รวมทั้งจะต้องเคยเรียนรู้เรื่องคำทำนายของบรรดาประกาศกเกี่ยวกับพระผู้ไถ่ การกล่าวล่วงหน้าถึงการรับทนทรมาน การสิ้นพระชนม์ และการกลับคืนพระชนมชีพของพระเยซูคริสตเจ้าเอง แต่เมื่อพระเยซุคริสตเจ้าทรงรับทนทรมานและสิ้นพระชนม์ ทำไมพวกเขาจึงไม่นึกถึงสิ่งที่พวกเขาเคยได้เห็นและได้ยินมา คำตอบที่ชัดเจนที่สุดก็คือความต้องการและความคิดทางโลกมันบดบังตาบดบังใจของพวกเขา “พระเยซูเจ้าเสด็จมาร่วมทางด้วย แต่เขาจำพระองค์ไม่ได้”(ลก.24:15-16) นี่เป็นสาเหตุที่สำคัญที่ทำให้พวกเขาผิดหวังและเดินทางกลับบ้านเมื่อเห็นว่าพระองค์สิ้นพระชนม์แล้ว

พระเยซูคริสตเจ้าทรงทราบถึงสภาพความอ่อนแอของบรรดาศิษย์เวลานั้นอย่างถ่องแท้ พระองค์จึงเสด็จมาร่วมทางและอธิบายพระคัมภีร์เพื่อเตือนใจและปลุกเร้าความเชื่อของพวกเขา “พระองค์ทรงอธิบายพระคัมภีร์ทุกข้อที่กล่าวถึงพระองค์ให้เขาฟังโดยเริ่มตั้งแต่โมเสสจนถึงบรรดาประกาศก”(ลก.24:27) พระวาจาของพระเจ้าทำให้ใจของพวกเขาเร่าร้อน “ใจของเราไม่ได้เร่าร้อนเป็นไฟอยู่ภายในหรือ เมื่อพระองค์……อธิบายพระคัมภีร์ให้เราฟัง”(ลก.24:32) และในที่สุดพวกเขาจำพระองค์ได้ตอนบิขนมปัง “พระองค์ทรงหยิบขนมปัง ทรงถวายพระพร ทรงบิขนมปังและยื่นให้เขา เขาก็ตาสว่างและจำพระองค์ได้”(ลก.24:30) การบิขนมปังหมายถึงศีลมหาสนิทนั้นเอง สิ่งที่เกิดขึ้นกับศิษย์ทั้งสองทำให้เราเห็นอานุภาพยิ่งใหญ่ของพระวาจาและศีลศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งสามารถปลุกเร้าจิตวิญญาณของเราทำให้เราจำองค์พระผู้เป็นเจ้าได้ และมีชีวิตสนิทสัมพันธ์กับพระองค์ นี่คือความปลอดภัยและเป็นพลังที่สำคัญในการเดินทางในโลกแห่งเหวน้ำตานี้

ในเมื่อพระวาจาและศีลศักดิ์สิทธิ์มีอานุภาพยิ่งใหญ่ สามารถช่วยให้เราเติมโตในความเชื่อถึงเพียงนี้ พระศาสนจักรจึงย้ำเตือนเราคริสตชนเสมอว่า เราต้องหล่อเลี้ยงและฟื้นฟูชีวิตคริสตชนด้วยพระวาจาและศีลศักดิ์สิทธิ์ ความคิดเช่นนี้ปรากฏชัดเจนในมิสซาบูชาขอบพระคุณ ซึ่งพระเป็นเจ้าทรงจัดงานเลี้ยงให้เราด้วยอาหารที่ดีเลิศสองโต๊ะ โต๊ะแรกพระเป็นเจ้าทรงเลี้ยงเราด้วยพระวาจาของพระองค์ โต๊ะที่สองคือพระแท่นบูชาพระเป็นเจ้าทรงเลี้ยงเราด้วยศีลมหาสนิทซึ่งพระกายและพระโลหิตของพระเยซูคริสตเจ้า ด้วยเหตุนี้เองเราคริสตเจ้าจึงต้องเอาใจใส่ในเรื่องของจิตวิญญาณ โดยหล่อเลี้ยงชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณของตนด้วยพระวาจาและศีลศักดิ์สิทธิ์ต่างๆที่พระเยซูคริสตเจ้าทรงตั้งขึ้น เพื่อประทานพระหรรษทานให้กับเรา และช่วยเราให้สามารถเดินแห่งชีวิตจนบรรลุเป้าหมายปลายทาง

พระเจ้าสถิตกับท่าน
คุณพ่อ สมชาย อัญชลีพรสันต์

ประกาศ

  1. ขอให้พี่น้องนำกระบอกมหาพรตมาคืนที่วัด เพื่อพ่อจะได้สามารถดำเนินการส่งให้เขต 2 และอัครสังฆมณฑลต่อไปเพื่อใช้ในงานเมตตาจิตช่วยผู้รอโอกาส
  2. ขอรับอาสาสมัครเด็กโปรยดอกไม้วันสมโภชศีลมหาสนิท รับตั้งแต่ ป. 2 – ป. 5 ลงชื่อได้ที่หน้าวัด เริ่มซ้อมวันอาทิตย์ที่ 8 พ.ค. 2011 คือวันอาทิตย์นี้เป็นต้นไป
  3. ผู้ใดมีความปรารถนาขอทุนการศึกษาให้ลูกหลาน ให้เขียนใบยื่นคำร้อง ใบยื่นคำร้องรับได้ที่บ้านพักพระสงฆ์ หมดเขตวันที่ 31 พ.ค. 2011 เพื่อสภาภิบาลจะได้นำไปพิจารณาตามเกณฑ์ที่ได้กำหนดไว้ต่อไป
  4. ครอบครัวใดที่มีผู้ป่วยหรือผู้สูงอายุอยู่ที่บ้าน ไม่สามารถมาร่วมมิสซาบูชาขอบพระคุณได้ ขอให้ลูกหลานถือเป็นหน้าที่ที่ต้องแจ้งให้พระสงฆ์ที่อยู่วัดใกล้บ้านที่สุดทราบ เพื่อพระสงฆ์จะได้ไปส่งศีลมหาสนิทให้ในวันศุกร์ต้นเดือน สำหรับบ้านที่อยู่ใกล้วัดของเราถ้ามีความปรารถนา ให้ลงชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ ที่สังเกตที่ชัดเจนได้ที่หน้าวัด
  5. มีหนังสือที่ระลึกโอกาสสถาปนา สมเด็จพระสันตะปาปา ยอห์น ปอล ที่ 2 เป็นบุญราศีจำหน่ายอยู่ที่หน้าวัด
  6. มูลนิธิเซนต์หลุยส์ จัดแรลลี่การกุศลเพื่อช่วยคนจนเป็นต้นผู้ป่วยที่ยากไร้ ค่าสมัครมีทีมละ 5,000 และ ทีมละ 50,000 บาท ผู้ใดต้องการร่วมการกุศลครั้งนี้ รับใบสมัครและดูรายละเอียดได้ที่หน้าวัด

Tags: , ,

'งดแสดงความคิดเห็น'.