สารวัด ฉบับที่ 840 วันอาทิตย์ที่ 21 กุมภาพันธ์ 2553 อาทิตย์ที่ 1 เทศกาลมหาพรต

บอกเล่าให้ฟัง

พระบัญญัติของพระศาสนจักรมีกำหนดไว้ว่า “จงบำรุงพระศาสนจักรตามความสามารถ” พระบัญญัติข้อนี้บ่งชี้ให้เห็นหน้าที่ของเราคริสตชนว่า “ต้องช่วยเหลือพระศาสนจักรตามความสามารถของตน” เหตุว่าพระศาสนจักรเป็นองค์กรการกุศล ที่ไม่มุ่งหากำไรผลประโยชน์เงินทอง อาทิ กิจการของวัดถ้าสัตบุรุษไม่ใส่ถุงทาน ไม่ขอมิสซา แล้ววัดจะเอาเงินที่ไหนไปจ่ายค่าน้ำปาปาค่าไฟฟ้า ชื้อดอกไม้ กำยาน ของใช้ในมิสซาฯลฯ รวมทั้งพระสงฆ์จะเอาเงินที่ไหนมาใช้จ่ายเป็นค่าอาหาร และค่าใช้จ่ายอื่นๆอีกมากมายในบ้านและส่วนตัว เพราะพระสงฆ์ไม่ได้ประกอบอาชีพ การช่วยเหลือพระศาสนจักรมีระบุไว้อย่างชัดเจนว่า “ตามความสามารถ” นั่นหมายความว่าเท่าที่ทำได้ตามความสามารถของตน บางคนมาช่วยงานที่วัดจัดโน้นทำนี่ เด็กๆมาช่วยมิสซา ก่อสวด บางคนมาอ่านบทอ่านในพิธีกรรม บางคนมาเป็นสภาอภิบาล และสังกัดองค์กรต่างๆของวัด บางคนก็ช่วยเป็นข้าวของเงินทองฯลฯ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นการช่วยเหลือหรือบำรุงพระศาสนจักรทั้งสิ้น

การช่วยเหลือพระศาสนจักรและศาสนบริกรต้องทำอย่างถูกต้อง เข้าใจ และมีทัศนคติที่ดี บางคนมาช่วยทำบางสิ่งบางอย่างให้วัด พอนานวันพลันคิดว่านี่เป็นผลงานของฉัน ถ้าไม่มีฉันสักคนงานนี้คงไม่สำเร็จ จึงเริ่มปฏิกิริยาเพื่อเรียกร้องความสนใจ และการรับรู้จากผู้อื่น ทำทีว่าจะทำหรือไม่ทำดีแล้วไม่บอกให้ชัดเจน คนเช่นนี้จงรู้ไว้เถิดว่า “นี่ไม่ใช่จิตตารมณ์พระวรสาร” ถ้าจะไม่ทำอย่างที่เคยทำกรุณาบอกล่วงหน้าคนอื่นเขาจะได้มาทำแทน ที่คุณพ่อให้คุณทำเพราะเขาให้เกียรติคุณ ไม่ใช่เพราะถ้าไม่มีคุณแล้วเขาทำไม่ได้ เรื่องนี้จึงต้องทำความเข้าใจให้ทุกต้อง การขอมิสซาสุขสำราญ และมิสซาอุทิศแด่ผู้ล่วงลับ ความจริงคนที่มีความตั้งที่จะขอมิสซา เมื่อขอแล้วก็ได้รับแล้ว จะออกชื่อในมิสซาหรือไม่ ทำที่ไหนไม่สำคัญ เพราะฉะนั้นอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯจึงตั้งเป็นกฏเกณฑ์ว่า ในหนึ่งมิสซาสามารถทำให้แค่หนึ่งความตั้งใจ หรือหนึ่งเจ้าภาพ ภายในหนึ่งสัปดาห์สามารถรวมข้อตั้งใจหลายๆเจ้าภาพได้หนึ่งครั้ง มิสซาที่เหลือต้องส่งไปรวมที่ส่วนกลาง เพื่อช่วยวัดที่ยากจน หรือพระสงฆ์ที่ไม่ค่อยมีคนขอมิสซา การขอมิสซามีสองแบบ ที่พี่น้องทำอยู่คือการขอมิสซาของวัด นั่นคือเงินนั้นให้กับทางวัด พระสงฆ์สามารถทำมิสซาได้วันละสองครั้งถ้าจำเป็น ถ้าจะทำครั้งที่สามต้องขออนุญาต และถ้าพระสงฆ์รับค่ามิสซาของวัดจะได้ครั้งละ 100 บาท ไม่ว่าวันนั้นจะทำกี่มิสซาหรือพี่น้องจะขอเท่าไรก็ตาม แบบที่สองเป็นการขอมิสซาส่วนตัว พี่น้องต้องระบุให้ชัดว่าเป็นมิสซาส่วนตัว พระสงฆ์ก็จะสามารถรับค่ามิสซานั้น แต่ต้องไม่รับค่ามิสซาจากวัดอีก สมมุติว่าโดยทั่วไปพระสงฆ์ได้รับค่ามิสซาเดือนละ 3,000 บาท ถ้าใส่ข้อตั้งใจส่วนตัว 5 ครั้ง แสดงว่าเดือนนั้นพระสงฆ์จะได้รับค่ามิสซาจากวัด 2,500 บาท ที่พ่ออธิบายให้พี่น้องฟังเพื่อพี่น้องจะได้มีความเข้าใจ และทัศนคติที่ถูกต้องเท่านั้นไม่ใช่เรื่องอื่น ถ้าสนใจสอบถามเพื่อความชัดเจนได้

จากคุณพ่อเจ้าวัด

การประกาศละทิ้งความชั่วและประกาศยืนยันความเชื่อ

เวลาที่เรารับศีลล้างบาป และรับศีลกำลังในพิธีกรรมของศีลศักดิ์สิทธิ์ 2 ประการนี้จะต้องมีการประกาศละทิ้งปีศาจ และกิจการทั้งสิ้นของมัน และมีการประกาศยืนยันความเชื่อ พระวรสารนักบุญลูกา บันทึกเรื่องการถูกประจญล่อลวงของพระเยซูคริสตเจ้าไว้ “ทรงถูกปีศาจประจญเป็นเวลาสี่สิบวัน” ( ลก.4:2) นักบุญลูกาบันทึกเรื่องนี้ไว้ ไม่ใช่เพื่อจะแสดงว่าพระเยซูคริสเจ้าเป็นมนุษย์แท้ เพราะพระองค์ถูกประจญล่อลวง เรื่องอาหารการกิน เรื่องอำนาจ เรื่องความเชื่อและความวางใจในพระเป็นเจ้าอย่างเดียวเท่านั้น แต่ท่านยังเล่าถึงวิธีการต่อสู้กับการประจญของปีศาจ ของพระเยซูคริสตเจ้า โดยอาศัยการสวดภาวนา และพระวาจาของพระเจ้า เพื่อเป็นแบบอย่างให้กับเราในการต่อสู้กับการประจญในชีวิตจริงด้วย และที่สำคัญที่สุดท่านได้บันทึกไว้ว่า พระเยซูคริสตเจ้าทรงยืนยันที่จะอยู่ฝ่ายพระเป็นเจ้า ไม่ยอมทำตามหรืออยู่ฝ่ายปีศาจ และความชั่วร้ายไม่ว่ากรณีใด ไม่ว่าจะเอาความสะดวกสบายอิ่มปากอิ่มท้อง ลาภ ยศ สรรเสริญมาล่อลวง พระองค์ไม่ยอมแพ้และไม่ยอมรับ พระองค์ยืนยันว่าจะนมัสการ และรับใช้พระเป็นเจ้าแต่ผู้เดียว (ลก.4:8)

ในวันที่เรารับศีลล้างบาป และรับศีลกำลังเราคริสตังทำเช่นเดียวกับพระเยซูคริสตเจ้า เราประกาศละทิ้งปีศาจและกิจการทั้งสิ้นของมัน และประกาศยืนยันความเชื่อในพระเป็นเจ้า การกระทำที่กล่าวมานี้เป็นการกระทำโดยรู้ตัวและเติมใจหรือไม่ เป็นสิ่งที่ออกมาจากน้ำใสใจจริงหรือไม่ เวลานี้เรายังยืนยันความเชื่อเหมือนเดิมหรือเปล่า หรือว่าสถานการณ์บางอย่างทำให้เราเปลี่ยนใจไปแล้ว เป็นสิ่งที่เราต้องไตร่ตรองอย่างจริงจัง เป็นไปได้ไหมที่สถานการณ์เปลี่ยน คนเปลี่ยน และใจเราก็เปลี่ยนด้วย เหมือนจิ้งจกเปลี่ยนสีตามสีของสภาพแวดล้อมรอบตัวมัน

เวลาเรียนคำสอน ครูคำสอนจะสอนว่า การไม่กล้าแสดงตัวเป็นคริสตังเป็นการทำผิดต่อความเชื่อ คริสตังหลายคนไม่กล้าบอกว่าตนเองเป็นคริสตัง เพราะกลัวไม่ได้เลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง เราอายแม้แต่จะทำสำคัญมหากางเขน เวลาเราเห็นสิ่งอัศจรรย์ที่เกิดขึ้นจากผู้ที่อ้างตัวเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์ มีอิทธิฤทธิ์สามารถทำอภินิหาร เราเริ่มไขว้เขวทางความเชื่อ และต่อมาก็เริ่มมนัสการคนนั้นหรือสิ่งนั้นเป็นพระเจ้า โดยอ้างว่าเขารักษาโรคได้จริงๆนะ ทำโน้นทำนี่ได้จริงๆนะถ้าไม่เชื่ออย่าลบหลู่ บางคนได้รับผลประโยชน์บางอย่างจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์อื่นๆ ก็ทิ้งความเชื่อลาออกจากการเป็นคริสตังเสียแล้ว ทำไมเราไม่อ่านพระวรสารตอนนี้เล่า ปีศาจมันให้ได้แม้แต่อาณาจักรทั้งหมด แต่มันขออย่างเดียวให้พระเยซุคริสตเจ้านมัสการมันเป็นพระเจ้า แต่พระองค์ยืนยันว่าจะนมัสการพระเป็นเจ้าแต่ผู้เดียว ความเชื่อของเราจะมั่นคงเข้มแข็งต่อเมื่อเราสวดภาวนา อ่านและฟังพระวาจาของพระเป็นเจ้าแล้วนำไปปฏิบัติ ขอพระวาจาของพระเจ้าเตือนใจเรา ให้เราประกาศละทิ้งบาปและยืนยันความเชื่อในพระเป็นเจ้าเสมอในทุกสถานการณ์ ไม่ใช่ยืนยันด้วยปากเท่านั้น แต่เราจะยืนยันด้วยกิจการในการดำเนินชีวิตของเราด้วย

พระเจ้าสถิตกับท่าน
คุณพ่อ สมชาย อัญชลีพรสันต์

ประกาศ

  1. วันเสาร์และวันอาทิตย์ในเทศกาลมหาพรต มีเดินมรรคาศักดิ์สิทธิ์ก่อนมิสซาบูชาขอบพระคุณ ขอเชิญ ชวนพี่น้องทุกท่านมาวัดเร็วขึ้น เพื่อจะได้เดินมรรคาศักดิ์สิทธิ์ร่วมกัน
  2. ขอพี่น้องนำกระบอกมหาพรตไปที่บ้าน เพื่อออมเงินสำหรับช่วยเหลือพระศาสนจักรในงานเมตตาจิตต่อไป
  3. วันที่จันทร์ที่ 22 มี.ค. ถึงประมาณสิ้นเดือนเม.ย. 2010 ทางวัดจะเปิดสอนคำสอนเตรียมรับศีล ศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ผู้ที่ต้องการส่งลูกหลานมาเรียนคำสอน ลงชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์อย่างชัดเจนได้ที่หน้าวัด
  4. วันพุธที่ 24 – วันพฤหัสฯที่ 25 ก.พ. 2010 เป็นวันเข้าเงียบประจำเดือนของพระสงฆ์ เขต 2 ของอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ ของดมิสซาและขอคำภาวนาด้วย
  5. วันเสาร์ที่ 27 และ วันอาทิตย์ที่ 28 ก.พ. 2010 ซิสเตอร์ คณะคามิเลียนจะมาเยี่ยมวัดของเราเพื่อพบปะกับ เด็กๆ และเยาวชน ขอให้ผู้นำเยาวชนรวมกลุ่มเด็กๆและเยาวชนให้กับซิสเตอร์ด้วย

6. ผู้ที่แจ้งชื่อและทะเบียนรถเพื่อทำสติ๊กเกอร์ ช่วยตรวจสอบความถูกต้องที่หน้าวัดให้ด้วย เพื่อจะได้สามารถดำเนินการต่อไป

Tags: , ,

'งดแสดงความคิดเห็น'.